Friday, November 24MM Thailand

การเตรียมความพร้อมระบบการผลิตในปี 2040

258 Views

ในช่วงนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าฟังสัมมนาในหัวข้อ ‘การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับระบบการผลิตแบบใหม่ในอนาคตที่จะเกิดขึ้นในปี 2040’ เนื้อหาในงานสัมมนาหนีไม่พ้นที่จะก้าวให้พ้นระบบการผลิตแบบ Industrial 3.0 ไปสู่ 4.0 ซึ่งผู้เขียนยังไม่สามารถเข้าใจว่าระบบการผลิตแบบประเทศไทยจะก้าวข้าม Industrial 3.0 ไปสู่4.0 ได้อย่างไร ในขณะที่การฟังสัมมนาและการออกประชาสัมพันธ์ถึงโครงการ Industrial 4.0 ยังคงเป็นแบบนามธรรม นั่นหมายถึงขาดการจับต้องได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง

ระบบการผลิต Industrial 4.0

มีอีกหนึ่งตัวอย่างที่พบเห็นอย่างรวดเร็ว คือ ภาคการเงินที่นำระบบ QR Code มาเพื่อใช้ในการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน น่าจะเริ่มจริงจังประมาณปี 2018 เป็นต้นไป ในขณะที่ผู้เขียนมีโอกาสไปประชุมทางธุรกิจกับผู้รับจ้างช่วงหลายราย ณ สาธารณรัฐประชาชนจีนในช่วงปี 2016 ทางจีนได้เริ่มระบบ QR Code ประมาณ 5 ปีที่แล้ว พบว่าประชาชนเริ่มคุ้นชินกับระบบ QR Code ที่ใช้จ่ายกันในชีวิตประจำวัน เช่น การซื้อกาแฟร้อนผ่านตู้กดกาแฟอัตโนมัติ ซึ่งมีแต่ช่อง Scan QR Code ที่เป็นรหัสประจำตัว เมื่อ Scan เสร็จ ระบบตัดยอดค่าใช้จ่ายผ่านระบบมือถึอภายในเวลาไม่เกิน 10 วินาที เมื่อตัดค่าใช้จ่ายเสร็จ เครื่องจะชงกาแฟโดยทันที และสามารถรับกาแฟไปดื่มได้ภายในเวลา 1.30 นาที เท่านั้น นี่คือการประยุกต์ใช้ Industrial 4.0 ในภาคปฏิบัติที่สามารถจับต้องได้ ผู้บริโภคมีความสะดวกในการใช้จ่าย ไม่พบปัญหาเกี่ยวกับความผิดพลาดในระบบที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น

ในขณะที่ผู้เขียนมีความกังวลในการเปลี่ยนแปลงของ Industrial 4.0 ที่ด้านนอกประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันภายในประเทศยังเปลี่ยนแปลงแบบช้าๆ ที่ยังห่างไกลจากความรู้สึกของผู้คน ผู้คนในตลาดขายของยังคงดำรงชีพตามแบบวิถีเดิมๆ อย่างที่ตนเองเคยกระทำ ได้ปรึกษาหารือกับกลุ่มเพื่อนๆ บางคนยังไม่เข้าใจในการเปลี่ยนแปลงซึ่งผู้เขียนมองว่ามีผลกระทบสูง (High Impact) และรวดเร็วมาก

ในขณะที่ผู้เขียนมีบทบาทหน้าที่ในงานประจำ เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรเพื่อรองรับกับ Industrial 4.0 เช่น นำหุ่นยนต์มาใช้ด้วยงบประมาณที่ใกล้แตะ 1 ล้านบาทต่อชุดเพื่อลดการปฏิบัติงานที่ซ้ำๆ เช่น รับ-ส่งผลิตภัณฑ์ส่งเข้าเครื่องจักร เช่น งานขึ้นรูปโลหะ อีกเหตุผลหนึ่งที่ใช้คือการลดอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงาน ได้นำหุ่นยนต์มาใช้งานระยะหนึ่งแล้ว ปรากฏว่า การปฏิบัติงานของหุ่นยนต์ดีมาก สามารถปฏิบัติงานได้ราบรื่นไม่ติดขัด โปรแกรมการควบคุมการปฏิบัติงานไม่สลับซับซ้อนมากนัก ช่างเทคนิคทั้งหลายสามารถเขียนโปรแกรมได้เองเพื่อประยุกต์ให้เข้ากับลักษณะงานได้ด

แต่ในอีกมุมหนึ่ง การใช้หุ่นยนต์โรบอท กลับไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพเนื่องจากปัจจัย 2 ประการ คือ

  1. สภาพแวดล้อมที่ห้อมล้อมหุ่นยนต์ไม่สามารถจัดการให้รองรับลักษณะของหุ่นยนต์ได้ เช่น เครื่องจักรที่เป็น Industrial 3.0 ยังคงทำงานไม่สม่ำเสมอ เช่น เครื่องปั๊มโลหะที่ช้ากว่าการทำงานของโรบอท และยังพบปัญหาเกี่ยวข้องกับความสูญเปล่า 7 ประการ เช่น การรอคอยวัตถุดิบ การรอคอยเนื่องจากวัตถุดิบที่ป้อนเข้าเครื่องไม่ทันตามกำหนดเวลาของโรบอท เป็นต้น
  2. การปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงที่ใช้หุ่นยนต์มาช่วยในการผลิต เช่น ยังมีความกังวลเรื่องวัตถุดิบที่ใกล้หมด จึงต้องมีพนักงาน 1 คน คอยเฝ้าระวัง เป็นต้น

จากปัจจัยดังกล่าว ควรศึกษาและมองรอบด้านในสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องและลดความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ระบบ Poka Yoke เข้ามาประยุกต์ใช้

ระบบการผลิตในอนาคต

จากงานสัมมนาดังกล่าวขอสรุปคร่าวๆ ได้ดังต่อไปนี้

ระบบการผลิตในปี 2040 จะมีความแตกต่างกับปัจจุบันอย่างสิ้นเชิงองค์กรที่ประสบความสำเร็จมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในด้านผลิตภัณฑ์และระบบการผลิตแบบอัจฉริยะเพื่อเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้ระบบการผลิตรวดเร็วและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดและลูกค้าเพิ่มขึ้น

ระบบการผลิตยุคใหม่จะขับเคลื่อนด้วยระบบ Agile ระบบข้อมูลจะทำการเชื่อมต่อกันแบบ Networks และมีข้อมูลอย่างมากมายในการวิเคราะห์เพื่อการบริหารการจัดการ (Big Data) ดังนั้น การจัดการด้านบุคลากรและเทคโนโลยีทำให้การส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการจะตอบสนองต่อตลาดอย่างมากมาย

การเพิ่มมูลค่าและการจัดการผลิตแหล่งใหม่จะทำการเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิต ระบบการผลิตแบบใหม่จะขึ้นอยู่กับพื้นฐานของความรู้ในเทคโนโลยีและความสัมพันธ์กับลูกค้า ดังนี้

  1. มีการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เพื่อตอบสนองลูกค้ามากขึ้น
  2. ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลสำหรับผลิตภัณฑ์ง่ายและสะดวกรวดเร็ว เช่น คู่มือการใช้งาน ระบบการปฏิบัติงาน การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ
  3. สร้างระบบ ‘ไร้โรงงานแต่ผลิตได้’ กำหนดบทบาทด้านผู้นำ ทางเทคโนโลยี ระบบการผลิตแต่ให้ผู้อื่นผลิตให้ เช่น NIKE หรือ Apple ที่ไม่มีโรงงานเป็นของตนเองแต่สามารถขายผลิตภัณฑ์ไปได้ทั่วโลก เป็นต้น
  4. ระบบการผลิตแบบ Recycle Products จะมีมากขึ้น นำสินค้า หรือวัสดุที่เหลือทิ้งนำกลับมาใช้ใหม่
  5. ลูกค้าจะไม่สามารถผูกขาดสินค้าหรือบริการได้แต่เพียงผู้เดียวความต้องการสินค้าและบริการต้องหลากหลายและสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่ม

ระบบการผลิตในปี 2040

เทคโนโลยีที่จะเข้ามาในอนาคตอันใกล้

  1. Information and Communication Technology (ICT): การจัดทำแบบจำลองมีความจำเป็นในด้านการออกแบบจนถึงระบบการผลิตตลอดจนข้อมูลในการจัดการการผลิต
  2. Sensors: ระบบ Sensors กับ Network Technology ทำการหลอมรวมกัน เช่น ระบบการผลิตจะเชื่อมระบบ Internet ระบบฐานข้อมูลของผลิตภัณฑ์และบริการจะเชื่อมเข้าหาผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น ระบบการตรวจสอบสินค้าคงคลังผ่านระบบ Network การลดพลังงานที่ใช้ในสายการผลิต ระบบการป้อนข้อมูลเมื่อเกิดปัญหาทางคุณภาพ เป็นต้น
  3. Advances functional Materials: มีวัสดุใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดเพื่อตอบสนองสินค้าทางเทคโนโลยี เช่น วัสดุนาโน ส่วนประกอบขนาดเล็ก คาร์บอนนาโน Biomaterials สินค้าแบบอัจฉริยะที่จะทราบสถานะของสินค้าได้
  4. เทคโนโลยีชีวภาพ: จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากวัสดุธรรมชาติลดลงและอัตราการเกิดโรคใหม่ๆ จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอาหารและยาเพื่มขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมสิ่งทอจะก้าวหน้า
  5. Green Technology: แนวโน้มการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในสายการผลิต เช่น การลดพลังงานในการผลิตและการใช้น้ำอย่างมีคุณค่า ส่งผลต่อลูกค้าโดยทางอ้อมรวมถึงการลดการใช้สารอันตรายต่อมนุษย์

เทคโนโลยีที่จะใช้อย่างแพร่หลาย

  1. Big Data and Knowledge Based Technology ระบบอัตโนมัติ รวมถึงข้อมูลภายในองค์กรที่มีขนาดใหญ่ จะทำให้เกิดการเข้าถึงและแสดงถึงความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งในการเข้าถึงลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว
  2. Internet of Things จะมีผลต่อลูกค้าในเชิงธุรกิจ การจัดการต่อทรัพยากร ข้อมูลจากการผลิตรวมถึงการขนส่งทั้งหมดจะเรียงเป็นภาพระบบอัตโนมัติ
  3. Advanced and Autonomous Robotics ระบบการผลิตแบบอัตโนมัติขั้นสูงจะถูกพัฒนาขึ้นทดแทนระบบการผลิตในปัจจุบันซึ่งมีกระบวนการผลิตแบบซ้ำๆ และผลิตครั้งละมากๆ เช่น ในอุตสาหกรรมอาหารและยาสำเร็จรูป อิเล็กทรอนิกส์ ระบบการผลิตจะถูกควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติผ่านระบบ WIFI
  4. การผลิตแบบขึ้นรูปเป็น Layer เช่น 3D Printing ระบบการผลิตแบบเดิมจะมีความสูญเปล่าอย่างมากและไม่ยืดหยุ่น ในบางชิ้นส่วนของอุปกรณ์ที่ซับซ้อนจะใช้ชิ้นส่วนที่ได้จาก 3D Printing ทดแทน และออกแบบได้ตรงตามความต้องการของลูกค้าเฉพาะบุคคลได้
  5. Cloud Technology ระบบการผลิตจะใช้ Computerized Manufacturing Execution Systems (MES) มากขึ้น จะทำการเชื่อมต่อระบบทุกอย่างผ่านระบบการควบคุมและจัดเก็บข้อมูลแบบ Cloud รวมไปถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทาน การวางแผนการผลิต รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
  6. Mobile Internet Smart Phones และอุปกรณ์ขนาดเล็ก สามารถทำให้เข้าถึงระบบการผลิต การบริหารสินค้าคงคลัง ระบบการซ่อมบำรุง ระบบคุณภาพ เป็นต้น การติดต่อสื่อสารจะง่ายขึ้น การพัฒนา Software ทำให้ระบบการบริหารงานส่วนบุคคลทำให้การเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว การจัดการรวดเร็ว

EXECUTIVE SUMMARY

I got a chance to join seminar under the topic ‘Preparation Making to Take up A New Gen Manufacturing System Taken Place in 2040’, and wanted to share some interesting information as manufacturing system in 2040 shall completely be different from the current system. According to that, successful organization shall rapidly grow in term of product and smart manufacturing system, and technically change to offer fast manufacturing system, and response to market change, and increasing customer.

A new age of manufacturing system shall be propelled with Agile system, while data system shall be connected with Networks platform, and have a great amount of data in analysis process for management. Therefore, personnel and technology management shall make product delivery and service providing significantly response to the market.

Adding value and new source manufacturing management shall change business process that is related with manufacturing process. This manufacturing system shall be based on the foundation of technological knowledge and customer relationship as follows

  1. Redesign packaging to response to customer’s need.
  2. Customer conveniently and quickly gets access to product i.e. operating system user manual, get access to required data, etc.
  3. Create system ‘No Factory Production’ to set the leadership in technology and production system, but let other manufacturers produce the products i.e. NIKE or Apple does not own any factory, but the company can sell its products all over the world, etc.
  4. Increase Recycle Products Manufacturing System by reusing products or leftover materials.
  5. Customer shall not have a monopoly in product or service, while the demand in product and service must be varied, and can reach to every group of customers.

Related Post

MM Thailand on FacebookMM Thailand on Youtube
MM Thailand
 
นำเสนอข้อมูลรอบด้านเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการผลิต โดยมุ่งหวังให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์สูงสุดจากการนำเสนอสาระ ข้อมูล ข่าวสารและบทความ ที่หลากหลายและครบเครื่องเรื่องอุตสาหกรรม
Menu
MM Thailand