ปัจจุบันโลกให้ความสำคัญกับ AI มากขึ้นในระดับที่เรียกได้ว่าเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลก” ที่สำคัญ AI ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นแค่เทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็น เครื่องมือเพิ่ม Productivity ของประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนำมาใช้งานในรูปแบบองค์กร บริษัท หรืออุตสาหกรรม ตั้งแต่การผลิต โรงงาน การแพทย์ การเงิน การศึกษา ไปจนถึงกองทัพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
เมื่อย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้วสมัย AI ยังเป็นเรื่องของมหาวิทยาลัยและบริษัทเทคโนโลยีเพียงไม่กี่แห่งที่จำกัดในวงการแคบ ๆ แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2022 เป็นต้นมาหลังจากที่ Generative AI และโมเดลภาษาเริ่มใช้งานได้จริง การแข่งขันในตลาดนี้ก็รุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ รวมถึงภาพรวมของตลาดก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด
ซึ่งจากผลสำรวจของ cargoson.com ประเมินว่า ตลาด AI ทั่วโลกในปี 2025 มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2030 อาจโตเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวไปสู่ที่มูลค่า 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันในมุมของ grandviewreserch.com ก็เผยให้เห็นข้อมูลการสำรวจในทิศทางเดียวกันว่าตลาด AI จะเติบโตเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 28% ของทุกปี
เพราะอะไรทำไม AI ถึงโตแบบก้าวกระโดด?
วันนี้เราต้องยอมรับว่ามี Data เกิดขึ้นจำนวนมากในทุกวัน และ AI จำเป็นต้องพึ่งพา Data ยิ่งมีมาก AI ก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น ขณะเดียวกันในด้านของต้นทุนราคาด้าน Computing Power ก็มีราคาถูกลง รวมถึงประเทศต่าง ๆ ให้ความสนใจกับ AI มากขึ้น จึงทำให้วันนี้การพัฒนา AI ให้ใช้งานได้จริงจึงเป็นเรื่องไม่ยากอีกต่อไป และวันนี้ AI ก็ยังสามารถช่วยมนุษย์หรือองค์กรเขียนงาน ทำ Presentation หรือวิเคราะห์ธุรกิจได้แล้ว ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมาเราจึงเห็นบริษัทต่าง ๆ ทยอยปลดคนงานออกจำนวนหนึ่ง ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่ดีนักในแง่คนทำงาน
ที่ผ่านมาหลายคนอาจกำลังเห็นว่าตลาด AI กำลังเติบโต แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามไป คือ การทำงานเบื้องหลังของ AI ในทุกคำตอบการประมวลผล และทุกการคำนวณ มีการเกิด Data และโรงงานขนาดมหึมากำลังทำงานอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสิ่งนั้นเรียกว่า Data Center และสิ่งที่ Data Center ต้องการมากที่สุดก็คือ ชิป (Semiconductor) นั่นคือเหตุผลว่าทำไมโลกกำลังเปลี่ยนจาก AI Boom ไปสู่ Chip Boom และทำไมโรงงาน Semiconductor จึงเติบโตขึ้นมหาศาล
แล้วเพราะอะไร? ทำไม? Data Center จึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด ก็เพราะว่าทุกอย่างกำลังกลายเป็นดิจิทัลนั่นเอง ไม่ว่าการใช้ AI, Cloud Computing, Streaming, Smart Factory, EV, Fintech หรือ Smart City ทุกอย่างล้วนต้องมีระบบ Data Center รองรับ
ที่ผ่านมาบริษัทระดับโลกอย่าง Microsoft, Google Amazon หรือ Meta ก็กำลังแข่งขันลงทุน Data Center กันอย่างมากด้วยมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ เพราะว่าใครที่มี Computing Power มากกว่า ก็มีโอกาสชนะในสงคราม AI มากกว่า แต่สิ่งที่น่าสนใจตามมา คือ Data Center ไม่สามารถทำงานได้หากไม่มี “ชิปประสิทธิภาพสูง”
ทำไมชิปถึงสำคัญต่อ Data Center หรือ AI
พูดง่าย ๆ ชิป คือ ส่วนที่คำนวณและการตัดสินใจเชิงตรรกะ ในระบบคอมพิวเตอร์ ทุกอย่าง คือ เลข 0 กับ 1 เมื่อเวลาคุณถาม AI เช่น “ช่วยวิเคราะห์ธุรกิจให้หน่อย” สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ชิปจะทำการคำนวณ เปรียบเทียบข้อมูล ประมวลผลความน่าจะเป็นหรือดึงความรู้จากโมเดล ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแบบหลายล้านล้านครั้งต่อวินาที ชิปจึงเหมือนเซลล์สมองที่ช่วยคิด และในสมองของ AI ไม่ได้มีชิปตัวเดียว แต่เป็นชิปจำนวนมหาศาลที่ทำงานพร้อมกัน
ถ้า Data Center คือ โรงงาน ชิปก็คือเครื่องจักรที่อยู่ข้างในที่ทุก Server ต้องใช้ CPU และทุกระบบ AI ต้องใช้ GPU ทุก Network ต้องใช้ Semiconductor นั่นเอง
ปัจจุบันความต้องการชิปทั่วโลกสูงมาก โดยเฉพาะใน 4 กลุ่มหลัก คือ
1. AI และ Data Center
กลุ่มที่โตเร็วที่สุด เพราะ AI ต้องใช้ GPU และชิปประสิทธิภาพสูงจำนวนมหาศาล
2. รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
รถ EV ใช้ Semiconductor มากกว่ารถน้ำมันหลายเท่า ทั้งระบบแบตเตอรี่ มอเตอร์ ระบบควบคุม และ Software ภายในรถ
3. Smart Factory และ Automation
โรงงานอัจฉริยะใช้ Sensor, Robotics, PLC และระบบ Automation ที่ล้วนพึ่งพาชิป
4. Renewable Energy
Solar Inverter, Battery Storage และ Smart Grid ต่างต้องใช้ Power Semiconductor
ผู้ผลิตรายใหญ่ที่ผลิตชิประดับสูงหลัก ๆ ได้แก่ ไต้หวัน เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และจีน โดยเฉพาะชิป AI ระดับ Advanced เช่น 3nm หรือ 5nm ที่ผลิตได้ยากและต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลระดับหลายพันล้านดอลลาร์ต่อโรงงาน
ไทยจะผลิตชิปเองได้ไหม?
ถ้ามองแบบเชิงยุทธศาสตร์ประเทศไทยอาจไม่ได้เหมาะกับการเป็นผู้ผลิตชิปขั้นสูงแบบ ไต้หวันหรือเกาหลีใต้ แต่ไทยมีโอกาสที่จะเป็นห่วงโซ่ Semiconductor ที่สอดคล้องกับฐานอุตสาหกรรมเดิมของประเทศ เนื่องจากไทยมีฐานอุตสาหกรรม Electronics และ Precision Manufacturing (การผลิตแบบแม่นยำ) เดิมอยู่แล้ว ทำให้ต่อยอดได้ง่ายกว่าการกระโดดไปทำ Advanced Chip Fabrication (การผลิตชิปขั้นสูง)
ดังนั้น ยิ่งโลก AI โต ความต้องการ Advanced Packaging ก็สูงขึ้นมาก เพราะชิป AI จะมีความซับซ้อนขึ้น และต้องประกอบหลายชั้น (3D Packaging, Chiplet) ซึ่งในจุดนี้ คือ ช่องว่างของไทยที่นับว่าเป็นโอกาสอยู่ไม่น้อย เนื่องจากโอกาสที่ไทยมีเป็นจุดแข็งเดิมอยู่แล้ว คือ ในเรื่องของแรงงาน Skilled Technician ที่ไทยมี หรือเงินลงทุนต่ำกว่า Wafer Fab (โรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์) หลายเท่า ที่สำคัญยังเชื่อมกับ Electronics Supply Chain เดิมได้ แต่ในแง่ของปัญหาที่ไทยมีในตอนนี้ คือ ไทยยังขาด R&D ขั้นสูง และมีคู่แข่งที่ได้เปรียบกว่าอย่างมาเลเซียในด้าน Backend









