Thursday, September 21MM Thailand

Benchmarking in Manufacturing เพื่อการเพิ่มผลิตภาพ

82 Views

โลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้องค์กรต่างๆ ต้องมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเพื่อความอยู่รอด Benchmarking เป็นเส้นทางลัดที่จะพาองค์กรของคุณไปสู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืนและก้าวกระโดด ทำให้รู้ว่าตอนนี้องค์กรของเราอยู่ที่ไหน ใครเก่งกว่า แล้วดูว่าคนที่เก่งกว่าทำกันอย่างไร ไม่ใช่การลอกเลียนแบบ แต่เป็นการนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรของตนเอง

Benchmarking in Manufacturing เพื่อการเพิ่มผลิตภาพ

Benchmarking เครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพ

จุดเริ่มต้นของ Benchmarking เกิดขึ้นที่ซีร็อกซ์ (Xerox) ในช่วงก่อนปี ค.ศ.1970 ซีร็อกซ์ถือเป็นเจ้าตลาดในเรื่องเครื่องถ่ายเอกสาร มีส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกมากถึง 80% แต่หลังจากนั้นไม่ถึง 10 ปี ซีร็อกซ์เกือบล้มละลายเพราะเจอบริษัทคู่แข่งจากประเทศญี่ปุ่นผลิตเครื่องถ่ายเอกสารเข้ามาตีตลาด โดยมีจุดขายที่เหนือกว่าตรงที่สินค้ามีราคาถูก และคุณภาพดีกว่า

จากปัญหาดังกล่าว ซีร็อกซ์จึงได้นำเครื่องมือ Benchmarking มาใช้ในการแก้ไขปัญหาด้านการตลาด โดยให้ Fuji Xerox ซึ่งซีร็อกซ์มีหุ้นส่วนอยู่นำ Benchmarking มาประยุกต์ใช้ โดยให้เปรียบเทียบไล่ไปทีละกระบวนการ เพื่อศึกษา และเรียนรู้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงองค์กร เพียง 8 ปีเท่านั้น ซีร็อกซ์ก็สามารถกลับมายืนในระดับ World Class ได้อีกครั้ง

จากผลสำรวจสุดยอดเครื่องมือบริหารจัดการของบริษัท Bain ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชื่อดังของโลก พบว่า Benchmarking ติดอันดับ 1 ใน 5 ตั้งแต่ปี ค.ศ.1993-2006 และอยู่ในอันดับ 1 สองปีซ้อนคือ ปี 2008 และ 2010 สำหรับประเทศที่นำ Benchmarking ไปประยุกต์ใช้มากที่สุดคือ อังกฤษ

ส่วนในเอเชีย Benchmarking ติดอันดับ 3 และประเทศที่นำเครื่องมือนี้ไปใช้มากที่สุดคือ จีน โดยองค์กรในจีนใช้เครื่องมือนี้มากถึง 80% นั่นแสดงให้เห็นว่า Benchmarking เป็นเครื่องมือบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้องค์กรมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ย้อนกลับมาที่ประเทศไทยกันบ้าง Benchmarking ยังไม่ได้รับการยอมรับมากนัก เพราะองค์กรส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นแค่เพียงเครื่องมือที่ใช้ในการเปรียบเทียบข้อมูลกับคู่แข่งเท่านั้น

กระบวนการ Benchmarking

การทำ Benchmarking นั้น จริงๆ แล้วเป็นการตอบคำถามหลัก 4 ข้อด้วยกัน คือ (1) เราอยู่ไหน (ตัวชี้วัด), (2) ใครเก่งที่สุด (ค่า Benchmark), (3) เขาทำอย่างไร (Best Practices) และ (4) เราจะทำให้ดีกว่าเขาได้อย่างไร (ประยุกต์ใช้ Best Practices)

ทั้งนี้ การหาตัวชี้วัดที่เหมาะสมกับองค์กรถือเป็นสิ่งสำคัญอันหนึ่งที่แสดงให้เห็นประสิทธิภาพการทำงาน ต้องรู้ว่าตอนนี้องค์กรอยู่ในตำแหน่งไหน? ธุรกิจที่ทำอยู่ใครเก่งที่สุด? แล้วคนเก่งที่สุดเขาทำกันอย่างไร? Performance อยู่ที่เท่าไหร่? นี่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการ Benchmarking เพื่อหา Best Practices ออกมา

สิ่งที่สำคัญคือ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง คงไม่มีองค์กรใดอยากหยุดอยู่กับที่ จึงต้องหาเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายกว่า องค์กรส่วนใหญ่มักเข้าใจเพียงแค่ตนเองอยู่ที่ไหนและคนอื่นเป็นอย่างไร สนใจแต่ตัวเลขหรือ KPI เท่านั้น แท้จริงแล้วหัวใจของ Benchmarking คือ การเรียนรู้วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศจากคนที่เก่งกว่า

สุดยอดการทำ Benchmarking แบบห้วยทางธุรกิจ

กรณีศึกษาของโรงพยาบาล Great Ormond Street เป็นโรงพยาบาลเด็กที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเบอร์หนึ่งของอังกฤษ และเป็นโรงพยาบาลเด็กที่ดีที่สุดในกรุงลอนดอน ทั้งเรื่องของการให้บริการและการดูแลรักษาผู้ป่วย โรงพยาบาลต้องการปรับปรุงกระบวนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย จากห้องผ่าตัดไปห้อง ICU เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยเด็ก ซึ่งโดยปกติจะมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยถึง 2 ครั้ง คือ จากเตียงผ่าตัด -> เตียงเปล -> เตียง ICU

อีกทั้งยังมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตและข้อมูลทางการแพทย์ ซึ่งกระบวนการในการเคลื่อนย้ายมีความซับซ้อนมาก ฉะนั้นจึงต้องการลดความผิดพลาดต่างๆ ให้เป็นศูนย์

“If they can do, why can’t we?” เป็นคำพูดของคุณหมอศัลยกรรมท่านหนึ่งของโรงพยาบาลฯ หลังจากที่ดูการแข่งรถฟอร์มูล่าวันของทีมเฟอร์รารี่ คุณหมอเกิดปิ๊งไอเดียเทคนิคการทำงานของทีม Pit-stop ที่สามารถเปลี่ยนยาง เติมน้ำมัน เปลี่ยนไส้กรอง และปล่อยรถออกได้ภายใน 7 วินาที โดยไร้ข้อผิดพลาด คุณหมอจึงติดต่อขอเข้าเรียนรู้และได้พบว่า ทีม Pit-stop มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงในทุกกระบวนการที่อาจเกิดขึ้น และหาวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด เพราะนั่นหมายถึงชีวิตของนักแข่งและทีมงาน Pit-stop

หลังจากนั้น ทีมคุณหมอได้นำแนวคิดจากทีม Pit-stop มาประยุกต์ใช้กับโรงพยาบาล ผลที่ได้คือ สามารถลดความผิดพลาดในการส่งต่อเครื่องมืออุปกรณ์และข้อมูลระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้มากกว่า 70%

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่โรงพยาบาลแห่งนี้ทำเป็นการทำ Benchmarking แบบข้ามห้วย ถือเป็นสุดยอดในการทำ Benchmarking เพราะเป็นการ Benchmarking ระหว่างองค์กรที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน ซึ่งการทำ Benchmarking นั้นไม่จำเป็นต้องทำเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน หากมีกระบวนการที่เหมือนกัน และสามารถนำมาปรับใช้ร่วมกันได้ เป็นการเปรียบเทียบกระบวนการต่อกระบวนการ เพราะแน่นอนว่าไม่มีองค์กรไหนจะเก่งไปทุกเรื่อง ดังนั้น การเปรียบเทียบกับองค์กรที่แตกต่างกันอาจจะได้มุมมองใหม่ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับองค์กรของตนก็เป็นได้

บทสรุปการทำ Benchmarking

  1. ไม่ว่าคุณจะอยู่ในธุรกิจไหน ก็ทำ Benchmarking ได้
  2. Benchmarking ไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่เป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการเรียนรู้
  3. เมื่อไรก็ตามที่คุณทำ Benchmarking แล้วพบว่า “คุณเก่งกว่า” นั่นแสดงว่า คุณกำลังเปรียบเทียบตนเองกับองค์กรที่ไม่เหมาะสม

Related Post

MM Thailand on FacebookMM Thailand on Youtube
MM Thailand
 
นำเสนอข้อมูลรอบด้านเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการผลิต โดยมุ่งหวังให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์สูงสุดจากการนำเสนอสาระ ข้อมูล ข่าวสารและบทความ ที่หลากหลายและครบเครื่องเรื่องอุตสาหกรรม
Menu
MM Thailand