บีโอไอผนึก 4 หน่วยงานรัฐ เสริมแกร่งภาคตะวันออก รับลงทุนไฮเทค

บีโอไอผนึก 4 หน่วยงานรัฐ ปลดล็อกน้ำ-ไฟ-พื้นที่ รับคลื่นลงทุนไฮเทค

Date Post
17.08.2026
Post Views

บีโอไอเร่งยกระดับระบบนิเวศการลงทุนภาคตะวันออก รับการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกและคลื่นลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ผนึกกำลัง สทนช. กกพ. กนอ. และ สวทช. เร่งปลดล็อกข้อจำกัดด้านน้ำ ไฟฟ้า พื้นที่ลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากร พร้อมผลักดันฐานการผลิตเดิมสู่ Industry 4.0 ด้านข้อมูลชี้ภาคตะวันออกยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุน โดยช่วงปี 2566 ถึงครึ่งแรกปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมกว่า 4,566 โครงการ มูลค่าทะลุ 2.6 ล้านล้านบาท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เปิดเผยว่า โครงสร้างเศรษฐกิจและการลงทุนโลกกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการเติบโตของ AI หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีชีวภาพ ส่งผลให้เกิดการกระจายฐานการผลิตมายังอาเซียนมากขึ้น

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ภาคตะวันออกถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของไทย เนื่องจากมีทั้งนิคมอุตสาหกรรม ระบบคมนาคม ท่าเรือ สนามบิน ระบบสาธารณูปโภค ตลอดจนห่วงโซ่อุปทานที่มีความหลากหลายและเชื่อมโยงกับตลาดโลก จึงมีศักยภาพในการเป็น Gateway สำหรับการลงทุนระลอกใหม่

เงินลงทุนภาคตะวันออกทะลุ 2.6 ล้านล้านบาท

ข้อมูลของบีโอไอระบุว่า ตั้งแต่ปี 2566 ถึงครึ่งแรกปี 2569 ภาคตะวันออกมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 4,566 โครงการ มูลค่ากว่า 2.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งประเทศ

เมื่อพิจารณารายจังหวัด ชลบุรีมีเงินลงทุนสูงสุดกว่า 1.29 ล้านล้านบาท ตามด้วยระยอง 837,000 ล้านบาท ปราจีนบุรี 235,000 ล้านบาท และฉะเชิงเทรา 228,000 ล้านบาท ขณะที่อุตสาหกรรมที่มีเงินลงทุนสูง ได้แก่ ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงยานยนต์และชิ้นส่วน

อย่างไรก็ตาม คลื่นลงทุนรอบใหม่กำลังสร้างโจทย์ที่แตกต่างจากการลงทุนในอดีต เพราะอุตสาหกรรมไฮเทคต้องการทั้งไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและสะอาด ระบบน้ำที่เพียงพอ พื้นที่ลงทุนที่เหมาะสม ตลอดจนแรงงานที่มีทักษะเฉพาะทาง

ชู 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย รับการลงทุนระลอกใหม่

บีโอไอมอง 6 กลุ่มที่จะมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางการลงทุนในระยะต่อไป ได้แก่

  1. อุตสาหกรรมชีวภาพและอุตสาหกรรมสีเขียว ต่อยอดฐานเกษตร อาหาร พลังงานสะอาด และการแพทย์
  2. ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ xEV ตั้งแต่ Hybrid, Plug-in Hybrid และ BEV ไปจนถึงแบตเตอรี่และมอเตอร์
  3. เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยกระดับจากฐานอิเล็กทรอนิกส์เดิมสู่กิจกรรมต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
  4. ดิจิทัลและ AI ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานสำหรับยกระดับภาคอุตสาหกรรม
  5. ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ รวมถึง Humanoid Robot และ Physical AI โดยใช้จุดแข็งจากฐานชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ของไทย
  6. ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ทั้งสำนักงานภูมิภาค ศูนย์จัดซื้อ ศูนย์กระจายสินค้า และศูนย์วิจัยและพัฒนา

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่า การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนไม่ได้อยู่ที่การมีพื้นที่ตั้งโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบนิเวศที่สามารถรองรับธุรกิจเทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่

ผนึก 4 หน่วยงานรัฐ ทะลวงข้อจำกัดน้ำ-ไฟ-พื้นที่-เทคโนโลยี

บีโอไอจึงร่วมมือกับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อเตรียมความพร้อมของระบบนิเวศการลงทุนภาคตะวันออกแบบครบวงจร

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงทิศทางการบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุน โดยคาดว่าในปี 2580 พื้นที่ EEC จะมีความต้องการใช้น้ำประมาณ 3,615 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 จากปี 2567 โดยเฉพาะความต้องการใช้น้ำจากภาคอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ร้อยละ 58 สทนช. จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ผ่านการพัฒนาแหล่งน้ำและการเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำ (Water Grid) ระหว่างพื้นที่ รวมถึงระบบสูบและผันน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและรองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้งจากภาคอุตสาหกรรม การขยายตัวของเมือง และการลงทุนใหม่ในพื้นที่ EEC อย่างยั่งยืน

นายกัลย์ แสงเรือง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ภาครัฐกำลังเตรียมความพร้อมด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center ซึ่งร่างแผน PDP 2026 ได้นำความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ประมาณ 6,800–8,800 เมกะวัตต์ มาประกอบการวางแผน รวมถึงการพัฒนากลไกการกำกับดูแลและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานต่างๆ เช่น Direct PPA, Utility Green Tariff (UGT), IPS และ Thailand Power Map ตลอดจน LNG Terminal ในการรองรับความต้องการใช้พลังงานและการเข้าถึงพลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวถึงบทบาทของ กนอ. ในการสนับสนุนให้การลงทุนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมให้มีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค ระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ One Stop Service, Digital Licensing รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Digital Twin มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน รวมถึงการเตรียมระบบนิเวศรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และการสนับสนุนเป้าหมาย RE100 ผ่านพลังงานหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นายรวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรม EECi สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงการยกระดับภาคการผลิตไทยสู่ Industry 4.0 เพื่อเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยสนับสนุนผู้ประกอบการผ่าน “ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC)” ณ EECi อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ซึ่งให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การประเมินความพร้อมของโรงงานด้วย Thailand Industry 4.0 Readiness Index การพัฒนาทักษะบุคลากร การให้คำปรึกษาและคัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม การทดสอบโซลูชัน ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้จริง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ Industry 4.0 อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ บีโอไอยังเตรียมใช้กลไก Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับโครงการลงทุนสำคัญ พร้อมเร่งพัฒนาบุคลากรผ่านมาตรการ Skill Bridge และกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้กำลังคนสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่


Logo-Company
Logo-Company
Logo-Company
logo-company
Wilipda On Aiad
Content Creator ที่ชอบเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ และสร้างคอนเทนต์ที่สร้างแรงบันดาลใจ ให้ความรู้ และเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน
ISCAR-Maxout