EA กำไรไตรมาสแรกปีนี้หดตัว 37.81%

EA เผย ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 62 ลดลง 37.81% แต่ COD โรงไฟฟ้าเพิ่มหนุนกำไรหลักโต ย้ำแผนลงทุนในปี 62-63 เน้นโครงการผลิตแบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออน คาดใช้เงินลงทุนประมาณ 9,200 ล้านบาท

นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/62 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,210.72 ล้านบาท ลดลง 37.81% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในไตรมาส 1/61 มีการรวมงบการเงินของบริษัท Amita Technologies Inc. (Amita) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทางบการเงินรวม เนื่องจากการเปลี่ยนสถานะจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเป็นบริษัทย่อย ทำให้เกิดกำไรทางบัญชีที่เกิดจากการรวมธุรกิจโดยไม่มีการโอนสิ่งตอบแทนสุทธิ 894.58 ล้านบาท

แต่หากไม่รวมกำไรทางบัญชีและผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนอื่น ๆ แล้ว จะทำให้กำไรอยู่ที่ 1,145.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.71% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 3,086.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.36% จากงวดเดียวกันของปีก่อน (ไม่นับรายได้และกำไรทางบัญชีจากการรวมกิจการ Amita ในปี 61 จำนวน 894.58 ล้านบาท) โดยมีปัจจัยที่สำคัญมาจากการเริ่มผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าพลังงานลม โครงการหนุมาน 1, 5, 8 และ 9 ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมกัน 180 เมกะวัตต์ (MW) ประกอบกับการมีพายุกระแสลมแรงในช่วงเดือนมกราคมปีนี้ ส่งผลให้จำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานลมเพิ่มขึ้น 45.37%

ณ สิ้นไตรมาส 1/62 บริษัทมีกำลังผลิตไฟฟ้าที่มาจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และลมรวมกันเท่ากับ 584 เมกะวัตต์ ส่วนโครงการหนุมาน 10 ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลมสุดท้าย ขนาดกำลังผลิต 80 เมกะวัตต์ ได้เริ่มมีรายได้เมื่อวันที่ 13 เม.ย.เป็นต้นมา โดยภาพรวมของผลประกอบการในปีนี้ จึงมีการเติบโตอย่างโดดเด่นจากผลสำเร็จของโครงการหนุมาน จังหวัดชัยภูมิ เป็นสำคัญ ส่งผลให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเข้ามาไม่ต่ำกว่า 8 พันล้านบาท ซึ่งจะนำไปใช้จ่ายและลงทุนในโครงการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

“การที่ธุรกิจไฟฟ้าของบริษัทสามารถสร้างรายได้ได้อย่างมั่นคงจากการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับ กฟผ.-กฟภ. ตลอดจนการดำเนินโครงการได้ตามเป้าหมาย จนฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ทริสได้เพิ่มอันดับเครดิตองค์กรเป็นระดับ “A” แนวโน้ม “Stable” จากเดิมที่เป็นระดับ “A-” ถือเป็นการตอกย้ำถึงปัจจัยพื้นฐานธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในลดต้นทุนทางการเงินที่จะใช้สำหรับลงทุนในโครงการต่างๆ ต่อไปอย่างเป็นสาระสำคัญ”นายอมร กล่าว

สำหรับแผนการลงทุนในปี 62-63 นั้น บริษัทยังคงมุ่งเน้นไปที่โครงการผลิตแบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนทั้งอุตสาหกรรมไฟฟ้าพ่วงแบตเตอรี่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และอื่น ๆ โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 9,200 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากทั้งกระแสเงินสดจากการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน และเงินกู้ยืมระยะยาวหรือการออกหุ้นกู้ตามที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติไว้ด้วยวงเงินไม่เกิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเป็นทางเลือกในการใช้บริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

Kanokkarn Thongsiri