เปิดในแท็บใหม่
FoodX

ตำแหน่งของไทยในเครือข่ายการค้าโลก ของอุตสาหกรรม PHOTONICS: กรณีศึกษาสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัด

Date Post
28.09.2026
Post Views

การศึกษาก่อนหน้าได้นำแนวคิดการวิเคราะห์โครงสร้างเครือข่ายการค้า (Social Network Analysis: SNA) มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์โครงสร้างเครือข่ายคู่ค้าหลักของอุตสาหกรรม Photonics เพื่อศึกษาความเชื่อมโยงและบทบาทของประเทศต่าง ๆ ในเครือข่ายการค้าโลก ซึ่งช่วยสะท้อนมิติด้านโครงสร้างเครือข่ายนอกเหนือจากมูลค่าการค้าเพียงอย่างเดียว การศึกษาครั้งนี้จึงต่อยอดการวิเคราะห์ดังกล่าวจากระดับอุตสาหกรรมสู่ระดับกลุ่มสินค้าย่อย โดยจำแนกสินค้า Photonics ของไทยออกเป็น 10 กลุ่มและเปรียบเทียบโครงสร้างการส่งออกของแต่ละกลุ่ม ก่อนจะคัดเลือกสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัด (Information) ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุดของไทย มาเป็นกรณีศึกษาสำหรับการวิเคราะห์เชิงลึกด้านโครงสร้างเครือข่ายการค้าโลก

Table of Contents

ภาพรวมการส่งออกสินค้า PHOTONICS ของไทยรายกลุ่ม

ในการศึกษานี้ สินค้าในอุตสาหกรรม Photonics ถูกจำแนกออกเป็น 10 กลุ่มย่อย ตามพิกัดศุลกากร ระบบ Harmonized System (HS Code) 6 หลัก โดยอ้างอิงจากรายงานการศึกษาความเป็นไปได้และโอกาสของอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ (Photonics) ในประเทศไทย ซึ่งจัดทำโดย ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกสำหรับอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E Intelligence Unit: EIU) แผนกบริหารจัดการข้อมูลอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถวิเคราะห์โครงสร้างและแนวโน้มการส่งออกของไทยในแต่ละกลุ่มสินค้าได้อย่างชัดเจน โดยการจำแนกดังกล่าวครอบคลุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้ด้านแสงในลักษณะที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ รายละเอียดของแต่ละกลุ่มสินค้าและ HS Code ที่ใช้ในการวิเคราะห์แสดงดังตาราง ก ในภาคผนวก

เพื่อให้เห็นโครงสร้างและความสำคัญของสินค้าแต่ละกลุ่มภายใต้อุตสาหกรรม Photonics ของไทย จึงพิจารณามูลค่าการส่งออกของไทยในปี 2025 ซึ่งจำแนกตาม 10 กลุ่มย่อย

จากการเปรียบเทียบมูลค่าการส่งออกสินค้า Photonics ของไทยทั้ง 10 กลุ่มในปี 2025 พบว่า การส่งออกมีการกระจุกตัวอยู่ในบางกลุ่มสินค้าอย่างชัดเจน โดยสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัด มีมูลค่าการส่งออกสูงสุดที่ 16,996 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นประมาณร้อยละ 69 ของการส่งออก Photonics ทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ กลุ่มการสื่อสารและกลุ่มส่วนประกอบทางแสง มูลค่า 2,667 และ 2,260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มสินค้าอื่น ๆ มีมูลค่าการส่งออกในระดับค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้ กลุ่มสินค้าสามอันดับแรกมีสัดส่วนรวมกันเกือบร้อยละ 90 ของการส่งออก Photonics ของไทย สะท้อนถึงการกระจุกตัวของโครงสร้างการส่งออกในกลุ่มสินค้าหลัก

FoodX

ด้วยเหตุนี้ การศึกษาจึงเลือกสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุดของไทย มาเป็นกรณีศึกษาสำหรับการวิเคราะห์โครงสร้างเครือข่ายการค้าโลกในลำดับถัดไป โดยพิจารณาทั้งตำแหน่งของไทยเมื่อเทียบกับประเทศผู้ส่งออกหลัก และความเชื่อมโยงกับประเทศคู่ค้าสำคัญ

ภาพรวมการส่งออกสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัดของโลก

จากความสำคัญของการส่งออกสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัดของไทย จึงพิจารณาต่อถึงสถานะของไทยในตลาดโลก โดยเปรียบเทียบมูลค่าการส่งออกกับประเทศผู้ส่งออกหลัก

จากมูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัดของประเทศผู้ส่งออกหลัก 10 อันดับแรกของโลกในปี 2025 พบว่า จีนยังคงเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก ด้วยมูลค่า 93,567 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นประมาณร้อยละ 23.5 ของการส่งออกสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัดทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ เวียดนาม ฮ่องกง และสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่า 85,331 (ร้อยละ 21.4) 48,250 (ร้อยละ 12.1) และ 41,287 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 10.4) ตามลำดับ ขณะที่ ไทยมีมูลค่าการส่งออก 16,996 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 4.3 และอยู่ในอันดับที่ 10 ของโลก

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์จากมูลค่าการส่งออกเพียงอย่างเดียวสามารถบอกได้เพียงว่า ประเทศใดเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า ประเทศใดมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างการค้าโลก ตัวอย่างเช่น บางประเทศอาจมีมูลค่าการส่งออกไม่สูงมาก แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงการค้าระหว่างหลายภูมิภาค ดังนั้น ในส่วนถัดไปจึงนำ Social Network Analysis มาวิเคราะห์โครงสร้างเครือข่ายคู่ค้าหลักของสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัด เพื่อทำความเข้าใจบทบาทและความเชื่อมโยงของประเทศต่าง ๆ ที่ไม่สามารถสะท้อนผ่านตัวชี้วัดการค้าแบบดั้งเดิมได้

เครือข่ายการส่งออกสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัด (Social Network Analysis)

บทวิเคราะห์ฉบับนี้ เป็นการศึกษาภาพรวมของเครือข่ายการส่งออกสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัดโดยใช้ข้อมูลมูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัด จาก Global Trade Atlas และใช้การวิเคราะห์ Social Network Analysis ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สามารถวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของการส่งออกสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัดระหว่างประเทศ โดยจะเน้นศึกษาความสัมพันธ์ของ 10 ประเทศ ที่มีมูลค่าการส่งออกในสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัดสูงสุดของปี 2025 และศึกษาการส่งออกของประเทศส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า 5 อันดับแรกที่มีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุด

องค์ประกอบสำคัญของแผนภาพเครือข่าย:
• Node: ประเทศ 10 ประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัดสูงสุด
• Directed Edge: ความสัมพันธ์ทิศทางเดียวของการส่งออกสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัดจากประเทศส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า 5 อันดับแรกที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด

นอกจากนี้ เพื่อให้เห็นภาพบทบาทของแต่ละประเทศภายในเครือข่ายการค้าของสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในส่วนนี้จึงสรุปองค์ประกอบสำคัญของแผนภาพเครือข่ายและตัวชี้วัดเชิงเครือข่ายที่ใช้ในการประเมินระดับความเชื่อมโยงและตำแหน่งของประเทศต่างๆ ภายในโครงสร้างเครือข่ายคู่ค้าหลัก ดังที่แสดงในภาพที่ 3 และตารางที่ 1

โครงสร้างเครือข่ายคู่ค้าหลักของสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัด ปี 2025

ผลการวิเคราะห์โครงสร้างเครือข่ายคู่ค้าหลักของสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัด ปี 2025 ด้วยวิธี Social Network Analysis สะท้อนให้เห็นว่า บทบาทของแต่ละประเทศในเครือข่ายไม่ได้ขึ้นอยู่กับมูลค่าการส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความเชื่อมโยงภายในเครือข่ายคู่ค้าหลักด้วย

ระดับความเชื่อมโยง (DEGREE)

เมื่อพิจารณาระดับความเชื่อมโยงของประเทศในเครือข่ายการค้าสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัดโดยแยกเป็นความเชื่อมโยงขาเข้า (In Degree) และความเชื่อมโยงขาออก (Out Degree) พบว่า ประเทศที่มีค่า In Degree สูงสุด คือ สหรัฐฯ (ค่า In Degree เท่ากับ 9) รองลงมา คือ จีน (ค่า In Degree เท่ากับ 6) และเนเธอร์แลนด์ (ค่า In Degree เท่ากับ 5) สะท้อนว่า ประเทศเหล่านี้เป็นตลาดปลายทางที่มีความสำคัญต่อผู้ส่งออกหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีนที่มีบทบาทโดดเด่นในฐานะตลาดขนาดใหญ่ของเครือข่าย ส่วนเนเธอร์แลนด์มีบทบาทสำคัญในฐานะตลาดและจุดเชื่อมโยงทางการค้าของยุโรป

สำหรับความเชื่อมโยงขาออก (Out Degree) ซึ่งสะท้อนจำนวนตลาดส่งออกหลักที่นำมาศึกษา พบว่า ประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัดสูงสุด 10 อันดับแรก มีค่า Out Degree เท่ากับ 5 เนื่องจากการศึกษากำหนดให้แต่ละประเทศเชื่อมโยงกับตลาดส่งออกหลัก 5 อันดับแรก ดังนั้น ความแตกต่างของค่า Degree ระหว่างประเทศจึงเกิดจากค่า In Degree เป็นสำคัญ

ความเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยง (BETWEENNESS CENTRALITY)

เมื่อพิจารณาความเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยง (Betweenness Centrality) ซึ่งใช้วัดบทบาทของประเทศในฐานะจุดเชื่อมโยงระหว่างประเทศอื่นภายในโครงสร้างเครือข่าย พบว่า สหรัฐฯ มีค่าสูงที่สุด (ค่า Betweenness Centrality เท่ากับ 36.17) รองลงมา คือ จีน (ค่า Betweenness Centrality เท่ากับ 30.83) และเนเธอร์แลนด์ (ค่า Betweenness Centrality เท่ากับ 19.50) ผลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าสหรัฐฯ และจีนมีตำแหน่งที่สามารถเชื่อมโยงเส้นทางระหว่างประเทศต่าง ๆ ภายในแบบจำลองเครือข่ายได้มากกว่าประเทศอื่น ขณะที่ เนเธอร์แลนด์มีบทบาทเชิงโครงสร้างที่โดดเด่นเมื่อพิจารณาจากตำแหน่งในการเชื่อมโยงเครือข่าย แม้จะมีมูลค่าการส่งออกต่ำกว่าสหรัฐฯ และจีนก็ตาม ทั้งนี้ เนเธอร์แลนด์มีบทบาทเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าเชื่อมโยงการค้าระหว่างยุโรปกับภูมิภาคอื่น ส่งผลให้มีบทบาทเชิงโครงสร้างในเครือข่ายสูงกว่าที่มูลค่าการส่งออกเพียงอย่างเดียวจะสะท้อนได้

ความเป็นศูนย์กลางเชิงอิทธิพล (EIGENVECTOR CENTRALITY)

สำหรับความเป็นศูนย์กลางเชิงอิทธิพล (Eigenvector Centrality) ซึ่งสะท้อนอิทธิพลของประเทศจากการเชื่อมโยงกับประเทศที่มีความสำคัญในเครือข่าย พบว่า สหรัฐฯ มีค่าสูงที่สุด (ค่า Eigenvector Centrality เท่ากับ 1.00) รองลงมา คือ จีน (Eigenvector Centrality เท่ากับ 0.73) และเนเธอร์แลนด์ (Eigenvector Centrality เท่ากับ 0.63) ผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นเพียงประเทศที่มีความเชื่อมโยงจำนวนมาก แต่ยังเชื่อมโยงกับประเทศที่มีความสำคัญในเครือข่ายด้วย จึงมีอิทธิพลต่อโครงสร้างภายในแบบจำลองเครือข่ายมากกว่าประเทศอื่น ขณะที่ จีนและเนเธอร์แลนด์มีตำแหน่งเชิงอิทธิพลรองลงมา

การแบ่งกลุ่มของเครือข่าย (MODULARITY)

ผลการวิเคราะห์การแบ่งกลุ่มของเครือข่าย (Modularity) พบว่า สามารถจำแนกเครือข่ายออกเป็น 3 กลุ่มหลัก:
• กลุ่มแรก (Modularity Class 0): ประกอบด้วย จีน ฮ่องกง และเวียดนาม ซึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่มเครือข่ายในเอเชียที่มีความเชื่อมโยงระหว่างกัน
• กลุ่มที่สอง (Modularity Class 1): ประกอบด้วย ไทย สหรัฐฯ ไต้หวัน เม็กซิโก และสิงคโปร์ สะท้อนเครือข่ายที่เชื่อมโยงเอเชียกับอเมริกาเหนือและตลาดอื่น ๆ
• กลุ่มที่สาม (Modularity Class 2): ประกอบด้วย เนเธอร์แลนด์และเยอรมนี ซึ่งมีลักษณะเป็นเครือข่ายการค้าในยุโรป

ผลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างเครือข่ายมีแนวโน้มจัดกลุ่มตามรูปแบบความเชื่อมโยงทางการค้าและภูมิภาค

ตำแหน่งของไทยใน SOCIAL NETWORK ANALYSIS

เมื่อพิจารณาในมิติเชิงเครือข่ายพบว่า ไทย มีค่าความเชื่อมโยงขาเข้า (In-Degree) เท่ากับ 1 ซึ่งหมายถึงมีประเทศผู้ส่งออกหลักเพียง 1 ประเทศ ที่มีไทยเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกหลัก สะท้อนว่า บทบาทของไทยในฐานะตลาดปลายทางสำคัญของประเทศผู้ส่งออกหลักยังอยู่ในระดับจำกัด ขณะที่ค่าความเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยง (Betweenness Centrality) เท่ากับ 9.46 แสดงให้เห็นว่า ไทยยังมีบทบาทเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างประเทศบางส่วนภายในเครือข่าย เมื่อพิจารณาร่วมกับค่าความเป็นศูนย์กลางเชิงอิทธิพล (Eigenvector Centrality) ที่ 0.22 ซึ่งอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศศูนย์กลาง นอกจากนี้ แม้ไทยจะมีความเชื่อมโยงอย่างเข้มข้นกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศศูนย์กลางสำคัญของเครือข่าย แต่ความเชื่อมโยงกับประเทศศูนย์กลางอื่นยังมีอยู่อย่างจำกัดและไม่หลากหลาย จึงทำให้ไทยมีบทบาทเชิงตัวกลางอยู่บ้าง แต่อิทธิพลเชิงโครงสร้างต่อเครือข่ายโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาตำแหน่งของไทยจากตัวชี้วัดระดับเครือข่ายเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายว่า ไทยเชื่อมโยงกับประเทศใด และความเชื่อมโยงดังกล่าว นำไทยเข้าสู่ศูนย์กลางของเครือข่ายมากน้อยเพียงใด ดังนั้น จึงพิจารณาต่อในระดับคู่ค้า โดยวิเคราะห์ประเทศคู่ค้าหลัก 3 อันดับแรกของไทย เพื่อประเมินคุณภาพของความเชื่อมโยง ว่าเป็นการเชื่อมโยงกับประเทศศูนย์กลาง ประเทศที่ทำหน้าที่เป็น Gateway หรือประเทศที่มีบทบาทในเครือข่ายในระดับใด ซึ่งจะช่วยให้เห็นโอกาสในการยกระดับตำแหน่งของไทยในเครือข่ายการค้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

จากโครงสร้าง 3 ประเทศคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ไทยมีการเชื่อมโยงกับประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเครือข่ายการค้าโลกอยู่แล้ว โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งมีสถานะเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายอย่างชัดเจน ขณะที่ สิงคโปร์มีบทบาทเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญในระดับภูมิภาค ทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าของไทยมีช่องทางเชื่อมต่อทั้งกับตลาดศูนย์กลางและเครือข่ายการค้าในเอเชีย

อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงดังกล่าวยังมีลักษณะกระจุกตัวอยู่กับคู่ค้าหลักบางประเทศ และไม่ได้ครอบคลุมประเทศที่มีอิทธิพลสูงในเครือข่ายอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาบทบาทของเม็กซิโกซึ่งมีความเป็นศูนย์กลางในระดับต่ำกว่า จึงกล่าวได้ว่า ไทยสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ศูนย์กลางของเครือข่ายได้บางส่วน แต่ยังมีโอกาสขยายและกระจายความเชื่อมโยงไปยังประเทศศูนย์กลางและประเทศ Gateway อื่น ๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและลดการพึ่งพาคู่ค้าหลักในระยะยาว

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

1. ใช้คู่ค้าหลักและประเทศ GATEWAY เป็นฐานขยายเครือข่าย DATA COMMUNICATION และ DIGITAL INFRASTRUCTURE

ผลการวิเคราะห์พบว่าไทยมีฐานการส่งออกสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัดและมีความเชื่อมโยงกับประเทศสำคัญบางส่วนแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐฯ และสิงคโปร์ ดังนั้น ภาครัฐควรใช้ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นฐานในการขยายเครือข่ายการค้าและห่วงโซ่อุปทานไปยังประเทศและบริษัทที่เป็นผู้ผลิต ผู้ใช้ และผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ Data Communication และ Digital Infrastructure โดยมุ่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานผ่านการส่งเสริม Business Matching การดึงดูดการลงทุน และการสร้างพันธมิตรกับบริษัทข้ามชาติ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของตลาดและขยายบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

2. ยกระดับจากการผลิตอุปกรณ์สื่อสารสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

จากลักษณะสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัดที่มีการส่งออกสูงและเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์รับ เปลี่ยนและส่งข้อมูล ไทยควรใช้ฐานการผลิตที่มีอยู่เป็นจุดต่อยอดไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ การพัฒนาระบบ การทดสอบและรับรอง การประกอบขั้นสูง และการพัฒนาอุปกรณ์สำหรับ Data Center และระบบสื่อสารความเร็วสูง เพื่อเพิ่มบทบาทของไทยในห่วงโซ่มูลค่าจากการผลิตไปสู่กิจกรรมที่มีความรู้และเทคโนโลยีเข้มข้นมากขึ้น

3. ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อยกระดับสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัด

โดยสร้างความร่วมมือด้าน R&D การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรกับประเทศหรือบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Optical Communication, Optical Transceiver, Fiber Optics และ Photonic Components เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และรองรับการขยายตัวของ Data Center, AI Infrastructure และการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง

ข้อจำกัดและข้อเสนอสำหรับการศึกษาต่อยอด

การตีความผลการศึกษาควรพิจารณาภายใต้ขอบเขตของข้อมูลและวิธีการวิเคราะห์ โดยในการศึกษานี้พิจารณาเฉพาะประเทศผู้ส่งออกสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัดที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 10 อันดับแรก และประเทศคู่ค้าส่งออก 5 อันดับแรกของแต่ละประเทศ จึงอาจไม่ครอบคลุมโครงสร้างเครือข่ายการค้าสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัดของโลกทั้งหมด โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับคู่ค้าที่มีมูลค่าการค้ารองลงมา

นอกจากนี้ การสร้างเครือข่ายอาศัยมูลค่าการส่งออกเป็นหลัก จึงสะท้อนความสัมพันธ์ทางการค้าเป็นสำคัญ และยังไม่ครอบคลุมมิติอื่นของห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) เช่น การลงทุน การผลิต การวิจัยและพัฒนา และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งนี้ ตัวชี้วัดเครือข่ายสะท้อนตำแหน่งเชิงโครงสร้างของประเทศภายในเครือข่าย มิได้หมายถึงเส้นทางการขนส่งจริงหรือศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ อีกทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะปี 2025 ยังไม่สามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงพลวัตของเครือข่ายได้อย่างครบถ้วน

สำหรับการศึกษาต่อยอด ควรขยายขอบเขตประเทศและจำนวนคู่ค้า รวมถึงประยุกต์ใช้การวิเคราะห์เครือข่ายแบบพลวัต (Dynamic Social Network Analysis) และบูรณาการข้อมูลด้านการลงทุน การผลิต การวิจัยและพัฒนา และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในห่วงโซ่มูลค่าของสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัดได้อย่างรอบด้าน และสนับสนุนการกำหนดนโยบายที่มีความเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น

บทสรุป

ผลการวิเคราะห์เครือข่ายการค้าสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัด สะท้อนว่า สหรัฐฯ จีน และเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในโครงสร้างเครือข่าย ทั้งในด้านการเป็นตลาดปลายทาง การเชื่อมโยงระหว่างประเทศ และอิทธิพลเชิงโครงสร้าง ขณะที่ เครือข่ายมีแนวโน้มจัดกลุ่มตามรูปแบบความเชื่อมโยงทางการค้าและภูมิภาค สำหรับประเทศไทย แม้จะมีบทบาทในการเชื่อมโยงเส้นทางการค้าบางส่วนภายในเครือข่าย และสามารถเชื่อมโยงกับประเทศศูนย์กลางอย่างสหรัฐฯ รวมถึงประเทศ Gateway ในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์ได้แล้ว แต่ความเชื่อมโยงยังค่อนข้างกระจุกตัวและยังไม่ครอบคลุมประเทศที่มีอิทธิพลสูงในเครือข่ายอย่างหลากหลาย

ดังนั้น การยกระดับบทบาทของไทยควรมุ่งสร้าง Strategic Network Connectivity โดยใช้คู่ค้าหลักเป็นจุดต่อยอดสู่ตลาดและห่วงโซ่อุปทานใหม่ ควบคู่กับการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่เครือข่าย Data Communication และ Digital Infrastructure ระดับโลก และยกระดับฐานการผลิตไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น การออกแบบ การพัฒนาระบบ การทดสอบและประกอบขั้นสูง รวมถึงการพัฒนาอุปกรณ์สำหรับ Data Center และระบบสื่อสารความเร็วสูง นอกจากนี้ ควรส่งเสริม Strategic Technology Connectivity ผ่านความร่วมมือด้าน Optical Communication, Optical Transceiver, Fiber Optics และ Photonic Components กับประเทศและบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและบุคลากร และยกระดับตำแหน่งของไทยจากฐานการผลิตไปสู่การมีบทบาทที่สูงขึ้นในห่วงโซ่มูลค่าของสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งและประมวลผลสัญญาณและเครื่องมือตรวจวัดในระยะยาว

บทความโดย:

แผนกนโยบายและแผน ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

Logo-Company
Logo-Company
Logo-Company
logo-company
Thossathip Soonsarthorn
Expert & Knowledge Curator GMTX - MMThailand - AUTOMATION EXPO
Yaskawa Robot เชื่อม