fbpx
Monday, November 18Modern Manufacturing

จาก Philips สู่ Signify การปฏิวัติสู่แสงสว่างอัจฉริยะ

เมื่อ Digital Disruption มาถึง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นรวดเร็วและรุนแรงกว่าที่เคย ผลกระทบของการถูกแทรกแซงจากดิจิทัลเปิดประตูบานใหม่สู่นวัตกรรมและโอกาสใหม่ ๆ ของผู้คนและธุรกิจ ในขณะเดียวกันหลายธุรกิจถูกบีบให้ล่มสลายลงไป และอีกไม่น้อยที่ถูกบีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยองค์กรที่มองเห็นถึงบทบาทและหน้าที่ของตัวเองได้ในยุคสมัยใหม่นี้ต่างขยับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อก้าวสู่อนาคตก่อนที่ Demand จะมีความชัดเจนจนสายเกินไปที่จะวิ่งตาม



Philips Lighting หรือ Philips บริษัทที่คนไทยรู้จักและคุ้นชินกันมานานกับหลอดไฟคุณภาพในวันนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Signify เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบของการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล โดยใช้ยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวกับ IoT เพื่อรวบรวมข้อมูลและบริหารจัดการระบบแสงสว่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากพิจารณาจากโมเดลธุรกิจแบบเดิม ๆ ของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับแสงสว่างจะพบว่าการสร้างยอดขายจากการเปลี่ยนหรือทดแทนหลอดไฟที่เสียเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้มีมูลค่ามากพอจะสร้างความแตกต่างในสนามของการแข่งขันยุคปัจจุบัน แต่การนำเสนอบริการอื่น ๆ ที่สอดคล้องไปกับรูปแบบการทำงานและใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลกลับกลายเป็นตัวเลือกที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงข้อมูลที่จำเป็นต่อการใช้งานออกมาได้อย่างครบถ้วน

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อตอกย้ำถึงรูปแบบของอุตสาหกรรมแสงสว่างที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน และอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ คือ การแยกตัวจากแบรนด์ Royal Philips แบรนด์แม่ที่ปัจจุบันให้ความสำคัญกับกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพ ในขณะที่ครอบครองสัดส่วนหุ้นของ Philips Lighting มากถึง 18% ทำให้การแยกตัวออกจากแบรนด์หลักเกิดประโยชน์กับทั้งแบรนด์แม่และ Signify สร้างเอกภาพและความชัดเจนที่จับต้องได้มากยิ่งขึ้น แม้ในปัจจุบันจะเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Signify แล้วแต่ในส่วนของผลิตภัณฑ์ยังคงใช้ชื่อแบรนด์ Philips ต่อไป

“เราเลือกชื่อบริษัทใหม่ด้วยเหตุผลที่แสงสว่างนั้นกลายมาเป็นอีกหนึ่งภาษาอันชาญฉลาดซึ่งมีนัยยะทั้งการเชื่อมต่อและการเป็นสื่อนำ มันเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนสำหรับวิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์รวมถึงเจตจำนงค์ที่จะปลดปล่อยศักยภาพอันน่ามหัศจรรย์ของแสงสว่างเพื่อชีวิตที่รุ่งโรจน์และโลกที่ดีขึ้นกว่าเดิม”
Eric Rondolat, CEO Signify

ประสบการณ์ที่ผ่านมามากกว่า 127 ปี ของ Signify ถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องด้วยแนวคิด ‘แสงสว่างเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น’ ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่เป็นการเติมเต็มศักยภาพและความเป็นไปได้อื่น ๆ เมื่อแสงสว่างถูกเชื่อมต่อเข้ากับโลกยุคใหม่ผ่านเครือข่าย ซอฟต์แวร์ เซนเซอร์ และแพลตฟอร์ม IoT ทำให้ทุกข้อจำกัด ทุกเงื่อนไขพังทลายลง เป็นผลจากการให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนาด้วยงบลงทุน 4.8% จากยอดขายทั้งหมด ทำให้สร้างเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถพลิกโฉมการใช้ชีวิตได้ อาทิ  LiFi เทคโนโลยีที่ปฏิวัติวงการการเชื่อมต่อบรอดแบนด์ที่รวดเร็วและมีความเสถียรผ่านทางคลื่นแสง ซึ่งเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ WiFi ไม่สามารถใช้งานได้ หรือสถานที่ที่การเชื่อมต่อแบบไร้สายมีคุณภาพแย่หรือไม่สามารถเชื่อมต่อได้

หลายคนอาจสงสัยว่า IoT สำหรับระบบแสงว่างสามารถทำอะไรได้? ขอยกตัวอย่างแสงไฟถนนอัจฉริยะที่สามารถสนับสนุนสภาพคล่องของการจารจรได้ ช่วยสนับสนุนในการเข้าจอดในลานจอดรถ นอกจากนี้ยังใช้ในการตรวจจับอาชญากรรม เสียงรบกวน หรือคุณภาพอากาศได้อีกด้วย หรือแม้แต่การใช้งานในอาคารสามารถบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดมูลค่าสูงสุด ไม่ว่าการบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การติดตามข้อมูลของพลังงานที่ใช้สำหรับระบบแสงสว่าง การควบคุมแสงในแต่ละพื้นที่ด้วยระบบอัตโนมัติที่สามารถตั้งเวลาหรือใช้งานร่วมกับเซนเซอร์ การมาถึงของ IoT จะเติมเต็มแนวคิดของการใช้ชีวิตภายใต้สภาพแวดล้อมอัตโนมัติที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการพลังงาน การจัดการสภาพแวดล้อม ส่งเสริมให้เกิดทั้งความปลอดภัยในขณะที่ควบคุมดูแลต้นทุนได้อย่างรัดกุม

ด้วยทีมงานคุณภาพของ Signify ใน 70 ประเทศ พร้อมทีมงานทั่วโลกกว่า 32,000 คน ที่คอยให้คำปรึกษาและบริการด้วยความเชี่ยวชาญ หากวันนี้คุณยังไม่มีภาพที่ชัดเจนของระบบแสงสว่างในโรงงานว่ามีความคุ้มค่าอย่างไร Signify มีโครงการสำรวจและออกแบบการใช้พลังงานแสงสว่างให้คุณฟรี หากสนใจสามารถติดต่อได้ที่ทีมประสานงานได้ที่ Hotline: 084-7000141

Thos
"I can't understand why people are frightened of new ideas. I'm frightened of the old ones"
John Milton Cage Jr.