Saturday, July 24Modern Manufacturing
×

ราช กรุ๊ป เผยผลประกอบการ ปี 63 กำไร 6,287 ล้านบาท

ราช กรุ๊ป เผย ผลประกอบการปี 2563 มีกำไร 6,287 ล้านบาท เตรียมจ่ายเงินปันผล 1.25 บาทต่อหุ้น  23 เม.ย.นี้ พร้อมกับจัดสรรงบลงทุน ขยายธุรกิจปีนี้ 15,000 ล้านบาท

นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เผยผลการดำเนินงานปี 2563  มีกำไรสุทธิ 6,286.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.4% จากปี 2562 คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 4.34 บาท และเตรียมขออนุมัติที่ประชุมผู้ถือหุ้นจ่ายเงินปันผล 2.40 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 3,480 ล้านบาท สำหรับผลการดำเนินงานปี 2563 





และในปี 2564 บริษัทฯ ได้จัดสรรงบประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนโครงการเดิมและโครงการใหม่ ตั้งเป้าหมายขยายการลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้าเพิ่ม 700 เมกะวัตต์จากปัจจุบันที่ลงทุนแล้ว 8,174 เมกะวัตต์ ส่วนระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และธุรกิจเกี่ยวเนื่องพลังงาน จะสานต่อโครงการที่ได้เริ่มศึกษา และเจรจาร่วมทุนในปีที่ผ่านมาต่อเนื่อง ได้แก่ การร่วมทุนในบริษัทนวัตกรรมกับกลุ่มกฟผ. โครงการ District 9:เขตอุตสาหกรรมดิจิทัลและชุมชนอัจฉริยะ โครงการจัดหาเชื้อเพลิงแอลเอ็นจี โครงการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง เป็นต้น        

ทั้งนี้ผลประกอบการปี 2563 ได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าหงสาและกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ที่ดีขึ้นจากปีที่แล้ว รวมทั้งมีการรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังความร้อน Thang Long เวียดนาม ซึ่งบริษัทฯ ลงทุนผ่านกองทุน ABIEF เมื่อปีที่ผ่านมาด้วย 

นายกิจจา กล่าวว่า รายได้รวมปี 2563 (ไม่รวมค่าเชื้อเพลิง) มีจำนวน 16,155.92 ล้านบาท ซึ่งประมาณ 94.8% เป็นรายได้จากธุรกิจผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก แบ่งเป็นรายได้จากโรงไฟฟ้า IPP ประมาณ 68.9% โรงไฟฟ้า SPP ประมาณ 15.7% และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ประมาณ 10.2% ขณะที่ภาพรวมรายได้ส่วนแบ่งกำไรของกิจการร่วมทุนในปี 2563 เพิ่มขึ้น 15.9% เป็นเงินจำนวน 4,600 ล้านบาท 

สำหรับปี 2564 บริษัทฯ ตั้งเป้าลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตอีก 700 เมกะวัตต์ โดยจะเป็นโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก 455 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 245 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งได้จัดสรรเงินลงทุนสำหรับโครงการใหม่ไว้ 7,000 ล้านบาท หากสามารถดำเนินการตามเป้าหมายจะทำให้กำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นเป็น 8,874 เมกะวัตต์        

“บริษัทฯ กำหนดกลยุทธ์การลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมาย 700 เมกะวัตต์ โดยจะลงทุนในโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว 350 เมกะวัตต์ เพื่อเสริมกระแสเงินสดและรายได้ของบริษัทฯให้มั่นคงมากขึ้น อีกทั้งขยายโอกาสการลงทุนในตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะ ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่ธุรกิจพลังงานทดแทนเติบโต ที่บริษัทฯ สามารถแสวงหาการลงทุนเพื่อสนับสนุนเป้าหมายกำลังผลิตพลังงานทดแทน 2,500  เมกะวัตต์ในปี 2568 รวมทั้งธุรกิจเชื้อเพลิงชีวมวลได้” นายกิจจา กล่าว

นอกจากนี้จะจับมือกับพันธมิตรรายเดิมขยายโรงไฟฟ้าโครงการใหม่ๆ ร่วมกันด้วย สำหรับธุรกิจระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและธุรกิจเกี่ยวเนื่องด้านพลังงานก็จะขับเคลื่อนโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาให้ไปสู่การร่วมทุนและดำเนินการเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การร่วมทุนนวัตกรรมด้านไฟฟ้ากับกลุ่ม กฟผ. ซึ่งคาดว่าจะสามารถลงนามจัดตั้งบริษัทร่วมทุนได้ในปีนี้ โครงการจัดตั้งโรงงานผลิตชีวมวลอัดแท่งในประเทศและสปป. ลาว และโครงการจัดหาเชื้อพลิงแอลเอ็นจี โครงการดังกล่าวนี้ บริษัทฯ ได้จัดเตรียมวางแผนการจัดหาเงินไว้พร้อมแล้ว และมั่นใจว่าเป้าหมายที่วางไว้จะสามารถดำเนินการได้สำเร็จ

นายกิจจา กล่าวว่า ในปี 2564 บริษัทฯ จะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปีนี้อีก 4 โครงการ รวมกำลังผลิตตามการถือหุ้น 537.04 เมกะวัตต์ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานลมยานดิน กำลังผลิตตามสัดส่วนถือหุ้น 149.94 เมกะวัตต์ (ถือหุ้น 70%) โรงไฟฟ้าพลังงานลมคอลเล็กเตอร์  226.8 เมกะวัตต์ (ถือหุ้น 100%) โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมเรียว อินโดนีเซีย 145.15 เมกะวัตต์ (ถือหุ้น 49%) และโรงไฟฟ้าพลังงานลม Thanh Phong  เวียดนาม 15.15 เมกะวัตต์ (ถือหุ้น 51%) ส่วนโรงไฟฟ้าที่เดินเชิงพาณิชย์แล้ว กำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 6,700 เมกะวัตต์ จะมุ่งเน้นบริหารประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้า การใช้เชื้อเพลิง ต้นทุนการผลิต และควบคุมการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ดีที่สุด        

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 1/2564 มีมติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2563 หุ้นละ 2.4 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 3,480 ล้านบาท โดยจะนำเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2564 ในวันที่ 5 เมษายน 2564 กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 23 เมษายน 2564 ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2563 (งวดเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563) จำนวน 1,667.50 ล้านบาท 1.15 บาท/หุ้น เมื่อวันที่  23 กันยายน 2563

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Nichaphan W.
READ MORE
×