สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 48 สะท้อนมุมมองและความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรมไทยต่อทิศทางประเทศหลังการเลือกตั้งปี 2569 โดยเสียงส่วนใหญ่ชี้ชัดว่า “การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง” คือโจทย์เร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเดินหน้า หากต้องการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดย ปีกทอง ทองใหญ่ รองประธาน ส.อ.ท. เปิดเผยว่า ผู้บริหารภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองว่าจะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในระดับ “ปานกลาง” ขณะเดียวกัน ประเมินว่าผลการเลือกตั้งมีแนวโน้มสูงที่จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสม โดยมีพรรคการเมืองขนาดใหญ่เป็นแกนนำ
จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. จำนวน 155 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด พบว่า ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญสูงสุดกับ “คุณลักษณะของนักการเมือง” ในด้านความซื่อสัตย์สุจริตและไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับการทุจริต รองลงมาคือความรู้ความสามารถ และการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน สะท้อนความต้องการผู้นำที่สร้างความเชื่อมั่นได้จริง มากกว่าการเน้นเพียงนโยบายเชิงสัญลักษณ์
ในด้านความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ ภาคอุตสาหกรรมต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมเป็นอันดับแรก ควบคู่กับการแก้ปัญหาปากท้องและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว พร้อมฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ กำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแอจากภาวะหนี้ครัวเรือนระดับสูง ปัญหาหนี้ภาคธุรกิจและข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงปัญหาสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามาทุ่มตลาดและการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย
อีกหนึ่งประเด็นที่ผู้บริหาร ส.อ.ท. เห็นตรงกัน คือการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันต้องถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ เพราะคอร์รัปชันเป็นต้นตอของต้นทุนแฝงในระบบเศรษฐกิจ บั่นทอนขีดความสามารถการแข่งขัน และทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน พร้อมเสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งเดินหน้า Regulatory Guillotine ทบทวนและยกเลิกกฎหมายหรือกฎระเบียบที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อน และเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ลดต้นทุน และเปิดทางให้ภาคเอกชนปรับตัวได้เร็วขึ้น
ผลสำรวจยังสะท้อนมุมมองต่อโครงสร้างทางการเมืองหลังเลือกตั้ง โดยกว่าร้อยละ 66 ประเมินว่าจะเป็นรัฐบาลผสมที่มีพรรคขนาดใหญ่เป็นแกนนำ ขณะที่โอกาสการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวมีเสียงข้างมากยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนความคาดหวังต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเอกภาพในการบริหารประเทศมากกว่ารูปแบบทางการเมืองเพียงอย่างเดียว












