VEGA Instrument
VEGA Instrument
วิกฤตสุขภาพจิตคนทำงาน 2026

วิกฤตความเงียบในออฟฟิศ: เปิดสถิติสุขภาพจิตวัยทำงาน

Date Post
17.04.2026
Post Views

ในสภาวการณ์ ณ ปัจจุบันเชื่อว่าหลายคนแม้จะนั่งทำงานอยู่ท่ามกลางผู้คนทั้งบริษัท แต่ข้างในกลับรู้สึกเหนื่อยล้า ว่างเปล่าและหมดพลัง ยิ่งก้าวเข้าสู่ปี 2026 โลกของการทำงานได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนเราตามแทบไม่ทัน

ปัญหาสุขภาพจิตจึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวของพนักงาน แต่ได้กลายมาเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่สามารถวัดผลและส่งผลกระทบต่อองค์กรอย่างมหาศาล แม้สถิติที่เรากำลังจะเปิดเผยอาจดูน่าตกใจ แต่ในอีกมุมหนึ่งนี่อาจเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่องค์กรจะได้หันกลับมาทำความเข้าใจ และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้นเพื่อมัดใจพนักงานในระยะยาว

สถิติโลกและไทย: เมื่อความเครียดกำลังกัดกินเราอย่างเงียบ ๆ

ข้อมูลในระดับโลกชี้ให้เห็นว่า พนักงานถึง 48% ทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะหมดไฟ (Burnout) และความเครียดสะสมนี้ส่งผลให้ความผูกพันต่อองค์กร (Engagement) ของพนักงานทั่วโลกลดลงเหลือเพียง 21% ซึ่งสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั่วโลกสูงถึง 4.38 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 15 ล้านล้านบาท) จากผลิตภาพที่หายไป

เมื่อหันมามองที่ประเทศไทย สถานการณ์ก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน ข้อมูลระบุว่าประชากรไทยกว่า 4.4 ล้านคนประสบปัญหาสุขภาพจิตในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้น 2 ใน 3 ของคนไทยกำลังเครียดโดยไม่รู้ตัว โดยมีความเสี่ยงซึมเศร้าและภาวะหมดไฟพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ “วัยทำงาน” ที่มีอายุในช่วง 25-40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้ารับการบำบัดสูงที่สุด โดยพบ 5 โรคฮิต ได้แก่ โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ภาวะเครียดสะสม โรคแพนิค และโรคไบโพลาร์ สาเหตุหลักในกรุงเทพฯ มาจากปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว และความสัมพันธ์ส่วนบุคคล

Presenteeism และ Gen Z: ทำไมเงินถึงซื้อใจไม่ได้อีกต่อไป?

อีกหนึ่งสถิติที่น่าตกใจคือ พนักงานไทยกว่า 50% มีภาวะฝืนไปทำงาน (Presenteeism) คือการทนฝืนทำงานทั้งที่ร่างกายและจิตใจเจ็บป่วย แทนที่จะหยุดพักรักษาตัว ซึ่งการฝืนทำงานในลักษณะนี้ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ มุมมองต่อการทำงานของคนรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในปี 2026 เหตุผลอันดับ 1 ที่คนยุค Gen Z ตัดสินใจยื่นใบลาออก ไม่ใช่เรื่องเงินเดือนน้อยหรือภาระงานหนัก แต่มีคนกลุ่มนี้ถึง 73% ที่พิจารณาเปลี่ยนงานจากปัญหาภาวะหมดไฟ (Burnout) และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นพิษ (Toxic Workplace) สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียวไม่อาจรั้งพนักงานไว้ได้ หากพวกเขาต้องแลกมาด้วยสุขภาพจิตที่พังทลาย

ไม่ใช่แค่พนักงานระดับปฏิบัติการเท่านั้นที่เหนื่อยล้า แต่หัวหน้างานก็กำลังแบกรับภาระหนักจนส่งผลให้ความผูกพันต่อองค์กรลดลงเช่นกัน โดยเฉพาะผู้จัดการรุ่นใหม่และผู้จัดการหญิง ที่ถูกคาดหวังจากทั้งผู้บริหารและพนักงานในทีม ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงขององค์กร

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส: สิ่งที่คนทำงานต้องการอย่างแท้จริง

ถึงแม้สถิติจะดูตึงเครียด แต่หากองค์กรเข้าใจและปรับตัว ก็สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดทาเลนต์เก่ง ๆ ไว้ได้ จากการสำรวจความต้องการของคนทำงาน พบว่า 3 นโยบายสวัสดิการที่พนักงานอยากได้มากที่สุด ได้แก่

  1. การทำงานแบบยืดหยุ่นด้านสถานที่ (46.3%)
  2. สิทธิในการลาหยุดเมื่อมีปัญหาสุขภาพจิต (43.6%)
  3. การทำงานแบบยืดหยุ่นด้านเวลา (41.1%)


นอกจากนี้ สิ่งที่คนทำงานปรารถนาอย่างยิ่งคือ สวัสดิการตรวจรักษาสุขภาพกายและใจ รวมถึงการได้รับคำปรึกษาทางจิตวิทยา (41.7%) แต่ในความเป็นจริง นโยบายที่เป็นประโยชน์อย่างสิทธิในการตัดการสื่อสารหลังเวลางาน (Right to disconnect) และโปรแกรมช่วยเหลือพนักงาน (EAP) กลับถูกนำมาใช้ในองค์กรเพียง 2.8% และ 7.8% เท่านั้น

เริ่มต้นวันนี้ เพื่อความยั่งยืนขององค์กร

เนื่องจากหัวหน้างานคือคนที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันของทีมมากที่สุด องค์กรจึงควรนำ 3 แนวทางปฏิบัติที่กระชับและเข้าใจง่ายมาใช้พัฒนาผู้นำ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพจิตและประสิทธิภาพของทีมโดยตรง

  1. ติดอาวุธทักษะพื้นฐาน (Basic Training): จัดอบรมทักษะการบริหารจัดการที่จำเป็นให้กับหัวหน้างานทุกคน เพื่อสร้างความมั่นใจในการดูแลทีม ซึ่งจะช่วยลดความรู้สึกไม่ผูกพันต่องาน (Disengagement) ของตัวหัวหน้าเองลงได้อย่างมาก
  2. เปลี่ยนเจ้านายให้เป็น “โค้ช” (Teach to Coach): ปรับบทบาทจากการสั่งงานเป็นการชี้แนะ รับฟัง และสนับสนุนทีม ซึ่งทักษะการโค้ชนี้ไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานส่วนตัว แต่ยังช่วยดึงความผูกพันต่อองค์กรของลูกทีมให้พุ่งสูงขึ้น
  3. ดูแลสุขภาพใจผู้นำอย่างต่อเนื่อง (Development Support): หัวหน้างานก็เครียดเป็น! องค์กรต้องให้การสนับสนุนและดูแลสุขภาวะของผู้นำอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลระบุชัดเจนว่า การจัดอบรมควบคู่ไปกับการสนับสนุนและใส่ใจพัฒนาผู้นำ จะช่วยยกระดับความอยู่ดีมีสุข (Thriving) ของหัวหน้างานให้ก้าวกระโดดขึ้นไปถึง 50% ได้เลยทีเดียว


ดังนั้นแล้วในปี 2026 นี้อาจเป็นปีที่ท้าทายในหลากหลายด้าน แต่หากองค์กรก้าวเข้ามาเป็นพื้นที่ปลอดภัยและดูแลสุขภาพใจของพนักงานอย่างแท้จริง เราจะไม่เพียงแค่แก้ปัญหาสถิติคนลาออกหรือภาวะหมดไฟได้เท่านั้น แต่เรากำลังสร้างทีมที่แข็งแกร่ง เปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์ และพร้อมจะพุ่งทะยานพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน


อ้างอิง : MEDITOPIA, NationHealth, growtherapy, spill

Logo-Company
Logo-Company
Logo-Company
ระบบจัดเก็บแนวตั้ง Kardex Remstar จาก Store Master