Chevron จับมือ DataRobot พัฒนา Agentic AI ที่เพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพของโฟลวได้แบบอัตโนมัติ โดยมีนวัตกรรมจาก NVIDIA อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนที่เกิดขึ้น
สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โรงกลั่น หรือแท่นขุดเจาะที่มีความเสี่ยงสูง การใช้งานหุ่นยนต์หรือโดรนเพื่อตรวจสอบพื้นที่ (Inspection Operations) ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ปัญหาที่น่าปวดหัวและสร้างความสูญเปล่าด้านเวลามากที่สุด คือ ‘ขั้นตอนการขออนุญาตทำงาน’
ในอดีต หุ่นยนต์จะออกบินหรือวิ่งลาดตระเวนแต่ละครั้ง ต้องมีเจ้าหน้าที่ที่เป็นมนุษย์คอยทำเอกสารประเมินความเสี่ยง ตรวจสอบสภาพแวดล้อม และอนุมัติสั่งการเป็นรายครั้ง (Point-in-time Checks) สิ่งนี้ทำให้การทำงานช้าและไม่สอดคล้องกับความผันผวนของสถานการณ์หน้างานจริง แต่การอัปเดตล่าสุดในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2026 แสดงให้เห็นว่า ยุคสมัยแห่งข้อจำกัดนี้กำลังจะจบลงด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า ‘Agentic AI’
DataRobot x Chevron: เมื่อ AI ไม่ได้มีหน้าที่แค่ ‘คิด’ แต่มีสิทธิ์ ‘สั่งการ’
ข่าวการประกาศความร่วมมือระหว่าง DataRobot (แพลตฟอร์ม AI ระดับองค์กร) และ Chevron U.S.A. Inc. ถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่ผู้บริหารโรงงานชาวไทยต้องจับตา การนำ Agentic AI ไปทำงานที่ขอบข่ายเครือข่าย (Edge AI) เพื่อช่วยคุมหุ่นยนต์ทางอากาศและภาคพื้นดินในสถานที่จริง เป็นก้าวที่ทลายกำแพงการทำงานแบบ Rule-based เดิมๆ ไปอย่างสิ้นเชิง
Agentic AI คืออะไร? หากเปรียบ AI ทั่วไปเป็นที่ปรึกษาที่เก่งกาจคอยให้ข้อมูล Agentic AI ก็คือพนักงานที่คิด วิเคราะห์ และ ‘ลงมือทำ’ งานแทนมนุษย์ได้ตามขอบเขตและเป้าหมายที่ตั้งไว้
ในโครงการ Facilities and Operations of the Future ของ Chevron ระบบจะใช้ AI Agent หลายรูปแบบมาทำงานผสานกัน ตั้งแต่โมเดลวิเคราะห์ข้อมูลจากเซนเซอร์ก๊าซในพื้นที่ ไปจนถึงระบบอนุมานทางภูมิศาสตร์ (Geospatial Reasoners) สิ่งที่เกิดขึ้นคือ:
- ประเมินสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ (Safe Start Assessment): ระบบจะประเมินสภาพอากาศ ระดับก๊าซพิษ หรือสิ่งกีดขวางหน้างานอย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อนและระหว่างที่หุ่นยนต์ปฏิบัติภารกิจ
- อนุมัติอัตโนมัติ (Autonomous Decision-Making): แทนที่จะต้องให้คนมากดอนุมัติทีละภารกิจ AI สามารถตัดสินใจเริ่มงานหรือสั่งหยุดหุ่นยนต์ได้ทันทีหากพบเงื่อนไขที่ไม่ปลอดภัย
Cari Armpriester ผู้จัดการโครงการของ Chevron ได้กล่าวสรุปไว้อย่างเห็นภาพว่า “ในแง่ปฏิบัติ สิ่งนี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยโดยลดการพึ่งพาการตรวจสอบแบบแมนนวลเป็นจุดๆ ไปสู่การตรวจสอบสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่องในขณะที่หุ่นยนต์กำลังทำงาน”
ไม่ต้องรื้อระบบทิ้ง ก็ฉลาดขึ้นได้ (No Rip-and-Replace)
จุดเด่นที่สุดของการประกาศความร่วมมือนี้ ที่ลบมายาคติความเชื่อของผู้บริหารโรงงานหลายคนไปจนหมดสิ้น คือการใช้แพลตฟอร์มของ DataRobot (ที่ขับเคลื่อนเบื้องหลังด้วยโครงสร้างของ NVIDIA Inference Microservices – NIMS) สามารถดึงข้อมูลจากฮาร์ดแวร์เดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น เซนเซอร์จับก๊าซแบบเดินสายเดิม หรือกล้องวิชันซิสเต็มเก่าในพื้นที่ เข้ามาบูรณาการเป็น Workflow ทำงานร่วมกันได้ โดยไม่ต้องรื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานเดิม (Infrastructure Replacement)
นี่คือหลักฐานชั้นดีว่า การทำ Digital Transformation หรือก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรมอัตโนมัติ (Autonomous Operations) คุณไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาลเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทั้งหมดเสมอไป การฉีดโซลูชัน Agentic AI เข้าไปเพื่อบริหารจัดการข้อมูลและอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิม คือกุญแจสำคัญของการรีด ROI และลดต้นทุนแฝง (Hidden Costs) ที่เห็นผลเร็วที่สุด
ในยุคที่ทั่วโลกกำลังขาดแคลนวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีอย่าง Agentic AI จะไม่ใช่แค่เรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) แต่เป็นเทคโนโลยีแห่ง ‘ความอยู่รอด’ และ ‘การจัดการความเสี่ยง’ ของโรงงานยุค 2026 อย่างแท้จริง
ที่มา:
DataRobot











