การเติบโตและการแข่งขันของประเทศไทยบน Roadmap ของอุตสาหกรรมสมัยใหม่นั้น ต่างก็ต้องพึ่งพาพลังงานสะอาดเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมดิจิทัล ทั้ง Data Center ต่างๆ หรืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่มีคู่ค้าหลัก คือ ต่างประเทศ ทำให้ประเด็นของพลังงานสะอาดกลายเป็นหัวข้อสำคัญที่จะต้องถูกขับเคลื่อนอย่างแข็งขัน แต่คำถามสำคัญ คือ ประเทศไทยจะมีพลังงานเหล่านั้นเพียงพอกับความต้องการเมื่อถึงเวลาหรือไม่?
ตัวเลขจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ที่นำเสนอในการสัมมนา Thailand Connext 2026 สะท้อนแง่มุมได้หลากหลายมิติ เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยมี GDP รวมอยู่ที่ 19.3 ล้านล้านบาท โดยในส่วน Broad Digital GDP อยู่ที่ 5.6 ล้านล้านบาท หรือราว 29% ของ GDP รวมประเทศ ตัวเลขนี้ไม่เล็กน้อย และยังขยายตัวต่อเนื่อง แม้อัตราจะชะลอจาก 7.2% ในปี 2567 มาอยู่ที่ประมาณ 4.2% ในปี 2569 ตามการประมาณการ
แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเองก็รู้ดีว่ากำลังวิ่งอยู่บนเส้นทางใด คืองบประมาณ GDCC (Government Data Center and Cloud) ปี 2570 รวม 4,980 ล้านบาท ใน 113 โครงการ 76 หน่วยงาน ซึ่งตัวเลขนี้บอกว่าภาครัฐกำลังเดินหน้าลงทุนใน Cloud และ Compute Infrastructure ของตัวเองจริงๆ ไม่ใช่แค่ประกาศนโยบาย
สำรวจแผนดิจิทัลไทย เติบโตอย่างไรในระยะที่ 3 สู่ระยะที่ 4
วิสัยทัศน์การพัฒนาดิจิทัลของไทยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่ ‘Digital Foundation’ ในปี 2561 ผ่าน ‘Digital Thailand I: Inclusion’ (2561-2565) และ ‘Digital Thailand II: Full Transformation’ (2566-2570) ก่อนจะถึงเป้าหมายสูงสุดคือ ‘Global Digital Leadership’ ในช่วง 2571-2580
ปัจจุบันไทยอยู่ในระยะที่ 3 Full Transformation ซึ่งหมายความว่ากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก ‘ประเทศที่ใช้ดิจิทัล’ ไปสู่ ‘ประเทศที่สร้างมูลค่าจากดิจิทัล’ แต่ช่องว่างระหว่างระยะที่ 3 กับระยะที่ 4 นั้นไม่ได้อยู่ที่แผนบนกระดาษ แต่อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานจริงที่ต้องสร้างขึ้นในช่วง 5 ปีนี้
สำรวจ Roadmap ในมิติโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านภาพที่ DE วางไว้:
ระยะสั้น (ถึงปี 2570): ยกระดับโครงข่าย 5G-Advanced และ 10 Gigabit Internet ทั่วประเทศ / จัดตั้ง National Compute Infrastructure รองรับ AI, Big Data, High Performance Computing / พัฒนา National Data Platform สู่ระบบ AI-Native Economy / ผลักดันไทยเป็น ASEAN Digital Connectivity Hub และ Regional Cloud Hub
ระยะกลาง (ถึงปี 2575): พัฒนาโครงข่าย 6G / สร้างขีดความสามารถ Quantum-Secure Network / ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลาง Green Hyperscale Data Center ของภูมิภาค / ยกระดับ Intelligent Data Platform สู่ Real-time Data Exchange
ระยะยาว (ถึงปี 2580): ยกระดับสู่ Autonomous Infrastructure / สร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Autonomous Network ระดับโลก / ขับเคลื่อนสู่ Net Zero Carbon Digital Infrastructure
แม้ว่าแผนจะดูชัดเจน ทรงพลัง และเต็มไปด้วย Buzzword อันหรูหราที่จับทุกมิติของเทคโนโลยีดิจิทัลมากเท่าที่จะนึกออกได้ แต่ความำสเร็จของแผนเหล่านี้ยังมีกำแพงสำคัญที่ต้องคิดให้ดีอยู๋อีกหนึ่งประเด็น นั่นคือ ‘พลังงาน’
แผน AI และดิจิทัลแห่งชาติมีเป้าชัด แต่กำแพงเหล็กด้านพลังงานต้องชัดเจนด้วยเช่นกัน
แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ ปี 2565-2570 วางเป้าหมายใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ จริยธรรมและกฎระเบียบ AI, โครงสร้างพื้นฐาน AI, กำลังคน AI 30,000 คน, นวัตกรรมและวิจัย 100 นวัตกรรม และการนำ AI ไปใช้งานใน 600 หน่วยงาน ภายในปี 2570
เป้าเหล่านี้มีความเป็นรูปธรรมมากกว่าแผนดิจิทัลในรุ่นก่อนๆ แต่การจะไปถึงได้มีตัวแปรสำคัญที่ยังเป็นคำถามเปิด นั่นคือหนึ่งในหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาว่า ‘AI ไม่มีวันโตได้ ถ้าไฟฟ้าโตไม่ทัน’ อ้างอิงจากรายงานของ IEA (International Energy Agency) เดือนพฤษภาคม 2567 ที่ระบุว่า AI คือแรงขับเคลื่อนการใช้ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของโลกในทศวรรษนี้และทศวรรษหน้า
ตัวเลขที่ทำให้เห็นภาพชัดขึ้น คือ พลังงานต่อ Rack:
- Data Center ทั่วไปรุ่นเก่า: 0.5-1 kWh ต่อ Rack รวมราว 5 เมกะวัตต์ต่อศูนย์
- Cloud Data Center: 5 kWh ต่อแร็ก รวม 30-100 เมกะวัตต์ต่อศูนย์
- AI Data Center: 50 kWh ต่อแร็ก รวม 300-1,000 เมกะวัตต์ต่อศูนย์
หรือถ้าดูในแง่การใช้พลังงานต่อวัน AI Data Center หนึ่งแห่งใช้ไฟฟ้าราว 100,000 kWh ต่อวัน ขณะที่ Hyperscale AI Data Center ขนาดใหญ่สุดใช้ถึง 2,000,000 kWh ต่อวัน ตัวเลขที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่ากินส่วนแบ่งจากระบบพลังงานของทั้งประเทศในปริมาณที่ไม่น้อย
ภาคเอกชนลงทุนเพิ่ม ภาครัฐลดลง สัญญาณที่ต้องจับให้มั่น
จากข้อมูลการประมาณการเศรษฐกิจดิจิทัล มีรายละเอียดที่ควรอ่านอย่างระวัง การลงทุนภาคเอกชนในปี 2568 เติบโต 9.2% ก่อนชะลอมาที่ 6.2% ในปี 2569 ในขณะที่การลงทุนภาครัฐเป็นลบ -3.3% ในปี 2568 และ -1.6% ในปี 2569
สัญญาณนี้บอกว่าเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในช่วงนี้ขับเคลื่อนโดยเอกชนเป็นหลัก และรัฐบาลมีบทบาทในฐานะผู้วางกติกาและ Enabler มากกว่าจะเป็นผู้ลงทุนโดยตรง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่หมายความว่า Roadmap ที่วางไว้ถึงปี 2580 จะสำเร็จได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าภาคเอกชนเห็น Incentive ที่ชัดเจนพอจะลงทุนในระยะยาวหรือไม่และ Incentive นั้นมีเงื่อนไขเดียวกัน คือ พลังงานพอ กฎหมายชัด และมีบุคลากรพร้อมใช้
เศรษฐกิจดิจิทัล 19.3 ล้านล้านบาทต้องมีโครงข่ายพลังงานที่โตทันเพื่อไม่ให้ Stage 4 กลายเป็นเพียงตัวเลขในแผน
แผน 4 ระยะของไทย มีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง เพราะสอดคล้องกับกระแสโลก มีงบประมาณรองรับ และมีผู้เล่นระดับ Hyperscaler มาลงทุนจริงแล้ว แต่ Gap ที่จะตัดสินว่า Stage 4 จะเป็นจริงหรือไม่อยู่ที่ว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานรอบข้าง โดยเฉพาะพลังงานว่าจะสามารถรองรับ AI Data Center รุ่นใหม่ที่กินไฟมากกว่า Data Center รุ่นเก่าถึง 50-100 เท่าได้หรือไม่
แผน PDP ที่กำลังจะออกมา, เป้าหมายพลังงานสะอาด, และการจัดสรรโครงข่ายสายส่งจะเป็นตัวชี้วัดว่า Digital Roadmap กับ Energy Roadmap ของไทยเดินไปในทิศทางเดียวกันหรือยัง ถ้าหากไม่ เป้า ‘Global Digital Leadership’ ปี 2580 อาจต้องเลื่อนออกไป หรือไม่ก็ต้องบอกประโยคเดิมซ้ำอีกครั้งว่า ‘ก็เป็นเรื่องปรกตินี่… ที่นี่ประเทศไทย’












