ประเด็นร้อนแห่งยุคสมัยที่ยังมีเสียงโต้แย้งตามมา ก็คือ ยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของยุโรป โดยเฉพาะการสร้าง Data Center หรือศูนย์ข้อมูล อาจต้องปะทะกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่สำคัญอย่างเรื่อง “ขาดแคลนน้ำ” โดยทั่วไปศูนย์ข้อมูลต่าง ๆ มีความต้องการใช้น้ำปริมาณมาก เพื่อเอาไว้ป้องกันมิให้เกิดสภาวะความร้อนสูงเกิน ทำให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Amazon, Microsoft และ Meta ต่างก็ลงทุนกันหลายพันล้านในประเทศสเปนเพื่อสร้างความสะดวกในเรื่องนี้ ขณะที่ Google มีแผนพัฒนาแหล่งศูนย์กลางด้านข้อมูลถึง 3 แห่งในประเทศกรีซ
นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 หนึ่งปีมาแล้วที่สหภาพยุโรปเคยประกาศว่า จะขยายกำลังการผลิตศูนย์ข้อมูลอย่างน้อย 3 เท่า ในอีก 5 – 7 ปีข้างหน้า เพื่อผลักดันให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้าน AI ระดับโลก การเปิดตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูลดังกล่าว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลทุกด้าน ตั้งแต่โซเชียลมีเดีย ธนาคารออนไลน์ ไปจนถึงเครื่องมือ AI อย่าง ChatGPT ก็กำลังก่อให้เกิดความกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคที่เผชิญกับปัญหาขาดแคลนน้ำอยู่แล้ว
ประเด็นดังกล่าวสร้างความตึงเครียดในยุโรปตอนใต้ โดยมีการระบุว่า มีประชากรราวร้อยละ 30 อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำอย่างถาวร ส่งผลให้มีสถานการณ์ต้องการใช้น้ำเกินกว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง
แผนงานที่ก่อให้เกิดคำถามตามมา
เควิน เกร็คช์ รองศาสตราจารย์ด้านการจัดการบริหารและองค์ความรู้เรื่องน้ำ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด แห่งสหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์กับ CNBC สื่อของสหรัฐอเมริกาว่า แผนการสร้างศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ซึ่งขาดแคลนน้ำทั่วทวีปยุโรปสะท้อนให้เห็นว่า บรรดาผู้ที่กำหนดนโยบายไม่ได้คิดแผนงานอย่างบูรณาการ แต่เพียงเพราะเรื่อง AI กำลังเป็นที่นิยม จึงทำให้นักการเมืองพยายามมีส่วนร่วม ทั้งที่ไม่ได้ช่วยสร้างงานมากนัก และยังให้ความสำคัญกับประเด็นความยั่งยืนเป็นอันดับท้าย ๆ อีกด้วย
“ศูนย์ข้อมูลมักถูกสร้างขึ้นในสภาพอากาศแห้งแล้งหรือกึ่งแห้งแล้ง เพราะนั่นเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเซิร์ฟเวอร์ แต่พื้นที่เหล่านั้นมักประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำหรือภัยแล้งเช่นกัน”
อุบัติการณ์ศูนย์ข้อมูลที่เป็นไปอย่างรวดเร็วทำให้เกิดคำถามที่ไร้คำตอบมากมายตามมา ซึ่งตัวเองก็ยังตอบไม่ได้เหมือนกัน เช่น ในทางกฎหมาย แหล่งน้ำสาธารณะควรมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่น ๆ หรือไม่? หรือจะเกิดอะไรขึ้นหากศูนย์ข้อมูลต้องปิดตัวลงตามแผนงานภัยแล้ง? เควินกล่าวถึงประเด็นนี้
ในขณะที่โฆษกของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารของสหภาพยุโรป กล่าวว่า นโยบายโครงการริเริ่มร่วมกันด้านการประมวลผลประสิทธิภาพสูงของยุโรป (EuroHPC JU) ได้นับรวมเรื่องการเลือกสถานที่ตั้งสำหรับโรงงาน AI โดยพิจารณาจากเกณฑ์ประสิทธิภาพการใช้พลังงานและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย
“การประมวลผลสีเขียว (Green Computing) ยังคงดำเนินต่อไปผ่านซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ประหยัดพลังงานที่ถูกปรับให้เหมาะสมสำหรับ AI ด้วยเทคนิคต่าง ๆ ได้แก่ การประหยัดพลังงานแบบไดนามิก และเทคนิคการนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น การระบายความร้อนขั้นสูงและการรีไซเคิลความร้อนที่เกิดขึ้น”
นี่คือข้อความที่โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรปตอบสื่อทางอีเมล โดยอ้างถึงซูเปอร์คอมพิวเตอร์ตัวใหม่ที่ชื่อ “JUPITER” ในเยอรมนีว่าเป็น “ตัวอย่างชั้นเยี่ยมของความเป็นเลิศแบบยุโรป” ในเรื่องการประหยัดพลังงาน
การเติบโตของ AI ในพื้นที่แห้งแล้ง
ในแคว้นอารากอน ซึ่งเป็นพื้นที่ขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสเปน ขณะที่ Amazon บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ กำลังวางแผนเปิดศูนย์ข้อมูลถึง 3 แห่ง โดยแผนสร้างงานหลายพันตำแหน่งได้ก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างเกษตรกรท้องถิ่นและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม
“คัลแฮม” หมู่บ้านเล็ก ๆ ในประเทศอังกฤษ ได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่แรกที่รัฐบาลอังกฤษเรียกว่า “เขตการเติบโตด้าน AI” การกำหนดพื้นที่ในออกซ์ฟอร์ดเชียร์ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับอ่างเก็บน้ำใหม่แห่งแรกของประเทศในรอบ 30 ปี ได้ก่อให้เกิดความกังวลว่าอาจสร้างแรงกดดันต่อแหล่งน้ำในท้องถิ่นเพิ่มขึ้นได้
นิค คราฟต์ นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมืองอย่าง Eurasia Group กล่าวว่า พื้นที่แห้งแล้งและมีปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงทั่วทั้งยุโรปกำลังตกเป็นเป้าหมายในการพัฒนาเป็นศูนย์ข้อมูล (Data Center) ตามที่กล่าวไว้ สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนยิ่งขึ้น คือ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการใช้น้ำของศูนย์ข้อมูล โดยปกติแล้วบริษัทต่าง ๆ มักรายงานเรื่องนี้ตอนที่ต้องสื่อสารกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่หมายถึงการใช้น้ำในสถานที่ประกอบการ โดยเฉพาะน้ำที่ใช้ระบายความร้อนภายในศูนย์ข้อมูลนั่นเอง
คราฟต์ ยังบอกด้วยว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณการใช้น้ำของศูนย์ข้อมูลเกิดขึ้นภายนอกศูนย์ฯ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตพลังงานเพื่อป้อนให้ศูนย์ฯ หรือการผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้ในศูนย์ฯ น่าสังเกตว่ามีสัญญาณบ่งชี้ว่าผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูลกำลังพัฒนาการบริหารจัดการน้ำให้ดียิ่งขึ้น ขณะที่การประเมินปริมาณการใช้น้ำทั้งหมดของโครงการก็ยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญมาก
ไมเคิล วินเทอร์สัน เลขาธิการสมาคมศูนย์ข้อมูลแห่งยุโรป (EUDCA) ซึ่งเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูลในยุโรป กล่าวกับสื่อ CNBC ว่า การใช้น้ำเป็นปัญหาที่อุตสาหกรรมให้ความสำคัญอย่างจริงจัง
“การบำบัดน้ำและรวบรวมน้ำ สำหรับเราเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานปกติอยู่แล้วและยังมีการพัฒนานวัตกรรมด้านนี้อย่างต่อเนื่อง ช่วยลดพลังงานที่จำเป็น ลดปริมาณน้ำที่ต้องการ และกำลังจะเข้าสู่การบำบัดด้วยสารเคมีเป็นศูนย์”
วินเทอร์สัน กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญลำดับต่อไปที่ศูนย์ข้อมูลแห่งยุโรป (EUDC) ต้องผลักดัน คือ การจัดหาน้ำที่ไม่เหมาะสำหรับดื่มมาทดแทนน้ำสะอาดที่นำมาใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรม ซึ่งยังตามหลังสหรัฐอเมริกาอยู่ในด้านนี้ การใช้น้ำลักษณะนี้จะช่วยลดสารเคมีและพลังงานที่ใช้ในการผลิตน้ำ และรักษาน้ำไว้เพื่อบริโภคและอุปโภคเท่านั้น
ในส่วนของผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูลหลายรายพากันอ้างว่า ลักษณะการใช้พลังงานอย่างเข้มข้นของเทคโนโลยีที่นำมาใช้นั้น เป็นแรงผลักดันให้นึกถึงเรื่องนวัตกรรมด้านความยั่งยืน โดยหนึ่งในตัวชี้วัดที่ได้รับการกล่าวถึงบ่อยครั้ง คือ ประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Usage Effectiveness: WUE) ซึ่งใช้ประเมินประสิทธิภาพการใช้น้ำของศูนย์ข้อมูลแต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายประการ
Microsoft ได้ทดลองออกแบบศูนย์ข้อมูลที่ระบุว่า ไม่ใช้น้ำในการระบายความร้อนเลย ขณะที่ Start Campus ระบุไว้ว่า ศูนย์ข้อมูล Sines ในโปรตุเกสมีการใช้น้ำที่เป็นศูนย์ โดยนำน้ำทะเลมารีไซเคิลแทนน้ำจากแหล่งธรรมชาติ
Data Center คือ พลังขับเคลื่อน GDP มหาศาล
ผู้บริหารสูงสุดของ OpenAI แซม อัลท์แมน ออกมาพูดเรื่องนี้หลังการประชุมกับผู้นำรัฐบาลเรื่องผลกระทบจาก AI ของอินเดีย ผ่านสื่อ The Indian Express ถึงประเด็นที่มีคนระบุว่า ChatGPT ใช้น้ำหลายแกลลอนต่อคำถามในการค้นหาแต่ละครั้งว่า “ไม่จริงเลย บ้ากันไปหมดแล้ว” และ “ไม่เกี่ยวข้องกับความจริง” เพราะที่ผ่านมาศูนย์ข้อมูลต่าง ๆ ใช้น้ำปริมาณมากในการสร้างความเย็นให้ส่วนประกอบที่เกี่ยวกับไฟฟ้า และป้องกันไม่ให้ความร้อนสูงเกินไป ขณะที่เทคโนโลยีหล่อเย็นศูนย์ข้อมูลช่วยทำให้ลดการเผาผลาญ นอกจากนี้ ศูนย์ข้อมูลใหม่หลายแห่งก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำแล้ว
อัลท์แมน บอกว่า การเผาผลาญพลังงานยังคงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจในการใช้งาน AI อย่างถูกต้อง ไม่ยุติธรรมเลยที่มีคนพูดว่า การฝึกฝนหุ่นจำลอง AI นั้นใช้พลังงานมาก ทั้งที่การฝึกมนุษย์ให้เป็นคนเก่งสักคนหนึ่งก็ต้องใช้พลังงานมากเหมือนกัน
“การเปรียบเทียบที่ยุติธรรม คือ ถ้าคุณถาม ChatGPT หนึ่งคำถาม ก็ต้องดูว่าคุณใช้พลังงานมากเท่าไรในการฝึกหุ่นจำลองให้ตอบคำถามนั้นได้ แล้วนำไปเทียบกับพลังงานที่มนุษย์ใช้ในการเรียนรู้จนตอบคำถามเดียวกันได้ ถ้าวัดกันแบบนี้ก็อาจเป็นไปได้ว่า AI จะมีประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานตามทันมนุษย์”
ในอีกด้านหนึ่ง วินเทอร์สัน เลขาธิการสมาคมศูนย์ข้อมูลแห่งยุโรป (EUDCA) พยายามเน้นย้ำความสำคัญของศูนย์ข้อมูลที่มีต่อเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับภูมิภาค โดยระบุว่า ศูนย์ข้อมูล คือ GDP มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ และสนับสนุนงานด้านเทคโนโลยีหลายล้านตำแหน่งในยุโรปเพียงแห่งเดียว ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีเงินเดือนสูงกว่าค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างในประเทศอย่างมาก และขณะที่ศูนย์ข้อมูลขนาด 20 เมกะวัตต์ใช้น้ำในปริมาณที่ใกล้เคียงกับสนามกอล์ฟ พร้อมตั้งคำถามว่า หากพิจารณาการใช้น้ำในระดับเดียวกัน สนามกอล์ฟสร้าง GDP ได้เท่าไร และสร้างงานประเภทใดบ้าง
ทั้งหมดนี้คือความท้าทายในเรื่องของการก่อตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) ไม่เพียงแต่ชุมชนในท้องถิ่นที่รับผลกระทบโดยตรง แต่ยังรวมถึงชาวโลกทุกคนเช่นเดียวกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน (Global Warming) เมื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมยังต้องเดินหน้าต่อไป บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหล่านี้ก็ย่อมถูกคาดหวังให้ค้นหานวัตกรรมเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาเหล่านี้ให้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ที่มา:










