เปลี่ยน เป็น : ทางตันของเศรษฐกิจโลก: เมื่อ AI ขับเคลื่อนการผลิต แต่ขาดผู้บริโภคที่มีกำลังจ่าย
ในวันที่พวกเราส่วนใหญ่กำลังตื่นเต้นกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เข้ามาช่วยทำให้งานที่เคยยุ่งเหยิงกลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น และมีต้นทุนที่ถูกลงอย่างมหาศาล หลายสำนักการเงินระดับโลกต่างคาดการณ์ถึงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะพุ่งทะยานในอนาคตอันใกล้
ในความเป็นจริงแล้วระบบเศรษฐกิจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกำลังการผลิตสินค้าเพียงฝั่งเดียว ตลาดทุกแห่งบนโลกจำเป็นต้องอาศัยผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อเป็นเส้นเลือดใหญ่คอยหล่อเลี้ยง หากเราลองจินตนาการถึงโลกที่โรงงานและสำนักงานสามารถรันงานได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างให้พนักงาน สิ่งที่ตามมาทันทีคือคำถามที่ว่า แล้วใครจะเป็นคนควักเงินซื้อสินค้าและบริการเหล่านั้น เมื่อคนทำงานจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะถูกเลิกจ้าง กำลังซื้อในระบบจะหดตัวลงอย่างรุนแรง และเมื่อความต้องการซื้อลดลง เม็ดเงินที่เคยหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและตลาดเงินก็จะหายไปด้วย
นี่คือความท้าทายระดับมหภาค ที่เราต้องเผชิญเมื่อแรงงานคนถูกแทนที่อย่างเต็มรูปแบบ
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อการจ้างแรงงานคนลดลงเรื่อย ๆ
สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ไม่ใช่แค่วัฏจักรเศรษฐกิจขาลงที่เดี๋ยวก็ฟื้นตัวกลับมาได้เอง แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างถาวร นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันชั้นนำหลายแห่งเริ่มออกมาชี้ให้เห็นถึงความจริงที่น่ากังวล งานวิจัยจากสถาบัน MIT โดย Daron Acemoglu ได้หักล้างความเชื่อที่ว่าเทคโนโลยีจะทำให้เศรษฐกิจโตแบบก้าวกระโดด เขาประเมินว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ผลิตภาพรวมจะเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ เหตุผลหลักเป็นเพราะงานที่ถูกแทนที่ได้ในยุคนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพียงงานที่เรียนรู้ง่ายและมีรูปแบบตายตัว แต่งานที่ซับซ้อนและต้องใช้ความเข้าใจบริบทยังคงเป็นเรื่องท้าทาย ยิ่งไปกว่านั้นระบบอัตโนมัติเหล่านี้อาจสร้างกิจกรรมใหม่ ๆ ที่ทำให้ตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจดูเหมือนจะเติบโต แต่กลับไปลดทอนคุณภาพชีวิตและสวัสดิการสังคมลง เช่น การสร้างข้อมูลหลอกลวง หรือกลไกที่ทำให้คนเสพติดสื่อ ซึ่งบังคับให้มนุษย์ต้องสูญเสียเงินไปกับการป้องกันตัวเอง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตของเทคโนโลยีอาจไม่ได้นำมาซึ่งความมั่งคั่งที่แท้จริงของคนส่วนใหญ่
เมื่อมองลึกลงไปถึงโครงสร้างรายได้ เราจะเห็นการเปลี่ยนขั้วอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มคนทำงานและกลุ่มเจ้าของทุน ในอดีตรายได้ส่วนใหญ่ของโลกจะถูกกระจายผ่านรูปแบบของค่าจ้างแรงงาน แต่กลไกของเทคโนโลยีในปัจจุบันกำลังทำให้ความต้องการจ้างงานลดลงและกดค่าจ้างให้ต่ำลง ขณะที่ผลกำไรและเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจะไหลไปกระจุกตัวอยู่กับเจ้าของทุนหรือผู้ถือครองแพลตฟอร์มมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ค่าจ้างของแรงงานทักษะสูงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่คนชั้นกลางซึ่งเคยเป็นฟันเฟืองหลักกลับมีรายได้คงที่หรือลดลงอย่างน่าตกใจ แม้ว่าระบบอัตโนมัติจะช่วยให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้นและทำให้สินค้ามีราคาถูกลง แต่ถ้าผลประโยชน์เกือบทั้งหมดตกไปอยู่กับคนเพียงหยิบมือเดียว กำลังซื้อของสังคมโดยรวมก็จะสลายไป เมื่อประชาชนไม่มีเงินไปจับจ่ายใช้สอย สภาพคล่องในตลาดเงินก็จะเกิดปัญหาตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อคนตกงานย่อมไม่มีการขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ไม่มีการลงทุนทางธุรกิจเพิ่ม หนี้เสียจะพุ่งสูงขึ้น และการออมเงินเพื่อหล่อเลี้ยงระบบธนาคารก็จะหายไป ทำให้การหมุนเวียนของเงินในสังคมฝืดเคืองอย่างหนัก
ยุคใหม่แห่งความเหลื่อมล้ำระดับโลก
ปัญหาเรื่องตลาดแรงงานในยุคนี้ยังมีความย้อนแย้งที่ตลกร้าย เจฟฟรีย์ แลกเกอร์ อดีตผู้บริหารธนาคารกลางสหรัฐฯ เคยอธิบายไว้ว่า แม้จะมีคนตกงานเป็นจำนวนมาก แต่ผู้ประกอบการหลายรายกลับบ่นว่าหาคนมาทำงานไม่ได้ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนไปเร็วมากจนทักษะที่คนทำงานมีอยู่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด เทคโนโลยีใหม่ ๆ มักจะเข้ามาแทนที่งานที่ทำซ้ำ ๆ และไปช่วยดันคนที่มีทักษะระดับสูงให้ทำงานได้ดีขึ้นไปอีก ปัญหานี้เป็นสิ่งที่การใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ ไม่สามารถแก้ได้ เพราะรากฐานของวิกฤตอยู่ที่ทักษะของคนไม่ตรงกับที่นายจ้างต้องการ หากปล่อยไว้โดยไม่มีการแทรกแซง ช่องว่างความเหลื่อมล้ำจะยิ่งถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ คนที่มั่งคั่งจากทรัพย์สินก็จะรวยขึ้นไปอีก ส่วนคนที่ต้องพึ่งพาแรงงานของตัวเองจะยิ่งใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก การที่เม็ดเงินไหลไปสู่มือของเจ้าของเทคโนโลยีมากกว่าคนทำงาน ยิ่งเป็นการซ้ำเติมภาวะเงินฝืดในระดับฐานราก และทำให้แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่แท้จริงต้องสะดุดลง
ผลกระทบของการที่มนุษย์ถูกกันออกจากระบบไม่ได้หยุดอยู่แค่ในระดับประเทศ แต่มันกำลังขยายวงกว้างไปสู่ความเหลื่อมล้ำในระดับโลก บทวิเคราะห์จาก Center for Global Development ชี้ให้เห็นว่าประเทศที่ร่ำรวยจะยิ่งได้เปรียบและกอบโกยผลประโยชน์ได้มากมายมหาศาล เพราะประเทศเหล่านี้มีความพร้อมทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงาน และกระแสเงินทุน โดยเห็นได้จากตัวเลขในปีที่ผ่าน ๆ มา
สหรัฐอเมริกาลงทุนในเทคโนโลยีนี้มากกว่าประเทศกำลังพัฒนาแบบเทียบไม่ติด ในขณะที่ประเทศยากจนจะตามเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ทันและเข้าถึงตลาดสินค้ามูลค่าสูงได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ร้ายแรงไปกว่านั้น คือ โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิมที่ประเทศกำลังพัฒนามักจะใช้ความได้เปรียบด้านแรงงานราคาถูกเพื่อดึงดูดการลงทุนต่างชาติกำลังจะพังทลายลง อุตสาหกรรมการผลิตที่เคยใช้คนจำนวนมากอย่างการเย็บเสื้อผ้ากำลังถูกหุ่นยนต์เข้ามาแย่งงานไป แม้แต่งานบริการอย่างคอลเซ็นเตอร์หรืองานสนับสนุนทางไอทีก็เริ่มสั่นคลอน เมื่อฐานการผลิตและงานบริการสามารถใช้โปรแกรมจัดการได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า การจ้างงานทั้งหมดก็มีแนวโน้มที่จะไหลกลับไปยังประเทศที่ร่ำรวย ทำให้เส้นทางลัดในการยกระดับประเทศของกลุ่มประเทศยากจนต้องพบกับทางตัน และด้วยความที่ประเทศเหล่านี้มักจะมีแรงงานนอกระบบจำนวนมากประกอบกับไม่มีงบประมาณสำหรับสร้างสวัสดิการรองรับคนตกงาน ปัญหาความยากจนจึงจะยิ่งฝังรากลึกและทำลายเสถียรภาพทางสังคม
จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส หรือปล่อยให้โอกาสกลายเป็นวิกฤต?
ในวันที่เราเห็นถึงความเสี่ยงที่โครงสร้างเศรษฐกิจจะหยุดชะงักจากการขาดกำลังซื้อ การรับมือกับวิกฤตนี้จึงต้องการการเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายอย่างจริงจังและยั่งยืนกว่าแค่การแจกเงินเยียวยาชั่วคราว
แนวทางหนึ่งที่จำเป็นต้องถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา คือ การปรับโครงสร้างภาษีใหม่ทั้งหมด แทนที่รัฐจะมุ่งเก็บภาษีจากรายได้ที่เกิดจากหยาดเหงื่อของคนทำงานเพียงอย่างเดียว ถึงเวลาที่ต้องหันไปจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินหรือผลกำไรที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติให้มากขึ้น เพื่อนำเม็ดเงินเหล่านี้กลับมาหมุนเวียนในระบบและสร้างตาข่ายรองรับทางสังคมให้กับกลุ่มคนที่ต้องสูญเสียรายได้
นอกจากนี้การลงทุนในมนุษย์ถือเป็นกุญแจสำคัญที่สุด การวางรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านการศึกษาปฐมวัยจะช่วยให้เด็กในวันนี้เติบโตขึ้นมาพร้อมทักษะในการเอาตัวรอด รวมถึงการจัดการฝึกอบรมที่ต้องออกแบบตามความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเปิดหลักสูตรสอนไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีตำแหน่งงานรองรับ การดึงภาคอุตสาหกรรมในท้องถิ่นเข้ามาร่วมมือกับวิทยาลัยชุมชนเพื่อสอนทักษะที่เทคโนโลยีทำแทนไม่ได้ จะเป็นหนทางที่ช่วยดึงคนหลากวัยกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในฐานะผู้ที่มีรายได้และมีศักยภาพในการบริโภคอีกครั้ง
แน่นอนว่าเทคโนโลยีอาจจะเป็นผู้ผลิตที่ยอดเยี่ยมและไม่เคยปริปากบ่น แต่ไม่สามารถสวมบทบาทเป็นผู้บริโภคที่คอยจับจ่ายใช้สอยเพื่อขับเคลื่อนระบบทุนนิยมได้ เศรษฐกิจโลกคงอยู่รอดไม่ได้ตลอดไปถ้ามีเพียงตัวเลขจีดีพีสวย ๆ หรือการพุ่งขึ้นของราคาหุ้นบริษัทเทคโนโลยีเพียงไม่กี่แห่ง หากปราศจากการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมและการรักษากำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ในสังคม ความพยายามที่จะใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรในวันนี้ อาจกลายเป็นการทำลายรากฐานความต้องการซื้อที่เป็นหัวใจสำคัญของตลาดในวันข้างหน้า การหาความสมดุลระหว่างการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาประเทศกับการดูแลให้มนุษย์ยังมีพื้นที่ยืนและมีรายได้สำหรับหล่อเลี้ยงชีวิต จึงไม่ใช่แค่เรื่องของศีลธรรมหรือเพื่อภาพลักษณ์อันดีงาม แต่คือเงื่อนไขสำคัญของการรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจที่จะสั่นคลอนไปทั่วทั้งโลก
อ้างอิง
Acemoglu, D. (2024). The simple macroeconomics of AI. Massachusetts Institute of Technology.
Centre for Economic Policy Research. (n.d.). AI and the distribution of income between capital and labour. CEPR. https://cepr.org/voxeu/columns/ai-and-distribution-income-between-capital-and-labour
Lacker, J. M. (2012, May 7). Technology, unemployment and workforce development in a rapidly changing world. Federal Reserve Bank of Richmond. https://www.richmondfed.org/press_room/speeches/jeffrey_m_lacker/2012/lacker_speech_20120507
Schellekens, P., & Skilling, D. (2024, October 17). Three reasons why AI may widen global inequality. Center for Global Development. https://www.cgdev.org/blog/three-reasons-why-ai-may-widen-global-inequality










