สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภาพรวมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังคงขยายตัวแข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โดยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1,299 โครงการ มูลค่า 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มองประเทศไทยเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการผลิตแห่งอนาคต
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI ควบคู่กับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เกษตรและแปรรูปอาหาร โลจิสติกส์ พลังงานสะอาด และยานยนต์
อุตสาหกรรมดิจิทัลครองอันดับหนึ่งด้วยมูลค่าลงทุน 1,115,260 ล้านบาท จาก 90 โครงการ คิดเป็นสัดส่วนหลักของการลงทุนทั้งหมด ตามด้วยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่า 120,230 ล้านบาท เกษตรและแปรรูปอาหาร 61,388 ล้านบาท โลจิสติกส์และบริการมูลค่าสูง 40,217 ล้านบาท และพลังงานกับสาธารณูปโภคพื้นฐาน 39,461 ล้านบาท
ด้านจำนวนโครงการ อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐานมีมากที่สุด 221 โครงการ โดยส่วนใหญ่เป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ สะท้อนการเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยุคใหม่
ในเชิงพื้นที่ ภาคกลางยังเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้วยมูลค่า 903,759 ล้านบาท รองลงมาคือภาคตะวันออก 495,737 ล้านบาท ขณะที่ภาคเหนือแม้มีมูลค่าการลงทุนไม่สูง แต่เติบโตถึง 93% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการด้านพลังงาน เกษตรแปรรูป และการแพทย์
การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงเติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีคำขอรับการส่งเสริม 877 โครงการ มูลค่ารวม 1,368,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สิงคโปร์เป็นนักลงทุนอันดับหนึ่งด้วยมูลค่า 1,121,742 ล้านบาท ตามด้วยสหราชอาณาจักร จีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่ธุรกิจ Data Center, Data Hosting, Cloud Service รวมถึงการผลิต Optical Transceiver, แผงวงจร PCB, การทดสอบเวเฟอร์และวงจรรวม ระบบเครือข่ายและระบบระบายความร้อนสำหรับ Data Center ตลอดจนชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ชิ้นส่วนยานยนต์ วัสดุขั้นสูง และอุตสาหกรรมอาหาร
ขณะเดียวกัน มาตรการส่งเสริมการยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Smart and Sustainable Industry ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยครึ่งปีแรกมีคำขอรับการส่งเสริม 132 โครงการ มูลค่า 17,158 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ประหยัดพลังงาน นำเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการผลิต
สำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก มีจำนวน 1,300 โครงการ มูลค่า 1,306,386 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างการจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มกว่า 82,000 ตำแหน่ง ใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศกว่า 386,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 42% ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด และสร้างมูลค่าส่งออกกว่า 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี
นายนฤตม์กล่าวว่า บีโอไอให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศไทยในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างงานคุณภาพ การพัฒนาทักษะแรงงาน การเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก การกระจายการลงทุนสู่ภูมิภาค และการผลักดันให้โครงการลงทุนเกิดขึ้นจริงอย่างรวดเร็วผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน











