สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ยืนยันนโยบายส่งเสริมการลงทุนยังเปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ โดยยึดหลักการพิจารณาจากคุณภาพของโครงการและประโยชน์ที่จะเกิดกับประเทศ ไม่ใช่สัญชาติของนักลงทุน พร้อมเดินหน้าผลักดันผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้สามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ผ่านมาตรการยกระดับเทคโนโลยี การร่วมทุนกับต่างชาติ และการเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า บีโอไอรับทราบข้อกังวลของผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์เกี่ยวกับข้อจำกัดในการขอรับการส่งเสริมการลงทุน และความแตกต่างระหว่างผู้ประกอบการไทยกับต่างชาติ ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมจากเครื่องยนต์สันดาปภายในสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ซึ่งทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมากต้องเผชิญทั้งคำสั่งซื้อที่ลดลง ต้นทุนการลงทุนใหม่ และความจำเป็นในการยกระดับเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม บีโอไอยืนยันว่าไม่ได้ส่งเสริมเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ แต่ครอบคลุมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ทุกประเภท โดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกันในการพิจารณา ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต เทคโนโลยี เงินลงทุน ความเป็นไปได้ของโครงการ และผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย ขณะเดียวกันยังมีมาตรการเฉพาะที่ผ่อนปรนหลักเกณฑ์และเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทย
นายนฤตม์ระบุว่า ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่ดำเนินกิจการอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งโรงงานใหม่เพื่อขอรับการส่งเสริม แต่สามารถยื่นขอรับการส่งเสริมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพโรงงานเดิมได้ ทั้งการเปลี่ยนเครื่องจักร การติดตั้งระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน ตลอดจนการเปลี่ยนสายการผลิตไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอากาศยาน หุ่นยนต์ หรือเครื่องมือแพทย์
บีโอไอยังย้ำว่า ตลอดกว่า 60 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเปิดรับการลงทุนจากผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนจากหลายประเทศ ทั้งญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ยุโรป และสหรัฐฯ ควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีบริษัทไทยหลายแห่งได้รับการส่งเสริมการลงทุน เช่น ไทยซัมมิท อาปิโก ไฮเทค สมบูรณ์ กรุ๊ป ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ สามมิตรออโตพาร์ท พี.ซี.เอส. แมชีน กรุ๊ป ไทยสตีลเคเบิล และพนัส แอสเซมบลีย์
เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม บีโอไอได้ขับเคลื่อน 4 กลไกสำคัญ ได้แก่
- การส่งเสริมการปรับปรุงประสิทธิภาพและเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเดิมปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย นำระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ฝึกอบรมบุคลากร ยกระดับมาตรฐาน และเปลี่ยนไปผลิตชิ้นส่วนหรือผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและ
ขีดความสามารถในการแข่งขัน - มาตรการส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างบริษัทไทยและต่างชาติในกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตไทยเข้าถึงเทคโนโลยี ตลาด และเครือข่ายธุรกิจของพันธมิตรต่างประเทศ โดยโครงการที่เข้าเงื่อนไขต้องมีนิติบุคคลไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ซึ่งจะช่วยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการขยายโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
- มาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หรือ Local Content ซึ่งให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่เพิ่มการซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 40-45 เพื่อให้ผู้ผลิตรถยนต์รายใหม่สร้างคำสั่งซื้อและประโยชน์แก่ผู้ประกอบการในประเทศมากขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศมาประกอบ
- การเชื่อมโยงผู้ซื้อกับผู้ผลิตไทย ผ่านการจัดงาน SUBCON Thailand, กิจกรรม Sourcing Day และ Supplier Day โดยบีโอไอทำงานร่วมกับค่ายรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ และสมาคมรับช่วงการผลิตไทย เพื่อสำรวจรายการชิ้นส่วนที่ต้องการจัดซื้อ คัดเลือกผู้ผลิตไทยที่มีศักยภาพ และช่วยยกระดับมาตรฐานให้สามารถเข้าสู่ Approved Vendor List ของบริษัทชั้นนำได้
“เป้าหมายของมาตรการเหล่านี้ คือ ทำให้การลงทุนใหม่เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานการผลิตเดิม ไม่ใช่เข้ามาแทนที่ผู้ประกอบการไทย หลายหน่วยงานทั้งบีโอไอ กรมสรรพสามิต กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ร่วมมือกันกำหนดเงื่อนไขผ่านมาตรการต่าง ๆ เพื่อทำให้ค่ายรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับโลกที่เข้ามาลงทุนซื้อของจากประเทศไทยมากขึ้น และช่วยยกระดับผู้ผลิตไทยให้เข้าสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
บีโอไอไม่ได้มองนักลงทุนต่างชาติเหนือผู้ประกอบการไทย หน้าที่ของเรา คือ คัดเลือกการลงทุนที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการทำให้ผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุนเหล่านั้นมากที่สุด บีโอไอพร้อมรับฟังและปรับปรุงมาตรการ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเป็นการเดินหน้าไปด้วยกัน ไม่มีผู้ประกอบการรายใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” นายนฤตม์ กล่าว











