SPS China
boi thailand investment strategy 2g2t asean fdi strategic industries

ฝ่าพายุแห่งความเปลี่ยนแปลง เมื่อไทยประกาศจุดยืนเป็น “หัวใจ” แห่งการลงทุนที่ยั่งยืนของอาเซียน

Date Post
05.03.2026
Post Views

ท่ามกลางกระแสลมโหมกระหน่ำของเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) หรือคลื่นสึนามิแห่งเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรัปต์ทุกวงการ (Technology Disruption) สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนพายุลูกใหญ่ที่เรียกว่า “2G2T” ที่กำลังถาโถมใส่นักลงทุนทั่วโลก แต่ในความมืดมนนั้น แสงสว่างดวงหนึ่งยังคงฉายชัดอยู่ที่ภูมิภาคอาเซียน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ “ประเทศไทย”

จากการปาฐกถาพิเศษของคุณนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในงาน AEC Business Forum 2026 สิ่งที่เราได้รับฟังไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขสถิติหรือนโยบายทางภาษี แต่คือ “คำมั่นสัญญา” และ “ความพร้อม” ของไทยที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกับโลกใบใหม่

แสงสว่างท่ามกลางวิกฤต: ทำไมสายตาโลกจึงจับจ้องมาที่อาเซียน?

ในขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลกกำลังหดตัวลงติดต่อกันถึงสองปี เหมือนชีพจรเศรษฐกิจโลกที่แผ่วเบา แต่หัวใจของอาเซียนกลับเต้นแรงขึ้นด้วยยอดการลงทุนที่พุ่งสูงขึ้นถึง 8% ในปี 2024 นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการที่นักลงทุนมองหา “บ้านหลังที่สอง” ที่ปลอดภัยและมั่นคง ท่ามกลางนโยบายลดความเสี่ยงและการกระจายฐานการผลิต (De-risking & China Plus One) อาเซียนจึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์แห่งความหวัง

และไทย… ยืนตระหง่านอยู่ที่ใจกลางของความหวังนั้นด้วยโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ชัยภูมิที่เชื่อมต่อทุกทิศทาง และความเป็นกลางทางการเมืองที่ทำให้นักลงทุนอุ่นใจ ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2024 ที่ทำสถิติสูงสุดในรอบทศวรรษ คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่าความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยไม่ได้จางหายไปไหน แต่กลับแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

มากกว่าแค่กำไร คือลมหายใจแห่งอนาคต (Strategic Industries)

ไทยไม่ได้มองการลงทุนเป็นเพียงแค่เม็ดเงินอีกต่อไป แต่มองไกลไปถึงการสร้าง “อนาคตที่ยั่งยืน” ผ่าน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์

1. อุตสาหกรรม BCG (Bio-Circular-Green)

เรากำลังกลับไปหารากเหง้าที่แข็งแกร่งที่สุดของเรา คือ การเกษตรและอาหาร แต่ครั้งนี้มาในรูปแบบใหม่ที่ใส่ใจโลก คือการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ทั้งความมั่นคงทางอาหารและพลังงานชีวภาพ เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน ความมั่นคงทางอาหาร และสังคมผู้สูงอายุ

กลุ่มเป้าหมาย: เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming), โปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) จากพืชและแมลง, อาหารสัตว์พรีเมียม, และเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel – SAF)

พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics): ไทยกำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่ยุคใหม่ ตัวอย่างโครงการสำคัญคือ การร่วมทุนระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลาสติกชีวภาพจากบราซิลกับบริษัทไทย เพื่อผลิต “Green Ethylene” (เอทิลีนสีเขียว)

สถิติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มียอดขอรับการส่งเสริมในกลุ่มนี้ถึง 6.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ

2. พลังงานสะอาด (Clean Energy)

เรื่องพลังงานสะอาดเป็นเรื่องที่ไทยจริงจังมากที่สุด มีการวางตำแหน่งตัวเองให้พร้อมรองรับความต้องการพลังงานสะอาดของโลก โดยมีกลไกสำคัญ 2 รูปแบบเพื่อให้นักลงทุนบรรลุเป้าหมาย ESG คือ

  • Utility Green Tariff (UGT) การอนุญาตให้ธุรกิจซื้อไฟฟ้าที่พ่วงมากับใบรับรองเครดิตพลังงานหมุนเวียน
    • UGT Type 1: เริ่มใช้แล้วตั้งแต่กุมภาพันธ์ปีก่อน
    • UGT Type 2: จะเริ่มใช้ต้นปีนี้ โดยเพิ่มทางเลือกในการระบุแหล่งที่มา (Traceability) ของไฟฟ้าได้
  • Direct PPA (Power Purchase Agreement): การอนุญาตให้บริษัทซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงจากผู้ผลิตไฟฟ้าผ่านระบบสายส่งของรัฐ
    • โครงการนำร่องขนาด 2,000 เมกะวัตต์ จะเริ่มต้นปีนี้ โดยเน้นรองรับกลุ่ม Data Center ก่อน และหากได้ผลดีจะขยายไปยังอุตสาหกรรมอื่นต่อไป

สถิติยอดขอรับการส่งเสริมด้านโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดในช่วง 3 ปี รวมมูลค่า 7.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ

3. ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

นโยบาย EV ของไทยถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก (Clear Success) โดยไม่ได้มองแค่การตั้งโรงงานประกอบรถ แต่เน้นสร้างระบบนิเวศ หรือ Ecosystem แบบครบวงจร

  • Supply Chain: มีการอนุมัติโครงการครอบคลุมทั้ง การผลิตแบตเตอรี่, ชิ้นส่วนสำคัญ, สถานีชาร์จ (Charging Station), สถานีสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping), ศูนย์ทดสอบ และศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D)
  • ความต้องการในประเทศ: ตลาดตอบรับดีมาก ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้า BEV มียอดจดทะเบียนสูงถึง 18% ของรถใหม่ทั้งหมด รวมถึงรถ Hybrid และ Plug-in Hybrid ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

สถิติในการอนุมัติโครงการลงทุนในระบบนิเวศ EV ไปแล้วกว่า 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ

4. เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์

ไทยกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ สู่การเป็นฐานผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) อันดับต้น ๆ ของโลก และมุ่งสู่การออกแบบชิปต้นน้ำ เพื่อประกาศว่าคนไทยก็มีความสามารถในเทคโนโลยีขั้นสูงไม่แพ้ชาติใด โดยยุทธศาสตร์ใหม่นั้นจากเดิมที่ไทยเก่งเรื่องกระบวนการปลายน้ำ (Backend) รัฐบาลกำลังร่างแผนยุทธศาสตร์เพื่อดึงดูดการลงทุนในส่วน Front-end และการออกแบบชิป (IC Design) เพื่อสร้างชิปสัญชาติไทย (Thai Chips)

คลื่นการลงทุนแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งเป็นหัวใจของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีการย้ายฐานผลิตเข้ามาในไทยจำนวนมากจากจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และญี่ปุ่น ปัจจุบันมีผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลกกว่า 50 รายเลือกไทยเป็นฐานการผลิต ส่งผลให้ไทยกลายเป็นฐานผลิต PCB ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และติด Top 5 ของโลก

เป้าหมายระยะยาว คาดว่าจะดึงดูดการลงทุนได้กว่า 75 พันล้านเหรียญสหรัฐในอีก 25 ปีข้างหน้า และสร้างบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์กว่า 230,000 คน

5. ดิจิทัลและ AI

ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จะเน้นดึงดูด Data Center และ Cloud Computing รวมถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์และบริการดิจิทัล ยอดขอรับการส่งเสริม 3 ปีที่ผ่านมาสูงถึง 26 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีแนวทางส่งเสริม โดยเน้น 3 ด้าน คือ

1. ช่วย SME ให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

2. พัฒนาทักษะคนไทย (Reskilling)

3. สนับสนุน Startup

International Business Center (IBC) ส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติมาตั้งสำนักงานใหญ่ภูมิภาคในไทย เพื่อถ่ายทอดความรู้และจ้างงานทักษะสูง ปัจจุบันอนุมัติไปแล้วกว่า 470 โครงการ โดยนักลงทุนหลักมาจาก ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหรัฐฯ ฮ่องกง และเยอรมนี

การสนับสนุนและมาตรการใหม่จาก BOI

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือ บทบาทของ BOI ที่เปลี่ยนไป ไม่ได้เป็นแค่หน่วยงานรัฐที่คอยอนุมัติเอกสาร แต่คือ “พันธมิตร” (Partner) ที่พร้อมจะจับมือนักลงทุนเดินข้ามผ่านอุปสรรค ด้วยมาตรการดังนี้

  • Thailand First Pass รัฐบาลตั้งใจลดขั้นตอนการอนุมัติใบอนุญาตต่าง ๆ ลง 20-50% เพื่อให้ธุรกิจได้เริ่มต้นเร็วที่สุด เพราะเรารู้ว่าในโลกธุรกิจ ทุกวินาทีมีความหมาย
  • วีซ่าระยะยาว (LTR Visa) ไม่ใช่แค่กระดาษอนุญาต แต่เป็นการบอกว่า “ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคุณ” ทั้งสำหรับผู้เชี่ยวชาญและคนทำงานจากทั่วโลก
  • โครงการพัฒนาบุคลากรกว่า 100,000 คน และการสนับสนุน SME ให้เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อยกระดับเทคโนโลยี คือการยืนยันว่า การเติบโตครั้งนี้ ไทยจะพาคนตัวเล็กและคนรุ่นใหม่เติบโตไปด้วยกัน

บทส่งท้าย: คำสัญญาแห่งความยั่งยืน

ในตอนท้ายคุณนฤตม์ได้ย้ำอย่างหนักแน่นว่า รัฐบาลไทยและ BOI พร้อมจะเป็นพันธมิตรระยะยาว (Long-term Partner) ประโยคนี้สื่อความหมายลึกซึ้งว่า ไทยไม่ได้ต้องการแค่นักลงทุนที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่เรากำลังมองหาเพื่อนร่วมทางที่จะมาร่วมสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่ไปกับสังคมและสิ่งแวดล้อม

วันนี้ประเทศไทยเปิดประตูต้อนรับทุกคนด้วยความพร้อม ความจริงใจ และความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่สดใสกว่าเดิม… นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่จะมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวความสำเร็จครั้งใหม่ในดินแดนแห่งรอยยิ้มแห่งนี้


Logo-Company
Logo-Company
Logo-Company
Intelligent Asia Thailand