Bosch ผู้ผลิตชื่อดังเริ่มการใช้งาน Agentic AI ในชื่อ Shopfloor Agent ในโรงงานที่ Bamberg ทำให้สามารถเริ่มกระบวนการผลิตใหม่อีกครั้งหลังเกิดการหยุดการผลิตได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
Shopfloor Agent เปิดศักยภาพให้กับการยืนยันและแก้ไขข้อผิดพลาดในเครื่องจักรสำหรับการผลิตได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถทำการวิเคราะห์เชิงลึกได้โดยไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิค ทั้งยังสามารถฝึกใช้ภาษาได้อย่างหลากหลายโดยไม่จำกัดอีกด้วย
จุดเด่นของ Shopfloor Agent อยู่ที่การทำงานอย่างอิสระด้วยองค์ความรู้ที่ถูกจัดเก็บเอาไว้ และนำมาใช้พัฒนายุทธศาสตร์สำหรับการแก้ปัญหาและนำเสนอทางออกให้กับผู้ใช้งาน จึงเป็นการทำหน้าที่สนับสนุนผู้คนและลด Downtime ที่มีมูลค่าสูง ในกรณีของ Bosch จึงเป็นการช่วยเร่งความเร็วในการวิเคราะห์ความผิดพลาดและหาทางออก ซึ่ง Shopfloor Agent ทำให้ประหยัดต้นทุนได้ราว 850,000 ยูโรต่อปีต่อโรงงานด้วยการลด Downtime
ความสำเร็จดังกล่าวได้ถูกส่งต่อไปยังลูกค้าเพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตและเพิ่มความน่าเชื่อถือของกระบวนการทำงาน โดยกรณีตัวอย่างจาก Sick ผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันเซนเซอร์ได้มีการใช้งาน AI ใน Supply Chain โดยมีการนำโครงการจาก Bosch มาปรับใช้เพื่อสร้างเครือข่าย Supply Chain อัจฉริยะ
ในช่วงนำร่องนั้นได้มีการใช้ Agent 2 ตัว ในการผลิต ตัวแรก Equipment Ticket Agent เพื่อใช้ออกตั๋วได้อย่างแม่นยำ มีรายละเอียดที่ครบถ้วนเกี่ยวกับข้อความ Error ที่ถูกต้อง ซึ่งเดิมทีอาจมีข้อความสำคัญหายไปจากตั๋วเหล่านี้ ในขณะที่ตัวที่ 2 คือ Service & Support Agent ซึ่งคล้ายกับที่ Bosch ใช้ในโรงงาน Bamberg โดยจะโฟกัสไปที่การให้ทางออกที่เข้าใจถึงบริบทต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
Agentic AI และ Physical AI ได้กลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ผู้ผลิตหลายรายเริ่มนำมาใช้โปรโมททางการตลาดอย่างเข้มข้น แม้ว่าบริบทการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมจะมีความซับซ้อน และมีความอ่อนไหวมากกว่าธุรกิจทั่วไปมากก็ตาม เมื่อพิจารณาจากความต้องการของตลาดแล้วจะเห็นได้ว่าแบรนด์ต่างๆ เร่งเข็น AI ของตัวเองออกมา ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเองก็เริ่มขานรับเทคโนโลยีด้วยความสนใจ แม้ว่าในอีกด้านหนึ่งอาจเป็นการลดทอนศักยภาพบางอย่างของมนุษย์ลงไปก็ตาม
ที่มา:
Bosch











