บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการกักเก็บพลังงานของจีนกำลังเร่งเปลี่ยนกลยุทธ์จากการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ สู่การลงทุนตั้งฐานการผลิตโดยตรงในภูมิภาคสำคัญทั่วโลก โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมในยุโรปสูงนับพันล้านยูโร ท่ามกลางความต้องการพลังงานสะอาดที่พุ่งขึ้นจากวิกฤติพลังงานทั่วโลกหลังสงครามอิหร่านในปี 2569
ปีทองของอุตสาหกรรมตั้งเวทีให้การขยายตัว
ปี 2568 ถือเป็นปีที่บริษัทรายใหญ่ของจีนสร้างสถิติใหม่ ด้วยยอดคำสั่งซื้อระบบกักเก็บพลังงานจากต่างประเทศรวมกว่า 366 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นถึง 144% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ตามข้อมูลจาก สมาคมการกักเก็บพลังงานแห่งประเทศจีน (CNESA) ซึ่งรายงานโดยสำนักข่าว Caixin
โดยคำสั่งซื้อกว่าครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดยสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียเป็นตลาดนำด้วยความต้องการในระดับ 50–55 GWh ต่อประเทศ ขณะที่ในช่วงต้นปี 2569 การส่งออกของจีนยังคงเร่งตัวต่อเนื่อง ข้อมูลศุลกากรระบุการส่งออกอินเวอร์เตอร์มีมูลค่า 1.66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 56% และแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานมีปริมาณ 13.5 GWh
นายตัน เหวิน ประธานบริษัท ไพล็อตเทค (Pylontech) กล่าวว่าทิศทางของตลาดกำลังเปลี่ยนจากการขายอุปกรณ์ชิ้นเดียวไปสู่ “โซลูชันแบบครบวงจร” พร้อมระบุว่าบริษัทจีนกำลังยกระดับบทบาท “จากผู้จำหน่ายอุปกรณ์ไปสู่ผู้ให้บริการด้านพลังงานและผู้ดำเนินการระบบ”
เงินลงทุนหลายพันล้านยูโรหลั่งไหลสู่ยุโรป
ยุโรปกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของการลงทุนด้านโรงงานผลิตจากบริษัทจีน เดือนมีนาคมที่ผ่านมา Hithium ประกาศแผนลงทุนกว่า 400 ล้านยูโร เพื่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานในเมืองนาวาร์รา ประเทศสเปน ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานได้ถึง 1,050 ตำแหน่ง ส่วนในเดือนกุมภาพันธ์ Sungrow Power Supply Co., Ltd. เปิดโรงงานแห่งแรกในยุโรปที่เมืองวาล์บริจซ์ ประเทศโปแลนด์ ด้วยเงินลงทุน 230 ล้านยูโร และกำลังผลิตอินเวอร์เตอร์ 20 GW และระบบกักเก็บพลังงาน 12.5 GWh ต่อปี
นอกจากนี้ Zhixing บริษัทในเครือ CATL (Contemporary Amperex Technology Co., Limited) ยังประกาศลงทุนกว่า 2.067 พันล้านยูโร เพื่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่ลิเธียมในเมืองไซน์ ประเทศโปรตุเกส กำลังผลิต 15 GWh และคาดว่าจะเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบภายในปี 2568 ปัจจุบันมีบริษัทพลังงานของจีนกว่า 70 รายที่ขยายธุรกิจไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยมี CATL, Sungrow, และ BYD เป็นผู้นำแนวหน้า
วิกฤติพลังงานผลักดันตลาดเกิดใหม่
สงครามอิหร่านได้กลายเป็นตัวเร่งสำคัญต่อการลงทุนพลังงานสะอาดทั่วโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 20% ของโลกหยุดชะงัก ซึ่งสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เรียกว่า “การหยุดชะงักของอุปทานพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดโลก”
เวทีเศรษฐกิจโลก (WEF) ชี้ว่าวิกฤติครั้งนี้ “เปิดเผยความเปราะบางของระบบพลังงานโลก” และจะเร่งให้หลายประเทศหันมาลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด โดยเฉพาะโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ในตะวันออกกลาง ตลาดละตินอเมริกาที่เร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า และตลาดในแอฟริกาที่ต้องการเสถียรภาพในการจ่ายไฟ
ตัวอย่างเช่น Sungrow ได้ร่วมมือกับรัฐบาลอียิปต์ในโครงการพลังงานสะอาดมูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเตรียมตั้งโรงงานในเขตเศรษฐกิจคลองสุเอซ ขณะที่ Canadian Solar Inc. รายงานยอดคำสั่งระบบกักเก็บพลังงานทั่วโลกมูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สิ้นปี 2568 โดยเน้นตลาดยุโรป ญี่ปุ่น และแคนาดา ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงเป็นพิเศษ
จีนก้าวสู่บทบาท “ผู้ขับเคลื่อนโครงสร้างพลังงานโลก”
จากการส่งออกเพียงอุปกรณ์ในอดีต จีนกำลังกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางของโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าของโลก การขยายฐานการผลิตต่างประเทศไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อรักษาตลาดส่งออก แต่เป็นการสร้างอิทธิพลเชิงโครงสร้าง (structural influence) ที่จะกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยี เครือข่ายซัพพลายเชน และแนวทางพลังงานสะอาดในหลายภูมิภาค
ด้วยต้นทุนการผลิตที่ลดลง เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่พัฒนาเร็ว และกลยุทธ์ลงทุนเชิงรุกของบริษัทจีน เช่น CATL, BYD, EVE Energy และ Sungrow จึงไม่น่าแปลกใจหากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โรงงานพลังงานของจีนจะกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบไฟฟ้าในยุโรป แอฟริกา และเอเชีย โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือ “การสร้างโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสีเขียวอย่างยั่งยืน”








