ท่ามกลางหิมะที่ขาวโพลนและอากาศที่หนาวเหน็บของเมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงวันที่ 19-23 มกราคม 2569 บรรยากาศควรจะเต็มไปด้วยความหวัง เวที World Economic Forum (WEF) 2026 ที่รวมผู้นำรัฐบาลและบิ๊กธุรกิจกว่า 2,500 ชีวิตไว้ด้วยกัน ภายใต้ธีมที่ฟังดูสวยหรูว่า “จิตวิญญาณแห่งการเสวนา” (A Spirit of Dialogue)
แต่ในความเป็นจริง… ภายในห้องเสวนากลับเต็มไปด้วยกระแสความอึดอัดและร้อนระอุ รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ ถึงกับหลุดปากออกมาด้วยประโยคที่รุนแรงว่า “โลกาภิวัตน์ล้มเหลวแล้ว” (Globalization is dead) โลกกำลังแตกแยก สงครามยังไม่จบ และ AI กำลังจะกลืนกินมนุษย์
เมื่อ “ระเบียบโลกเก่า” ตายไปแล้ว
คำพูดนี้เปรียบเสมือนการตบหน้าแนวคิดเดิมที่เวทีดาวอสยึดถือมาตลอด ผู้นำยุโรปบางส่วนเริ่มยอมรับความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า ระเบียบโลกเก่าได้สิ้นสุดลงแล้วจริง ๆ ในขณะที่ผู้นำเทคโนโลยีอย่าง Jensen Huang จาก NVIDIA ก็ได้ประกาศกร้าวว่า โครงสร้างพื้นฐาน AI คือฐานอำนาจใหม่ของเศรษฐกิจศตวรรษที่ 21 พร้อมคำเตือนเรื่องความเสี่ยงที่ AI อาจทำลายตัวเองได้หากไร้การควบคุม
มาถึงเวทีที่ร้อนแรงอุณหภูมิทะลุปรอท ชายผู้เป็นศูนย์กลางของพายุลูกนี้ก็ก้าวขึ้นเวที โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เขาปรากฏตัวขึ้นไม่ใช่แค่ในฐานะผู้มาเยือน แต่เสมือนมาในฐานะ “เจ้าหนี้” ที่กลับมาทวงทุกอย่างที่อเมริกาจะได้รับคืน
และนี่คือเรื่องราวของ 10 ประเด็นเดือด จากปากของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เปลี่ยนให้เวทีสนทนาให้กลายเป็นลานประหารทางการทูต
ฉากหนึ่ง การคำรามของเครื่องยนต์หลักของโลก
1. สหรัฐฯ คือหัวใจของโลก อย่าคิดจะมาแทนที่
ทรัมป์เปิดฉากด้วยความมั่นใจที่ทะลุปรอท เขาไม่ได้แค่คุยโว แต่เขาเอาตัวเลขมาฟาดหน้าทุกคน ทรัมป์ประกาศว่าหลังจากกลับมาบริหารประเทศได้เพียง 12 เดือน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 4 ปี 2025 พุ่งทะยานถึง 5.4% และตลาดหุ้นทำสถิติ New High ถึง 52 ครั้ง เขาประกาศกร้าวว่า “อเมริกาคือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของโลก” (The USA is the economic engine on the planet)
ความดราม่าอยู่ที่การเปรียบเทียบกับยุคของ โจ ไบเดน ที่ทรัมป์เรียกว่า “ฝันร้ายแห่ง Stagflation” (เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจฝืดเคือง) แต่ในมือของเขา เงินเฟ้อถูกกำราบจนราบคาบ
ทรัมป์ส่งสารชัดเจนว่า: “ถ้าอเมริการอด พวกคุณถึงจะรอด ถ้าเราล้ม พวกคุณก็ดับ”
2. ทวงบุญคุณ “เราเจ็บ แต่พวกคุณไม่เคยจำ”
ประเด็นที่เริ่มสร้างความตึงเครียดคือเมื่อทรัมป์เริ่มรำลึกความหลังแบบเจ็บแสบ เขาตัดพ้อกลางเวทีว่า สหรัฐฯ แบกรับภาระการคุ้มครองพันธมิตรทั่วโลกมาอย่างยาวนาน เสียทั้งงบประมาณและความเสี่ยง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความว่างเปล่า เขาพูดตรง ๆ ว่า “เราให้ความคุ้มครอง แต่กลับไม่เคยได้รับคำขอบคุณอย่างจริงจัง”
3. ดราม่า “ขอบคุณหน่อยสิ!” และการเช็คบิลรายตัว
ทรัมป์ไม่ได้พูดลอย ๆ แต่เป็นการ “เช็คบิล” กลางงาน พาดพิงถึงประเทศแคนาดา เพื่อนบ้านที่เขาบอกว่าได้รับประโยชน์จากสหรัฐฯ มหาศาล แต่ผู้นำอย่าง จัสติน ทรูโด กลับไม่เคยแสดงความซาบซึ้งใด ๆ
ยังไม่จบแค่นั้น ทรัมป์เล่าเรื่องเบื้องหลังสุดระทึกของการเจรจากับผู้นำฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) เรื่องราคายา ทรัมป์เล่าว่ายาชนิดเดียวกันขายในลอนดอน 10 ดอลลาร์ แต่ขายในนิวยอร์ก 130 ดอลลาร์ เขาจึงโทรหา Macron เพื่อขอให้ปรับราคา และได้รับการปฏิเสธในตอนแรก แต่พอทรัมป์ขู่ว่าจะ “เก็บภาษีไวน์และแชมเปญ 100%” Macron ถึงยอมตกลงภายในไม่กี่นาที
นี่คือสไตล์การทูตแบบทรัมป์: “บีบให้ตาย แล้วค่อยคุย”
ฉากสอง ความมั่นคงใหม่ และการทวงคืนดินแดน
4. Golden Dome โล่เหล็กแห่งยุคใหม่
ท่ามกลางความกังวลเรื่องสงคราม ทรัมป์เปิดแผนการสร้าง “Golden Dome” ระบบป้องกันขีปนาวุธขั้นสุดยอดที่จะครอบคลุมสหรัฐฯ (และแคนาดาที่เขาแซะว่าต้องช่วยเพราะอยู่ติดกัน) เขาบอกว่าโลกยุคใหม่เต็มไปด้วยอาวุธที่น่ากลัว และนี่คือการลงทุนเพื่อความอยู่รอด ไม่ใช่แค่โปรเจกต์เพ้อฝัน
5. อเมริกาไม่ใช่ผู้จุดชนวนสงคราม แต่คือผู้เข้าไปหยุดมัน
ในขณะที่สื่อมักมองเขาเป็นคนก้าวร้าว ทรัมป์กลับเคลมเครดิตในฐานะ “ผู้สร้างสันติภาพ” (Peacemaker) อ้างว่าเขาเป็นคนเดียวที่คุยกับปูตินและเซเลนสกีได้ และถ้าไม่ใช่เพราะเขา โลกอาจเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 ไปแล้ว ทรัมป์ย้ำว่าการมีอเมริกาอยู่บนโต๊ะเจรจา คือเหตุผลเดียวที่ทำให้ดีลหยุดยิงในอิสราเอล-ฮามาส หรือความสงบในยูเครนยังมีความเป็นไปได้
6. ยุโรป… เลิกเป็นเด็กไม่รู้จักโต
ประเด็นนี้ทำเอาผู้นำยุโรปนั่งไม่ติด ทรัมป์วิจารณ์ยุโรปอย่างรุนแรงว่า “ยุโรปต้องแข็งแรงกว่านี้” เขาเล่าถึงความล้มเหลวของนโยบายพลังงานในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีและอังกฤษ ที่ราคาค่าไฟพุ่งสูงเพราะมัวแต่ไปสนใจ “กังหันลม” (Windmills) ที่เขาเรียกว่า “Green New Scam” (กลโกงสีเขียว) ซึ่งฆ่านกและทำลายทัศนียภาพ ในขณะที่จีนผลิตกังหันลมขายให้ยุโรป แต่ตัวเองกลับใช้ถ่านหินและนิวเคลียร์
7. Comeback ที่สมบูรณ์แบบ
ทรัมป์ใช้เวทีนี้ประกาศชัยชนะส่วนตัว เขาทบทวนผลงาน 1 ปีแรกของการกลับมาว่า “สำเร็จแล้ว” (Success) เขาปลดข้าราชการไปกว่า 270,000 คน ตัดกฎระเบียบที่ยุ่งยาก และทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่มีพรมแดนแข็งแกร่งที่สุดในโลก พร้อมทั้งเย้ยหยันว่ายุคของเขาคือยุคที่ “Common Sense” กลับมาทำงานอีกครั้ง
ฉากสาม ระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ที่ไม่มีที่ยืนให้คนอ่อนแอ
8. America First คือ “กติกา” ไม่ใช่คำขวัญ
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในสุนทรพจน์นี้ คือการย้ำว่า America First ไม่ใช่แค่สโลแกนหาเสียง แต่มันคือกฎเหล็กของการค้าโลก ทรัมป์เล่าถึงการเรียกเก็บภาษีสวิตเซอร์แลนด์ 30-39% เพราะสวิตฯ ได้ดุลการค้าสหรัฐฯ มหาศาลแต่ไม่เคยซื้อของกลับ ทรัมป์ไม่สนคำคร่ำครวญของผู้นำสวิตฯ ที่บอกว่าเป็น “ประเทศเล็ก ๆ” เขาตอบกลับไปแค่ว่า คุณเป็นประเทศเล็กที่มีกำไรมหาศาลจากเรา
9. กรีนแลนด์ ดินแดนที่ต้อง “ครอบครอง”
เรื่องที่ฮือฮาที่สุดคือการที่ทรัมป์รื้อฟื้นเรื่อง “กรีนแลนด์” ขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้จริงจังกว่าเดิม เขาบอกว่าสหรัฐฯ ไม่ได้จะใช้กำลังทหารยึดครอง แต่ต้องการ “กรรมสิทธิ์” (Ownership) ทรัมป์อ้างเหตุผลทางยุทธศาสตร์ว่ากรีนแลนด์คือจุดยุทธศาสตร์กั้นกลางระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และจีน เปรียบเสมือน “ก้อนน้ำแข็งก้อนใหญ่” ที่สหรัฐฯ ต้องดูแลเพื่อความมั่นคง พร้อมทวงบุญคุณเดนมาร์กว่าสหรัฐฯ ช่วยปกป้องดินแดนนี้ไว้ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
10. เลือกข้างให้ชัดเจน
ทรัมป์ปิดท้ายด้วยคำขาดที่เย็นยะเยือก พันธมิตรทั่วโลกต้องเข้าใจว่า การสนับสนุนสหรัฐฯ คือการสร้างความมั่นคงร่วมกัน แต่ถ้าใครไม่ยอมจ่าย หรือไม่ยอมยืนข้างอเมริกา เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะไปช่วยเมื่อเกิดภัยคุกคามหรือไม่ ทรัมป์กล่าวทิ้งท้ายให้คิดว่า “พันธมิตรต้องเลือกข้าง และยืนข้างอเมริกาให้ชัด”
โลกหลังปี 2026 จะไม่เหมือนเดิม
สุนทรพจน์ของทรัมป์ใน WEF 2026 ไม่ใช่แค่การปราศรัย แต่มันคือการ “ฉีกสัญญาประชาคมโลกฉบับเก่า” ทิ้งต่อหน้าทุกคน ผู้นำธุรกิจและรัฐบาลที่นั่งฟังอยู่ในห้องนั้น และพวกเราที่อ่านอยู่ตอนนี้ ต่างรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ต้องใช้พลังงานมหาศาลจากนิวเคลียร์และฟอสซิล โลกที่การค้าต้องแลกมาด้วยการข่มขู่และภาษี และโลกที่ความมั่นคงมีราคาที่ต้องจ่าย
คำถามสำคัญที่ทิ้งไว้ให้ทุกคนคือ ในวันที่พี่ใหญ่อย่างอเมริกาประกาศตัวเป็น “เจ้าพ่อ” ที่เคี่ยวเข็ญและทวงบุญคุณขนาดหนัก แล้วประเทศเล็ก ๆ และภาคธุรกิจจะปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอดในระเบียบโลกใหม่ที่ไร้ความปรานีนี้ ?










