Thai NS Solution
ณรัฐ รุจิรัตน์ ผอ. สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

‘สร้างตลาดไทยให้เข้มแข็ง’ ทางออกอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยอย่างยั่งยืนผ่านมุมมอง EEI ยุคใหม่!

Date Post
19.02.2026
Post Views

หากมองย้อนกลับไปปี 2568 หรือปี 2025 ที่ผ่านมานั้นเราจะมองเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมากมายกับภาคอุตสาหกรรมระดับโลก ระดับภูมิภาค ไปจนถึงระดับท้องถิ่นในประเทศไทยเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่าง PCB และเซมิคอนดักเตอร์ ตลอดจนธุรกิจยุคใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกันอย่าง AI Data Center และยานยนต์สมัยใหม่ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยมูลค่ามหาศาล สะท้อนภาพของอุตสาหกรรม ‘High Technology, High Value’ ได้เป็นอย่างดี เพื่อให้เข้าใจถึงโอกาสที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน MMThailand ได้รับเกียรติจากคุณณรัฐ รุจิรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมดังกล่าวมาแบ่งปันมุมมองและโอกาสที่เกิดขึ้นให้กับนักอุตสาหกรรมทุกท่านได้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น

“ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมานี้ หลังจากเราเริ่มเห็นความชัดเจนของนโยบาย S-Curve ของภาครัฐ จะเห็นได้ว่าหลายอุตสาหกรรมเกิดการปรับตัว เช่น ยานยนต์ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ก็ขยับไปเป็นสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของ IoT แต่ในบริบทของ S-Curve คือ จะต้องเป็นการยกขนาดอุตสาหกรรมให้ใหญ่ขึ้น ยกตัวอย่างเราเคยมี S-Curve อยู่ 2 – 3 ครั้ง ครั้งแรกจากเดิมที่ประเทศไทยมีผู้ประกอบการจำนวนน้อย เราก็มีบริษัทญี่ปุ่นมาลงทุนในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า กลายเป็นการเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมใหม่ ส่งออกโตขึ้นเป็นเท่าตัว หลังจากนั้นก็มีครั้งที่สองและสามเป็นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่ม Hard Disk Drive” คุณณรัฐได้เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมไทยที่หลายคนอาจจะหลงลืมไปว่า ‘อุตสาหกรรมเกิดใหม่’ หรือ ‘เครื่องยนต์ใหม่ทางเศรษฐกิจ’ ของไทยเคยเกิดขึ้นมาในรูปแบบใดบ้าง 

หลายคนอาจยังกำลังสงสัยว่า ‘คลื่นลูกใหม่อย่างอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง’ ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยวันนี้จะสามารถกลายเป็น S-Curve ได้สำเร็จอีกครั้งหรือไม่ และในท้ายที่สุดแล้วผู้ประกอบการจะสามารถช่วงชิงโอกาสที่เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ประเทศไทยพร้อมแค่ไหน สำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูง?

เมื่อพูดกันถึงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูง หลายครั้งเรามักจะเห็นการติดป้าย ‘Smart’ บ้าง ‘Intelligent’ บ้าง ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องจักรตามโรงงานก็ตาม แต่ในทรรศนะของคุณณรัฐที่ได้เล่าให้ฟังนั้นมีความชัดเจนกว่าความคุ้นชินที่ได้ยินกันทั่วไป โดยคำว่า Smart Electronic Industry นั้นจริง ๆ แล้วน่าจะหมายถึง High Tech, High Value Electronic Industry หรืออุตสาหกรรมที่มีเซมิคอนดักเตอร์เป็นศูนย์กลางในปัจจุบันถึงจะสามารถยกขนาดอุตสาหกรรมให้ใหญ่ขึ้นได้

“แต่ก่อนอิเล็กทรอนิกส์อยู่กับเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ในวันนี้มีทั้งภาคการเกษตร, EV, พลังงาน ไปจนถึง AI Data Center แทบทุกอุตสาหกรรมมีอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปร่วมด้วยทั้งหมด เซมิคอนดักเตอร์จึงกลายเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายหนึ่งใน S-Curve ใหม่ ซึ่งรวมไปถึง PCB ที่ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีการลงทุนเกิดขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ นับเป็นเทรนด์ที่ประเทศไทยต้องเกาะทิศทางที่เกิดขึ้นเอาไว้ให้ได้” นี่คือสถานการณ์จริงที่คุณณรัฐได้สะท้อนโอกาสออกมาให้เห็น ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลจากหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ที่มีความใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมดังกล่าวด้วยเช่นกัน

สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และ PCB คุณณรัฐเล่าว่าเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในประเทศไทยมาค่อนข้างยาวนาน แต่อาจจะไม่ได้มีจำนวนมากแบบในทุกวันนี้ โดยความเชี่ยวชาญของประเทศไทยมักอยู่ในส่วนของปลายน้ำที่เป็นด้าน IC Test and Packaging และ PCBA (การประกอบชิ้นส่วนบน PCB)  สิ่งที่เราต้องเดินหน้าต่อ คือ การพัฒนาไปสู่ Advanced IC Test & Packaging และอุตสาหกรรมส่วนกลางน้ำและต้นน้ำที่เป็นด้านการผลิต การออกแบบ ให้มากขึ้น ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้นไปและยังต้องการทักษะและกำลังคนอีกมากในส่วนนี้

เซมิคอนดักเตอร์ไทย – โอกาสการเติบโตที่ภาครัฐต้องชัดเจน

หากประเทศไทยต้องการผู้ผลิตกลางน้ำเพิ่ม ต้องการที่จะดึงบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาลงทุน ตัวอย่างในต่างประเทศที่คุณณรัฐชี้ให้เห็น คือ ‘ภาครัฐต้องออกหน้าสนับสนุนอย่างจริงจัง’ เช่น กรณีที่ญี่ปุ่นดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้โดยเฉพาะในกลุ่มของการผลิตหรือ Fabrication รัฐบาลมีการสนับสนุนเงินทุนสูงถึงประมาณ 1 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งในกรณีของประเทศไทยอาจจะยากไปเสียหน่อยเพราะมูลค่าของโรงงาน Fabrication นั้นอยู่ที่หลักหลายหมื่นล้านถึงแสนล้านบาทต่อ 1 โรงงาน

คุณณรัฐเล่าต่อไปถึงกรณีของธุรกิจต้นน้ำอย่างการออกแบบ IC (IC Design) ที่ไม่มีโรงงานผลิตของตนเอง หรือที่เรียกว่า Fabless เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องมีการลงทุนในตัวเทคโนโลยีหรือโครงสร้างอื่น ๆ ที่มีมูลค่าสูงมาก แต่จะเน้นไปที่การลงทุนด้านความรู้และทักษะของบุคลากร ธุรกิจนี้ยังเป็นโอกาสของประเทศที่ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ช้ากว่าประเทศอื่น เพื่อนบ้านในภูมิภาค เช่น เวียดนามที่เพิ่งเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างบริษัท IC Design ไม่น้อยไปกว่ากลุ่มของการผลิต โดยวางแผนพัฒนาให้มีบริษัท IC Design เกิดขึ้น 100 กิจการในเฟสที่ 1 ช่วง 5 ปีแรก และเพิ่มเป็น 200 และ 300 กิจการ ในเฟสต่อ ๆ ไป  ปัจจุบันนโยบาย Education Sandbox ของกระทรวง อว. ที่ขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง จะมีส่วนทำให้เกิดบริษัท IC Design ในประเทศไทยได้ ทั้งที่เป็นกิจการขนาดเล็กของคนไทย หรือเป็นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่จากต่างประเทศมาลงทุนเฉพาะด้าน IC Design โดยใช้บุคลากรที่มีทักษะและค่าแรงที่แข่งขันได้ของประเทศไทย

“ถ้าเราถอดตัวอย่างความสำเร็จของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในไต้หวัน สิ่งที่แตกต่างจากประเทศไทยคือการมีบริษัทปลายน้ำขนาดใหญ่อยู่ในระบบนิเวศภายในประเทศด้วย เช่นมีบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ และ IT ระดับโลกแบรนด์ไต้หวันเป็นผู้ใช้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตในประเทศ การพัฒนาธุรกิจ IC Design ของต่างประเทศก็มักใช้โมเดลลักษณะนี้ ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจนี้อยู่รอดและเติบโตได้คือมีการซื้อไปใช้งานจริงและเกิดการยอมรับในคุณภาพของสินค้า หลายประเทศจึงใช้วิธีการสร้างตลาดในประเทศ หรือ Local Demand โดยหน่วยงานภาครัฐ เช่น ออกนโยบายให้ใช้ชิปหรือ IC ที่ออกแบบในประเทศสำหรับ Smart Card หรือผลิตภัณฑ์ของภาครัฐ หลังจากนั้นบริษัท IC Design ก็จะใช้ผลงานภายในประเทศไปสร้างโอกาสสำหรับการส่งออกเป็นลำดับถัดไป”

ดังนั้น ประเด็นของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การจะก้าวต่อไปได้ หรือจุดเชื้อไฟเดิมที่ค่อย ๆ ติดขึ้นมานั้น ภาครัฐต้องมีความชัดเจนตั้งแต่เรื่องของนโยบายสนับสนุนเงินลงทุน การพัฒนากำลังคน ห่วงโซ่อุปทาน โครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการสร้างตลาดในประเทศสำหรับธุรกิจ IC Design ของคนไทย

อุตสาหกรรมเดิมจะเปลี่ยนผ่าน และยกระดับสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้อย่างไร?

หนึ่งในคำถามสำคัญของผู้ประกอบการ SME หรือผู้ประกอบธุรกิจการผลิตที่อยู่ในซัพพลายเชนอุตสาหกรรมดั้งเดิม คือ พวกเขาเหล่านี้จะเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับการผลิตเดิมของตัวเองให้ตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงย้ายรูปแบบการผลิตบางส่วน

“ตัวอย่างของความพยายามในการปรับตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตสูง เห็นได้จากอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่เดิมทีผู้ประกอบการไทยมักผลิตชิ้นส่วนเชิงกล เช่น มือจับเปิดประตูรถ กระจกส่องหลัง แต่ปัจจุบันมีการพัฒนากลายเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีการติดตั้งเซนเซอร์ หรือทำงานแบบอัตโนมัติ ทางออกหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การจับคู่ทางธุรกิจระหว่าง 2 อุตสาหกรรม ทำให้ผู้ประกอบการสินค้าเชิงกลไม่ต้องลงทุนสร้างหรือพัฒนาทีมอิเล็กทรอนิกส์ของตัวเอง ดังนั้น ผู้ประกอบการสินค้าไฟฟ้าหรืออิเล็กทรอนิกส์ในไทยนอกจากที่ต้องพัฒนาสินค้าของตนเองให้มีเทคโนโลยีสูงขึ้นแล้ว อาจเพิ่มช่องทางการจับมือกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพื่อเพิ่มโอกาส และที่จำเป็นในลำดับถัดไปคือการพัฒนาคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานทั้งในและต่างประเทศ”

ความเชี่ยวชาญของอุตสาหกรรมไทยนั้นโดดเด่นในเรื่องของการจัดการกระบวนการ หากลองตั้งคำถามกันว่าทำไมต่างชาติยังคงลงทุนและยังอยู่ทำธุรกิจต่อในประเทศไทย จะพบคำตอบว่าเพราะแรงงานไทยเก่งในเรื่องของกระบวนการ สามารถปรับแต่งหรือบูรณาการงานต่าง ๆ ส่งผลให้มี Productivity สูง เรื่องการควบคุมต้นทุนที่ดีกับเรื่องค่าแรงเป็นจุดเด่นของอุตสาหกรรมไทยที่สั่งสมมายาวนาน “ปัจจุบันค่าแรงของเราสูงขึ้น ทำให้เราต้องเน้นเรื่องของ Productivity ทำอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพการผลิตที่ดียิ่งขึ้น การใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจึงมีความสำคัญมาก นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ Green Industry ที่เป็นกระแสทั่วโลกในขณะนี้ ผู้ประกอบการต้องพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตให้สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำให้สอดคล้องกับทิศทางและเงื่อนไขของประเทศคู่ค้าด้วย” คุณณรัฐขยายเงื่อนไขในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ความพยายามเหล่านี้นำมาสู่คำถามที่ต่อเนื่องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า “แล้วเราจะสู้กับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ได้อย่างไร” โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน สิ่งที่คุณณรัฐได้ยกประเด็นขึ้นมา คือ การสร้างความเชี่ยวชาญในตลาด Niche Market ของผู้ประกอบการไทย ตัวอย่างเช่น โทรทัศน์แบรนด์ไทยที่สามารถขายในประเทศและส่งออกในภูมิภาคอาเซียนได้นั้น นอกเหนือจากเรื่องราคาแล้วยังมีการพัฒนาให้มีฟังก์ชันที่ตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้ใช้บางอย่างได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าคนซื้อไม่ได้ดูราคาเพียงอย่างเดียว 

อุตสาหกรรมไทยจะเกิดได้ต้องมี ‘ตลาด’ ที่เข้มแข็ง

การเปลี่ยนผ่านจะประสบความสำเร็จ หรือการเติบโตของประเทศจะเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหนนั้น คุณณรัฐยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของ ‘ตลาด’ ที่ไม่ใช่เพียงตลาดส่งออกระดับโลกหรือตลาดใหญ่ ๆ เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงตลาดในประเทศอย่างกรณีของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในไต้หวันที่ยกตัวอย่างมาก่อนหน้านี้

“ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ SME และสตาร์ทอัพไทย คือ ตลาด ภาครัฐเคยมีคิดโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี โดยสนับสนุนเงิน 50% หรือ 70% ของทุนในการพัฒนาหรือนำเทคโนโลยีจากทั้งในประเทศหรือต่างประเทศมาใช้ แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการถามกลับมาคือเมื่อพัฒนาเทคโนโลยีหรือต้นแบบสำเร็จแล้วมีตลาดรองรับให้หรือไม่ ถ้ามีความชัดเจนว่าสินค้าหรือนวัตกรรมที่ผลิตออกมาแล้วมีผู้ซื้อ การสนับสนุนเงินทุนอาจจะไม่จำเป็น ผู้ประกอบการสามารถยกระดับเทคโนโลยีเพื่อพัฒนา Smart System สำหรับ Smart Farm หรือ Smart Factory หรือพัฒนาชิปที่ความซับซ้อนไม่สูงมากเกินไปได้ด้วยตนเอง แต่การจะทำให้เกิดตลาดที่เป็นพื้นที่ให้แสดงฝีมือ อาจจะต้องพึ่งภาครัฐ”

คุณณรัฐยังได้ยกตัวอย่างกรณีของประเทศจีนที่มีนโยบายให้ภาครัฐซื้อของจากผู้ประกอบการในประเทศ เช่น แผงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ที่วันนี้มีสินค้าล้นประเทศและกระจายไปทั่วโลกแล้ว หรือกรณีของการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่มีเป็นร้อยรายเกิดขึ้นมา อาจมีล้มหายตายจากกันไประหว่างทางบ้างแต่สุดท้ายผู้ผลิตที่มีศักยภาพจริงๆ ก็จะเหลือรอดจากการแข่งขันที่เกิดขึ้น กลายเป็นการขับเคลื่อนของภาครัฐที่ทำให้เกิดการตั้งต้นและการแข่งขันที่ทำให้ ‘ตลาด’ เติบโตได้อย่างรวดเร็ว เกิดเป็นภาพของซัพพลายเชนที่เข้มแข็งทั้งองคาพยพ กลายเป็นระบบนิเวศที่สามารถต่อยอดแตกสาขาออกไปได้อย่างยั่งยืน

สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่! สะพานเชื่อมเพื่อการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไทย

สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เป็นหน่วยงานอิสระที่มีบทบาทหลักในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยนำนโยบายหรือยุทธศาสตร์ของรัฐไปสู่การปฏิบัติผ่านงานโครงการหรืองานให้บริการของสถาบันฯ และรับเงื่อนไขความต้องการจากผู้ประกอบการสื่อสารกับกระทรวงอุตสาหกรรมหรือหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ 

“แรกเริ่มนั้นทางสถาบันฯ มุ่งเน้นไปที่การบริการปลายน้ำก่อนสินค้าออกสู่ตลาด ได้แก่ การทดสอบผลิตภัณฑ์ ทั้งที่เป็นภาคบังคับของรัฐ เช่น เครื่องหมาย มอก. และภาคสมัครใจอย่างฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ในปัจจุบันเราขยับขึ้นมากลางน้ำที่เป็นส่วนของกระบวนการผลิต ที่เราส่งเสริมการใช้ระบบอัตโนมัติและ IoT สำหรับการจัดการพลังงาน ลดของเสีย ลดต้นทุน เพิ่ม Productivity และเริ่มมีบริการในส่วนของต้นน้ำที่เกี่ยวกับการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งในวันนี้สถาบันฯ มี Electronics Design Center ให้บริการออกแบบและประกอบ PCB ที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาสินค้าหรือนวัตกรรมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้” คุณณรัฐเล่าถึงการเดินทางของสถาบันฯ ที่มีบทบาทในการสนับสนุนศักยภาพของผู้ประกอบการให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, Green Industry และระบบอัตโนมัติ – ทิศทางของสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 2026

ด้วยทิศทางการมุ่งสู่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูงของประเทศ และการมุ่งสู่สังคมความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality ที่จะเป็นเงื่อนไขทางการค้าในระดับสากล สถาบันฯ ได้วาง Flagship การดำเนินงานในช่วงเวลาต่อไปนี้ไว้ที่การสนับสนุนผู้ประกอบการให้ปรับตัวสู่ Green Industry รวมไปถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุนผู้ประกอบการรองรับการเติบโตของอุตสากรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต  

คุณณรัฐให้รายละเอียดแผนงานของสถาบันฯ ว่า “ในส่วนของการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ในปีนี้สถาบันฯ จะมีการดำเนินงานในหลายด้านด้วยกัน ตั้งแต่ด้านการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่จะดำเนินการผ่านโครงการศึกษาแนวทางการพัฒนาคลัสเตอร์ย่อยในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเน้นที่คลัสเตอร์ IC Design, Photonics และ Advanced IC Test and Packaging  ด้านการพัฒนากำลังคน จะมีโครงการจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพสำหรับบุคลากรในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, โครงการพัฒนาวิศวกรทักษะสูงด้านการออกแบบ IC และการออกแบบ PCB  นอกจากนี้ยังมีด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สถาบันฯ กำลังขอรับทุนสนับสนุนเพื่อจัดตั้ง Microelectronics Design Center ที่จะมีทีมวิศวกรด้าน IC Design และ Electronics System Design ที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทำหน้าที่ให้บริการออกแบบและพัฒนาต้นแบบแก่ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และหน่วยงานวิจัย”

“Microelectronics Design Center จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีระดับประเทศ ที่สนับสนุนให้กิจการ IC Design ขนาดเล็ก, สตาร์ทอัพ และ SME เข้าถึงทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์การออกแบบ หรือเครื่องมือทดสอบ ขณะเดียวกันจะมีการให้บริการออกแบบและพัฒนาวงจรรวมและระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่สอดคล้องกับมาตรฐานไทยและต่างประเทศ รวมทั้งยังสามารถให้บริการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรตามความต้องการของทั้งภาครัฐและเอกชนด้วย”
– ณรัฐ รุจิรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ –

“สำหรับกิจกรรมในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เพื่อมุ่งสู่ Green Industry ที่ผ่านมาสถาบันฯ มีโครงการสนับสนุนการใช้ IoT สำหรับติดตามและควบคุมการใช้การพลังงานในสถานประกอบการ ในปีนี้จะมีโครงการความร่วมมือกับรัฐบาลเกาหลีเริ่มขึ้นในชื่อ ‘โครงการความร่วมมือไตรภาคีของประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความเป็นกลางทางคาร์บอนของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคอาเซียน’ เป็นโครงการระยะยาว 5 ปี ที่มีเป้าหมายในการยกระดับศักยภาพการดำเนินงานเพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยมุ่งเน้นเรื่องการประเมินวัฏจักรชีวิต หรือ Life Cycle Assessment- LCA และเรื่อง Eco-Design เป็นหลัก ในโครงการจะมีกิจกรรมฝึกอบรมทั้งในประเทศเกาหลีและประเทศไทย, การพัฒนา Trainer เพื่อการขยายองค์ความรู้สู่วงกว้าง, การเข้าให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการจัดหาเครื่องมือทดสอบให้สถาบันฯ เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้บริการทดสอบสารทำความเย็นที่ผ่านการใช้งานแล้ว การวิเคราะห์วัสดุที่ใช้ส่วนประกอบที่ผ่านการรีไซเคิลแล้ว”

เพื่อให้อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยสามารถปรับตัวตามเงื่อนไขความเป็นกลางทางคาร์บอน รวมถึงปรับตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่งในอุตสาหกรรม High Technology, High Value ได้สำเร็จ สถาบันฯ ในฐานะหน่วยงานเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งในด้านข้อมูลอุตสาหกรรมเชิงลึก ด้านการพัฒนาบุคลากร การพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ การเชื่อมโยงกับแหล่งเงินทุน โดยมุ่งหวังเป็นหนึ่งในกลไกการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ขอขอบคุณ คุณณรัฐ รุจิรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่ให้เกียรติแบ่งปันความรู้และอัปเดตบทบาทของสถาบันฯ ในปี 2569 ก่อนจะจากกันไปคุณณรัฐ ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ในปีนี้จะมีการเคลื่อนไหวใหม่ ๆ ที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูงที่กำลังมุ่งหน้ากันไปนี้อย่างแน่นอน คอยติดตามอัปเดตข่าวดีนี้ที่ MMThailand และสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เอาไว้ได้เลยครับ

Logo-Company
Logo-Company
Logo-Company
logo-company
Thossathip Soonsarthorn
"Judge a man by his questions rather than his answers" Voltaire