รูปแบบธุรกิจการเช่าหรือสมัครใช้บริการ (Subscription Model) คือ รูปแบบธุรกิจที่ผู้ประกอบการนำเสนอสินค้าหรือบริการให้แก่ผู้บริโภคภายใต้เงื่อนไขการชำระค่าบริการแบบต่อเนื่อง (Recurring Fee) ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบค่าบริการรายเดือนหรือรายปี แทนการชำระเงินครั้งเดียวเพื่อเป็นเจ้าของสินค้าอย่างถาวร โดยผู้บริโภคสามารถเข้าถึงหรือใช้งานสินค้าและบริการดังกล่าวได้ตามระยะเวลาที่กำหนดภายใต้สัญญา พร้อมทั้งได้รับบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง อาทิ การติดตั้ง การบำรุงรักษา การซ่อมแซม การเปลี่ยนอะไหล่ หรือการรับประกันตลอดระยะเวลาสัญญา ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดของผู้บริโภค
รูปแบบธุรกิจการเช่าหรือสมัครใช้บริการแตกต่างจากการซื้อขาดทั้งแบบจ่ายครั้งเดียวและแบบผ่อนชำระอย่างชัดเจน โดย Subscription เน้นการจ่ายค่าบริการต่อเนื่อง ผู้บริโภคไม่ต้องเป็นเจ้าของสินค้าแต่ได้รับสิทธิการใช้งานพร้อมบริการหลังการขาย ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นต่ำ มีความยืดหยุ่นสูง และลดความเสี่ยงด้านการซ่อมบำรุง เหมาะกับผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคล่องตัว ไม่ต้องการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ในระยะยาว และต้องการควบคุมต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน
ในทางตรงกันข้าม การซื้อขาดแบบจ่ายครั้งเดียวเต็มจำนวนเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเป็นเจ้าของสินค้าอย่างสมบูรณ์ แต่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่สูงและภาระการดูแลรักษาทั้งหมดด้วยตนเอง ขณะที่การซื้อขาดแบบผ่อนชำระแม้จะช่วยลดภาระเงินก้อนแรกและยังคงความเป็นเจ้าของสินค้าไว้ได้ แต่มีต้นทุนรวมที่สูงขึ้นจากดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมและมีความยืดหยุ่นในการยกเลิกหรือเปลี่ยนสินค้าอย่างจำกัด โดยสรุป รูปแบบ Subscription จึงโดดเด่นในฐานะทางเลือกที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ และเอื้อต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนมากที่สุดเมื่อเทียบกับรูปแบบการซื้อแบบดั้งเดิม
ตารางที่ 1 ความแตกต่างของรูปแบบธุรกิจการสมัครใช้บริการ การซื้อขาดแบบจ่ายครั้งเดียวเต็มจำนวน และการซื้อขาดแบบผ่อนชำระ

ที่มา: รวบรวมโดยแผนกนโยบายและแผน สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
ภาพรวมตลาดการเช่าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน
Grand View Research คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 ขนาดตลาดการเช่าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านทั่วโลกจะมีมูลค่า 76.80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะเติบโตที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ร้อยละ 9.2 ในช่วงปี 2025 – 2030 สะท้อนถึงแนวโน้มการขยายตัวของตลาดการเช่าเครื่องใช้ไฟฟ้า
ภายในบ้าน ซึ่งเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าเป็นสินค้าที่มีสัดส่วนตลาดสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 32.34 เนื่องจากแนวโน้มของที่พักอาศัยระยะสั้นที่กำลังเติบโตและการย้ายเข้ามาอยู่ในเขตเมืองที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักศึกษา ขณะที่เครื่องปรับอากาศเป็นสินค้าที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึงร้อยละ 11.5 การเติบโตนี้ถูกขับเคลื่อนจากอุณหภูมิโลกและความตระหนักด้านคุณภาพอากาศที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ตลาดการเช่าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของไทยนั้น จากผลสำรวจของ SCB EIC Consumer Survey ในหัวข้อ คนไทยยุคใหม่ ‘เลือกเช่า’ หรือ ‘เลือกซื้อ’ พบว่า ผู้บริโภคร้อยละ 42 ให้ความสนใจ การเช่าใช้สินค้าในครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่ในคอนโด ทาวน์เฮาส์/ทาวน์โฮม และหอพัก ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการหลีกเลี่ยงภาระค่าใช้จ่ายด้านการซ่อมบำรุง รวมถึงโอกาสในการทดลองใช้สินค้าพรีเมียมจากหลากหลายแบรนด์มากขึ้น ขณะที่ LG Electronics ประเทศไทยเปิดเผยว่า LG Subscribe ซึ่งเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 2024 มีสมาชิกเกือบ 20,000 ราย ภายในระยะเวลาอันสั้น
ประกอบกับตลาดบริการเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบ Subscription ในไทยมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยขยายตัวถึงร้อยละ 70 ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี สะท้อนให้เห็นถึงการเปิดรับการเช่าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านแบบรายเดือนของผู้บริโภคไทย
โดยภาพรวม บริการรูปแบบ Subscription มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยค่อนข้างมาก เมื่อพิจารณาทางฝั่งผู้บริโภค จะพบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนประชากรเมืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมและหอพัก ซึ่งมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และมีการย้ายที่อยู่อาศัยบ่อย ทำให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น และความสะดวกสบายมากกว่าการเป็นเจ้าของสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน รูปแบบ Subscription ที่ไม่ต้องลงทุนเริ่มต้นสูง ครอบคลุมค่าซ่อมบำรุง และสามารถเปลี่ยนหรืออัปเกรดสินค้าได้ จึงตอบโจทย์พฤติกรรมดังกล่าว
ขณะที่ด้านผู้ประกอบการนั้น รูปแบบ Subscription ช่วยให้ผู้ประกอบการสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ ลดความผันผวนจากยอดขายแบบซื้อขาดอีกทั้งยังเปิดโอกาสให้สามารถรวบรวมข้อมูลการใช้งานจริงจากผู้บริโภคผ่านเทคโนโลยี IoT เพื่อนำไปวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้และพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการให้ตรงความต้องการมากขึ้นได้ สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและมีผู้เล่นทั้งสัญชาติไทยและต่างชาติ โมเดลนี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแตกต่างจากการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โมเดลธุรกิจการสมัครใช้บริการและการเช่าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเริ่มได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้น เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ความยืดหยุ่น ความสะดวกสบาย และการลดภาระค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้ ดังนั้น หลายแบรนด์ใหญ่ทั่วโลกจึงเริ่มปรับตัวและทดลองนำโมเดลดังกล่าวมาใช้ เพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่องและเสริมประสบการณ์ผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้น
ตัวอย่างแบรนด์ที่ทำธุรกิจในรูปแบบการสมัครใช้บริการ (Subscription Model)
LG ได้เปิดตัวบริการ Subscription ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายใต้ชื่อ LG Subscribe เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นความยืดหยุ่นในการใช้จ่าย ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกจ่ายเป็นรายเดือนแทนการจ่ายเงินก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียว พร้อมสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เช่น การรับประกันสินค้านาน 5 – 7 ปี บริการจัดส่งและติดตั้งฟรี รวมถึงการบริการและซ่อมบำรุงโดยช่างผู้เชี่ยวชาญจาก LG ตลอดอายุการใช้งาน โมเดล LG Subscribe เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567 โดยมีแพ็กเกจยอดนิยมหลายรูปแบบให้ผู้บริโภคเลือกตามความต้องการ เช่น เครื่องซักผ้าฝาบน 25 กก. รุ่น TX2725AT9G ที่มีโซลูชันการซักผ้าอัจฉริยะอย่างเช่น AI DD™ ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการดูแลเสื้อผ้า เป็นต้น โดยมีค่าบริการรายเดือนประมาณ
649 บาท พร้อมบริการดูแล 6 ปี
Coway ให้บริการเครื่องกรองน้ำในรูปแบบ Subscribe โดยผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายเงินก้อนและไม่ต้องดูแลการเปลี่ยนไส้กรองเอง เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ให้บริการดูแล ทำความสะอาด และเปลี่ยนไส้กรองให้เป็นระยะ พร้อมบริการซ่อมฟรีและรับประกันตลอดสัญญา ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับน้ำสะอาดอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างผลิตภัณฑ์เช่น เครื่องกรองน้ำรุ่นวิลลาเอ็ม III ที่สามารถปรับอุณหภูมิน้ำได้หลากหลายระดับ โดยมีค่าบริการรายเดือนประมาณ 380 บาท
NESCAFÉ ได้ให้บริการเช่าเครื่องชงกาแฟทั้งแบบรายเดือนและรายปี เริ่มต้น 795 บาทต่อเดือน ส่วนลดเครื่องชงกาแฟ 50% รับประกันเครื่อง 2 ปี ฟรีบริการรับซ่อมเครื่องและส่งคืนถึงบ้าน โดยรายละเอียดแพ็กเกจ ได้แก่
- เซ็ทกาแฟดำ ที่มาพร้อมเครื่องชงกาแฟ Genio S Touch พร้อมระบบ Espresso Boosts และแคปซูลกาแฟ
- เซ็ทกาแฟนม ที่มาพร้อมเครื่องชงกาแฟ Genio S Plus และแคปซูลกาแฟ
- เซ็ท Variety ที่มาพร้อมเครื่องชงกาแฟ Genio S Basic และแคปซูลกาแฟและชาเขียว
Signify Commercial (Thailand) หรือเดิมคือ Philips Lighting ได้นำเสนอรูปแบบบริการ Light as a Service ซึ่งช่วยให้องค์กรไม่จำเป็นต้องลงทุนล่วงหน้าเพื่อจัดซื้อ ติดตั้ง และบริหารจัดการระบบไฟส่องสว่างด้วยตนเอง โดยผู้ใช้บริการสามารถชำระค่าบริการในรูปแบบรายเดือน ขณะที่ผู้ให้บริการรับผิดชอบแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบระบบ การติดตั้ง จนถึงการบำรุงรักษาและซ่อมแซม รูปแบบดังกล่าวช่วยเปลี่ยนภาระการลงทุนจากค่าใช้จ่ายด้านเงินลงทุน (CAPEX) ไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ส่งผลให้ผู้ใช้บริการสามารถบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายแฝง เนื่องจากสัญญาบริการครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดอย่างชัดเจน โดยผู้ใช้บริการจะจ่ายเฉพาะค่าไฟฟ้าและค่าบริการที่ตกลงไว้เท่านั้น ไม่มีค่าธรรมเนียมการออกแบบ การติดตั้ง หรือค่าบำรุงรักษาที่ไม่คาดคิดเพิ่มเติม
จากตัวอย่างแบรนด์ที่นำรูปแบบธุรกิจการสมัครใช้บริการมาใช้ จะเห็นได้ว่า Subscription Model ได้ถูกนำมาใช้จริงในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งการเปลี่ยนผ่านจากการขายสินค้าไปสู่การให้บริการดังกล่าวย่อมส่งผลต่อโครงสร้างธุรกิจและการแข่งขันของอุตสาหกรรม ซึ่งนำไปสู่การวิเคราะห์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้าไทย

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า
เปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของผู้ประกอบการ – การนำโมเดล Subscription มาใช้จะส่งผลให้โครงสร้างรายได้ของผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่พึ่งพารายได้จากการขายสินค้าแบบครั้งเดียวซึ่งมีความผันผวนสูง ไปสู่การสร้างรายได้ในรูปแบบค่าบริการรายเดือนหรือรายปีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสามารถคาดการณ์ได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการที่นำโมเดล Subscription มาใช้จึงมีโอกาสสร้างฐานรายได้ที่แข็งแกร่งก่อนคู่แข่ง นอกจากนี้ ยังผลักดันให้ผู้ประกอบการขยายบทบาทจากการขายสินค้าไปสู่การนำเสนอบริการที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เช่น การคิดค่าบริการตามรูปแบบการใช้งานจริง การรวมบริการซ่อมบำรุงเข้ากับแพ็กเกจ เป็นต้น ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้และเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความทนทานและสามารถซ่อมได้ง่าย – เมื่อแหล่งรายได้ของผู้ประกอบการเปลี่ยนจากการขายสินค้าแบบครั้งเดียวไปสู่การสร้างรายได้ที่ผูกกับการใช้งานในระยะยาว การออกแบบผลิตภัณฑ์จึงต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย ภายใต้โมเดล Subscription ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจในการพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าให้มีความทนทานมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนการซ่อมแซมและบำรุงรักษาตกอยู่กับผู้ประกอบการ นอกจากนี้ การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถซ่อมแซมได้ง่าย ซึ่งสามารถเปลี่ยนเฉพาะชิ้นส่วนที่ชำรุดแทนการเปลี่ยนทั้งเครื่อง ยังช่วยลดต้นทุนและยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ควบคู่กันไป ส่งผลให้อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยรวมมีแนวโน้มเปลี่ยนผ่านจากการเน้นการผลิตและจำหน่ายในปริมาณมาก ไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความทนทาน และอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น
ขยายตลาดสู่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้อยู่อาศัยแบบไม่ถาวร – รูปแบบธุรกิจ Subscription มีบทบาทในการลดข้อจำกัดด้านเงินลงทุนเริ่มต้นของผู้บริโภค โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มที่มีรายได้ประจำแต่ขาดเงินก้อนสำหรับการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาสูง เช่น
เครื่องซักผ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ สามารถเข้าถึงการใช้งานได้ผ่านการชำระค่าบริการรายเดือน นอกจากนี้ โมเดลดังกล่าวยังตอบโจทย์กลุ่มผู้เช่าที่อยู่อาศัย ซึ่งมักไม่ต้องการลงทุนซื้อสินทรัพย์ที่เคลื่อนย้ายยากอีกด้วย ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจที่พักอาศัยในรูปแบบหอพักหรือ Serviced Apartment ก็สามารถใช้บริการ Subscription เป็นทางเลือกในการจัดหาเครื่องใช้ไฟฟ้าได้อย่างยืดหยุ่นและมีต้นทุนที่บริหารจัดการได้ง่าย ผลในเชิงอุตสาหกรรมคือการขยายฐานผู้ใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าไปยังกลุ่มใหม่ ๆ ส่งผลให้ความต้องการโดยรวมของตลาดเพิ่มสูงขึ้น แม้รูปแบบการถือครองสินค้าจะเปลี่ยนไปจากการเป็นเจ้าของสู่การใช้บริการก็ตาม
ยกระดับบริการหลังการขาย – ภายใต้โมเดล Subscription บทบาทของผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้าจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการออกแบบและการผลิตสินค้าอีกต่อไป แต่ยังขยายไปสู่การเป็นผู้ให้บริการตลอดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ซึ่งทำให้บริการหลังการขายกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขัน ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์เพื่อป้องกันความเสียหาย
ที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงทีมช่างที่ให้บริการหลังการขาย การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวทำให้ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าขยายจากการมุ่งเน้นการผลิตไปสู่ระบบนิเวศด้านบริการ
ช่วยลดขยะอิเล็กทรอนิกส์และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร – รูปแบบธุรกิจ Subscription มีส่วนช่วยในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากสินค้าถูกออกแบบให้มีความทนทาน สามารถซ่อมแซมและนำกลับมาใช้งานซ้ำได้หลายครั้ง ส่งผลให้ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ลดลง นอกจากนี้ การรวบรวม การถอดประกอบ และการกำจัดผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุการใช้งานยังอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ให้บริการ ทำให้การจัดการของเสียเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในบริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการที่สามารถวางตำแหน่งตนเองให้อยู่ในฐานะแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้น
ผลกระทบต่อผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้าไทย
ผู้ประกอบการรายใหญ่ – สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีศักยภาพในการปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่โมเดล Subscription รูปแบบดังกล่าวจะเปิดโอกาสในการสร้างรายได้แบบต่อเนื่องและเสริมความมั่นคงทางการเงิน อีกทั้งการเป็นแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักและมีความน่าเชื่อถือในตลาดอยู่แล้ว ยังช่วยลดอุปสรรคในการยอมรับของผู้บริโภคต่อบริการ Subscription นอกจากนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังสามารถใช้ประโยชน์จากฐานลูกค้าเดิมและความแข็งแกร่งของแบรนด์ในการรวบรวมข้อมูลการใช้งานจริง
เพื่อนำไปใช้ในการวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงต่อยอดสู่การสร้างรายได้จากบริการเสริมด้วย ยิ่งไปกว่านั้น โมเดล Subscription ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ขยายบทบาทสู่การเป็นฐานการผลิตเพื่อรองรับตลาดการเช่าหรือสมัครใช้บริการที่เติบโตทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกและเสริมบทบาทของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยในห่วงโซ่มูลค่าโลกภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่โมเดล Subscription มาพร้อมกับความเสี่ยงและต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องลงทุนในด้านบริการหลังการขาย ตลอดจนการลงทุนเพื่อพัฒนาสินค้าให้มีความทนทานและรองรับการใช้งานระยะยาว ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ก็มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้แก่แบรนด์ต่างประเทศที่เริ่มนำโมเดล Subscription มาใช้ก่อนและสามารถสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างในตลาด
ผู้ประกอบการ SMEs – การขยายตัวของโมเดล Subscription ในสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถปรับบทบาทจากการพึ่งพาการจำหน่ายสินค้าแบบซื้อขาด ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และข้อเสนอที่สอดรับกับระบบนิเวศของธุรกิจเช่าและสมัครใช้บริการ โดยเฉพาะการออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความทนทาน ซ่อมง่าย และรองรับการใช้งานซ้ำ ควบคู่กับการเป็นพันธมิตรเชิงธุรกิจแบบ B2B กับตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น หอพักและโครงการที่อยู่อาศัยให้เช่า ซึ่งให้ความสำคัญกับต้นทุนรวมต่อการใช้งานและความสะดวกในการบริหารจัดการอุปกรณ์ อย่างไรก็ตาม โมเดล Subscription ต้องอาศัยเงินลงทุนเริ่มต้นสูง ระบบบริการหลังการขายที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารจัดการสินทรัพย์ตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญของผู้ประกอบการรายเล็ก ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถใช้ประโยชน์จากขนาดธุรกิจ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และต้นทุนที่ต่ำกว่าในการตั้งราคาที่แข่งขันได้ พร้อมมอบบริการเสริมที่เหนือกว่า ส่งผลให้ SMEs เผชิญแรงกดดันด้านราคา คุณภาพบริการ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้น
สำหรับผู้ค้าปลีก เช่น ห้างสรรพสินค้าและร้านจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า การขยายตัวของรูปแบบธุรกิจการเช่าและสมัครใช้บริการสร้างทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยในด้านโอกาส ผู้ค้าปลีกสามารถปรับบทบาทจากการเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าแบบซื้อขาด ไปสู่การทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านบริการ (Service Hub) อาทิ การเป็นตัวแทนให้เช่า ติดตั้ง และดูแลรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงการเป็นจุดรับคืนและกระจายสินค้า ซึ่งช่วยสร้างแหล่งรายได้ใหม่จากการให้บริการ อย่างไรก็ตาม หากผู้ค้าปลีกไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่บทบาทดังกล่าวได้ อาจทำให้สูญเสียรายได้และบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในระยะยาว
StartUp – สำหรับกลุ่มสตาร์ตอัปและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล การขยายตัวของโมเดล Subscription ในสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเปิดโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่สนับสนุนระบบ Subscription อาทิ แพลตฟอร์มบริหารจัดการการสมัครใช้บริการ โซลูชันด้านการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ เป็นต้น ทั้งนี้ แนวโน้มการเติบโตของตลาดในระดับโลกสะท้อนถึงศักยภาพของธุรกิจดังกล่าวในระยะยาว โดยสตาร์ตอัปที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยงผู้ให้บริการและผู้บริโภคเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นเป็นกลไกสำคัญของระบบนิเวศอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในยุค Subscription Economy
แม้บริการ Subscription จะมีความน่าสนใจ แต่ในบริบทของประเทศไทยยังคงเผชิญข้อจำกัด เช่น ต้นทุนเงินทุนของผู้ประกอบการรายเล็ก ความเข้าใจของผู้บริโภคต่อเงื่อนไขสัญญา รวมไปจนถึงกรอบกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่ต้องปรับให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจใหม่ ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาตลาด Subscription อย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องควบคู่กับการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ
นโยบายของไทยควรปรับตัวอย่างไรต่อเทรนด์ Subscription ที่เกิดขึ้น?
ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทยเพื่อรองรับการขยายตัวของโมเดล Subscription และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน มีดังนี้
สนับสนุนแหล่งเงินทุนผ่านมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
ภาครัฐควรสนับสนุนแหล่งเงินทุนผ่านมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบการสมัครใช้บริการ ซึ่งมีลักษณะเป็นการลงทุนล่วงหน้าและสร้างรายได้ในระยะยาว มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดภาระด้านต้นทุนเงินทุน เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน และเอื้อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าสู่หรือมีส่วนร่วมในระบบนิเวศของธุรกิจเช่าและสมัครใช้บริการได้มากขึ้น
ภาครัฐควรพัฒนาและกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัย การรับประกัน และความรับผิดของสินค้าในระบบ Subscription อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในการใช้งานระยะยาว ตลอดจนลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและข้อพิพาทระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ใช้บริการ
ภาครัฐควรสนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงานด้านบริการและเทคนิค เช่น ทักษะการซ่อมบำรุงและบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ ระบบเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับ IoT การจัดการสินทรัพย์ในรูปแบบเช่า รวมถึงทักษะด้านดิจิทัลและการใช้ข้อมูลในการให้บริการ ผ่านโครงการฝึกอบรม การรับรองมาตรฐานวิชาชีพ และความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อเตรียมกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมบริการเช่าและระบบ Subscription ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
โมเดล Subscription การเปลี่ยนแปลงที่ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนสำหรับทุกฝ่าย
แนวโน้มการขยายตัวของโมเดลการเช่าหรือสมัครใช้บริการ (Subscription Model) ในสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า สะท้อนการเปลี่ยนแปลงทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะในเขตเมือง ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น ความสะดวกสบาย และต้นทุนรวมต่อการใช้งานมากกว่าการเป็นเจ้าของสินค้า ขณะที่ผู้ประกอบการมองหาโมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง คาดการณ์ได้ และสอดรับกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการซ่อมแซมและการนำผลิตภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่
ในระดับอุตสาหกรรม โมเดล Subscription ส่งผลให้โครงสร้างรายได้ของผู้ผลิตเปลี่ยนจากการขายครั้งเดียวไปสู่รายได้ประจำ กระตุ้นให้เกิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทนทาน ซ่อมง่าย และมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น รวมถึงการยกระดับบริการหลังการขายให้เป็นหัวใจของการแข่งขัน อีกทั้งยังช่วยขยายตลาดไปสู่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้เช่าที่อยู่อาศัย และผู้ใช้งานแบบไม่ถาวร พร้อมทั้งลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
สำหรับผู้ประกอบการไทย ผลกระทบแตกต่างกันตามขนาดและบทบาท ผู้ประกอบการรายใหญ่มีโอกาสใช้ความแข็งแกร่งของแบรนด์และฐานลูกค้าในการสร้างรายได้ระยะยาวและต่อยอดบริการ แต่ต้องแบกรับต้นทุนการลงทุนที่สูง ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs แม้เผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุนและบริการหลังการขาย แต่ยังมีโอกาสในการปรับบทบาทเป็นผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ซ่อมง่าย ทนทาน รวมถึงเป็นพันธมิตรในตลาดเฉพาะกลุ่ม ผู้ค้าปลีกสามารถปรับตัวเป็นศูนย์กลางบริการ ส่วนสตาร์ตอัปและแพลตฟอร์มดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการ Subscription และข้อมูล
ดังนั้น ภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ผ่านการจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SMEs การกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยของสินค้าในระบบ Subscription และการพัฒนาทักษะแรงงานด้านบริการและเทคนิค เพื่อให้ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโมเดล Subscription ในการยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่มมูลค่าในประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
บทความโดย: สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์











