ระบบจัดเก็บแนวตั้ง Kardex Remstar จาก Store Master
Yaskawa

ลาก่อนเอกสารใบอนุญาต! DataRobot จับมือ Chevron ส่ง ‘Agentic AI’ คุมหุ่นยนต์สำหรับตรวจสอบหน้างาน

Date Post
05.06.2026
Post Views

Chevron จับมือ DataRobot พัฒนา Agentic AI ที่เพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพของโฟลวได้แบบอัตโนมัติ โดยมีนวัตกรรมจาก NVIDIA อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนที่เกิดขึ้น

สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โรงกลั่น หรือแท่นขุดเจาะที่มีความเสี่ยงสูง การใช้งานหุ่นยนต์หรือโดรนเพื่อตรวจสอบพื้นที่ (Inspection Operations) ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ปัญหาที่น่าปวดหัวและสร้างความสูญเปล่าด้านเวลามากที่สุด คือ ‘ขั้นตอนการขออนุญาตทำงาน’

ในอดีต หุ่นยนต์จะออกบินหรือวิ่งลาดตระเวนแต่ละครั้ง ต้องมีเจ้าหน้าที่ที่เป็นมนุษย์คอยทำเอกสารประเมินความเสี่ยง ตรวจสอบสภาพแวดล้อม และอนุมัติสั่งการเป็นรายครั้ง (Point-in-time Checks) สิ่งนี้ทำให้การทำงานช้าและไม่สอดคล้องกับความผันผวนของสถานการณ์หน้างานจริง แต่การอัปเดตล่าสุดในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2026 แสดงให้เห็นว่า ยุคสมัยแห่งข้อจำกัดนี้กำลังจะจบลงด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า ‘Agentic AI’

DataRobot x Chevron: เมื่อ AI ไม่ได้มีหน้าที่แค่ ‘คิด’ แต่มีสิทธิ์ ‘สั่งการ’

ข่าวการประกาศความร่วมมือระหว่าง DataRobot (แพลตฟอร์ม AI ระดับองค์กร) และ Chevron U.S.A. Inc. ถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่ผู้บริหารโรงงานชาวไทยต้องจับตา การนำ Agentic AI ไปทำงานที่ขอบข่ายเครือข่าย (Edge AI) เพื่อช่วยคุมหุ่นยนต์ทางอากาศและภาคพื้นดินในสถานที่จริง เป็นก้าวที่ทลายกำแพงการทำงานแบบ Rule-based เดิมๆ ไปอย่างสิ้นเชิง

Agentic AI คืออะไร? หากเปรียบ AI ทั่วไปเป็นที่ปรึกษาที่เก่งกาจคอยให้ข้อมูล Agentic AI ก็คือพนักงานที่คิด วิเคราะห์ และ ‘ลงมือทำ’ งานแทนมนุษย์ได้ตามขอบเขตและเป้าหมายที่ตั้งไว้

ในโครงการ Facilities and Operations of the Future ของ Chevron ระบบจะใช้ AI Agent หลายรูปแบบมาทำงานผสานกัน ตั้งแต่โมเดลวิเคราะห์ข้อมูลจากเซนเซอร์ก๊าซในพื้นที่ ไปจนถึงระบบอนุมานทางภูมิศาสตร์ (Geospatial Reasoners) สิ่งที่เกิดขึ้นคือ:

  1. ประเมินสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ (Safe Start Assessment): ระบบจะประเมินสภาพอากาศ ระดับก๊าซพิษ หรือสิ่งกีดขวางหน้างานอย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อนและระหว่างที่หุ่นยนต์ปฏิบัติภารกิจ
  2. อนุมัติอัตโนมัติ (Autonomous Decision-Making): แทนที่จะต้องให้คนมากดอนุมัติทีละภารกิจ AI สามารถตัดสินใจเริ่มงานหรือสั่งหยุดหุ่นยนต์ได้ทันทีหากพบเงื่อนไขที่ไม่ปลอดภัย

Cari Armpriester ผู้จัดการโครงการของ Chevron ได้กล่าวสรุปไว้อย่างเห็นภาพว่า “ในแง่ปฏิบัติ สิ่งนี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยโดยลดการพึ่งพาการตรวจสอบแบบแมนนวลเป็นจุดๆ ไปสู่การตรวจสอบสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่องในขณะที่หุ่นยนต์กำลังทำงาน”

ไม่ต้องรื้อระบบทิ้ง ก็ฉลาดขึ้นได้ (No Rip-and-Replace)

จุดเด่นที่สุดของการประกาศความร่วมมือนี้ ที่ลบมายาคติความเชื่อของผู้บริหารโรงงานหลายคนไปจนหมดสิ้น คือการใช้แพลตฟอร์มของ DataRobot (ที่ขับเคลื่อนเบื้องหลังด้วยโครงสร้างของ NVIDIA Inference Microservices – NIMS) สามารถดึงข้อมูลจากฮาร์ดแวร์เดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น เซนเซอร์จับก๊าซแบบเดินสายเดิม หรือกล้องวิชันซิสเต็มเก่าในพื้นที่ เข้ามาบูรณาการเป็น Workflow ทำงานร่วมกันได้ โดยไม่ต้องรื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานเดิม (Infrastructure Replacement)

นี่คือหลักฐานชั้นดีว่า การทำ Digital Transformation หรือก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรมอัตโนมัติ (Autonomous Operations) คุณไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาลเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทั้งหมดเสมอไป การฉีดโซลูชัน Agentic AI เข้าไปเพื่อบริหารจัดการข้อมูลและอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิม คือกุญแจสำคัญของการรีด ROI และลดต้นทุนแฝง (Hidden Costs) ที่เห็นผลเร็วที่สุด

ในยุคที่ทั่วโลกกำลังขาดแคลนวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีอย่าง Agentic AI จะไม่ใช่แค่เรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) แต่เป็นเทคโนโลยีแห่ง ‘ความอยู่รอด’ และ ‘การจัดการความเสี่ยง’ ของโรงงานยุค 2026 อย่างแท้จริง

ที่มา:

DataRobot

Logo-Company
Logo-Company
Logo-Company
logo-company
Thossathip Soonsarthorn
Expert & Knowledge Curator GMTX - MMThailand - AUTOMATION EXPO
Super Source-E-market place สำหรับสินค้าอุตสาหกรรม
Webinar Semiconductor