Meta บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เจ้าของ Facebook และ Instagram กำลังพิจารณาปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญในแผนงานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของตน หลังจากที่ทีมผู้บริหารระดับสูงของ Meta Superintelligence Lab ได้หารือเกี่ยวกับการยุติการพัฒนาและเปิดเผยโมเดล AI แบบโอเพ่นซอร์สที่มีชื่อว่า Behemoth ซึ่งเป็นโมเดลที่ทรงพลังที่สุดของบริษัท และอาจหันไปมุ่งเน้นการพัฒนาโมเดลแบบปิดแทน
Behemoth ซึ่งถูกวางตัวให้เป็นความหวังใหม่ของ Meta ในการแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง OpenAI, Anthropic และ Google DeepMind กลับประสบปัญหาด้านประสิทธิภาพหลังเสร็จสิ้นการฝึกสอน ส่งผลให้บริษัทต้องชะลอการปล่อยโมเดลสู่สาธารณะและหยุดการทดสอบเพิ่มเติม แม้ที่ผ่านมา Meta จะใช้กลยุทธ์โอเพ่นซอร์สเพื่อสร้างความแตกต่างและขยายอิทธิพลในวงการ AI แต่สถานการณ์ล่าสุดนี้อาจบีบให้บริษัทต้องทบทวนแนวทางใหม่
การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางธุรกิจและการลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยี AI ไม่ว่าจะเป็นการสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ Hyperion ที่มีพลังประมวลผลถึง 5 กิกะวัตต์ หรือการเตรียมนำ Prometheus ซูเปอร์คลัสเตอร์ขนาด 1 กิกะวัตต์มาใช้งานในปี 2026 ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Meta ที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในยุคปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดกับบริษัทที่เน้นโมเดลแบบปิด
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ Meta อาจต้องพิจารณายุติการเปิดโอเพ่นซอร์สคือประเด็นด้านความปลอดภัยและกฎระเบียบ เนื่องจากโมเดล AI ระดับสูงที่เปิดให้สาธารณะเข้าถึงได้ง่ายอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ขณะเดียวกันบริษัทก็เผชิญแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลที่ต้องการควบคุมความเสี่ยงจากเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้
แม้การหารือดังกล่าวยังอยู่ในขั้นต้นและยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย โดยต้องได้รับการอนุมัติจาก Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Meta แต่หากบริษัทตัดสินใจเดินหน้าตามแนวทางนี้จริง ย่อมส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรม AI ทั่วโลกโดยตรง
การถอนตัวของ Meta จากการเป็นผู้นำด้านโอเพ่นซอร์สจะเปิดโอกาสให้บริษัทจากจีน เช่น DeepSeek, Moonshot AI และ Alibaba ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำใหม่ในตลาดโมเดล AI แบบเปิด ขณะเดียวกัน สตาร์ทอัพและนักพัฒนารายย่อยทั่วโลกก็อาจเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ขั้นสูงมากขึ้น อุตสาหกรรม AI อาจเคลื่อนไปสู่โมเดลแบบปิดมากขึ้น โดยเหลือบริษัทขนาดเล็ก เช่น Mistral ในยุโรป เป็นตัวแทนฝั่งโอเพ่นซอร์ส
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนี้ Meta กำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ซึ่งอาจกำหนดทิศทางการแข่งขัน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางไซเบอร์ของโลกในยุค AI อย่างมีนัยสำคัญ
แหล่งอ้างอิง : TechCrunch , Reuters











