สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 93.27 ขยายตัวร้อยละ 2.52 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยมีแรงหนุนจากการผลิตยานยนต์ ขยายตัวต่อเนื่องการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ยังเติบโตรวมถึงมาตรการภาครัฐช่วยพยุงกำลังซื้อส่งผลให้ภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมทั้งปี 2568 อยู่ที่ระดับ 95.81 หดตัวร้อยละ 0.78 พร้อมแนะผู้ประกอบการเตรียมรับมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมจริงตั้งแต่ปี 2569 และเร่งยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่ Thai Green Steel (TGS) ตามเป้าหมาย 3 ระยะเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและรองรับกติกาการค้าสีเขียว
นายศุภกิจบุญศิริผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 93.27 ขยายตัวร้อยละ 2.52 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 57.60 เนื่องจากการผลิตยานยนต์ขยายตัวต่อเนื่อง ผู้ประกอบการต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยในอัตรา 1.5 เท่าของยอดรถยนต์ไฟฟ้านำเข้ามาจำหน่ายในปีที่ผ่านมา รวมถึงการส่งออกภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ประกอบกับประชาชนมีการเร่งใช้จ่ายโครงการคนละครึ่งพลัสอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีมาตรการสำคัญอื่น เช่น เที่ยวดีมีคืน และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นต้น ส่งผลให้ภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปี 2568 กลับมาหดตัวลดลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.78 อยู่ที่ระดับ 95.81 และอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 58.67
สำหรับปัจจัยที่กดดันภาคอุตสาหกรรมในเดือนธันวาคม 2568 ได้แก่ ค่าเงินบาทแข็งค่าส่งผลให้การแข่งขัน ด้านราคาสินค้าส่งออกได้รับผลกระทบ ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อจากท่าทีแข็งกร้าวของนโยบายระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ในหลายประเด็นได้บั่นทอนบรรยากาศการค้าและการลงทุนโลก ส่งผลให้ภาคธุรกิจชะลอการตัดสินใจลงทุน ประกอบกับความไม่สงบบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาส่งผลต่อการค้าชายแดน โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เป็นต้น รวมถึงการท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เนื้อสุกรและเนื้อปลาแช่แข็ง รองเท้า เครื่องดื่ม เป็นต้น
ด้านระบบการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนมกราคม 2569 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง” โดยปัจจัยภายในประเทศยังต้องเฝ้าระวัง หลังความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อที่ลดลงเนื่องจากความกังวลนโยบายการค้าโลก และค่าเงินบาทแข็งค่า ส่วนการลงทุนภาคเอกชนดีขึ้นจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ด้านปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง โดยภาคการผลิตชะลอตัวในสหภาพยุโรปและอาเซียน ขณะที่ภาคการส่งออกของจีนและออสเตรเลียขยายตัวได้ในเดือนนี้
“มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปได้เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมจริงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ทำให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียม ต้องเร่งปรับตัวและเตรียมความพร้อม อย่างเป็นรูปธรรม สศอ. จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่ “เหล็กสีเขียว” เพื่อให้กระบวนการผลิตสามารถควบคุมการปลดปล่อยมลพิษเป็นไปตามมาตรฐาน และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ พร้อมกำหนดเป้าหมาย ความเข้มข้นการปล่อยคาร์บอนสำหรับ Thai Green Steel (TGS) เป็น 3 ระยะ โดยเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และรองรับกติกาการค้าสีเขียวที่เข้มข้นขึ้นในตลาดโลก” นายศุภกิจกล่าว
สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนธันวาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนได้แก่
น้ำมันปาล์มขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 45.64 จากผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มดิบ และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากปริมาณฝนและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย
ยานยนต์ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 5.02 จากรถยนต์นั่งขนาดมากกว่า 1,800 ซีซี รถยนต์นั่งไฟฟ้า รถยนต์นั่งไฮบริดขนาดมากกว่า 1,800 ซีซี และรถปิคอัพ เป็นหลัก จากฐานต่ำในปีก่อนที่ผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราว และมีการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ทันก่อนมาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง
ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 10.52 จากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ, IC และ PCBA เป็นหลัก ตามคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตต่อเนื่องของตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลก
สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนธันวาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนได้แก่
น้ำตาลหดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 17.71 จากน้ำตาลทรายดิบ เป็นหลัก ตามปริมาณอ้อย เข้าหีบที่ลดลงจากปีก่อน และสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชาส่งผลกระทบต่อการตัดอ้อย ทำให้โรงงานต้องหยุด การผลิตชั่วคราว รวมทั้งผู้ผลิตมีการปรับแผนรับอ้อยเข้าสู่โรงงานในช่วงปลายปี
เครื่องจักรอื่นๆที่ใช้งานทั่วไปหดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 14.27 ตามการชะลอตัวของตลาดในประเทศและต่างประเทศ จากเศรษฐกิจชะลอตัวและผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง ส่งผลให้ตัวแทนจำหน่ายปรับลดคำสั่งซื้อเนื่องจากมีสินค้าในสต๊อกจำนวนมาก ประกอบกับมีคำสั่งซื้อสินค้า BTU สูงเพิ่มขึ้น
กาแฟชาและสมุนไพรผงสำหรับชงเป็นเครื่องดื่มหดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 85.89 จากกาแฟสำเร็จรูป เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่หยุดผลิตต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568












