สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ส่งสัญญาณเตือนความเสี่ยงการค้าไทย–สหรัฐฯ ในปี 2569 แม้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปตลาดสหรัฐฯ จะขยายตัวโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา แต่แรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ทั้งภาษีเฉพาะสินค้าตามมาตรา 232 และภาษีสินค้าสวมสิทธิ มีแนวโน้มทวีความเข้มข้น และอาจกระทบโครงสร้างการส่งออกไทยอย่างมีนัยสำคัญ
นายศุภณัฎฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ วิเคราะห์ผ่านบทความ “เศรษฐกิจไทยกับเกมภาษีทรัมป์ มีความเสี่ยงใดรอเราอยู่ในปี 2026?” ว่า หลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ในเดือนสิงหาคม 2568 ผลกระทบต่อประเทศคู่ค้ามีความแตกต่างกัน โดยจีนและเยอรมนีเผชิญการส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลง ขณะที่บางประเทศรวมถึงไทยและเวียดนามกลับมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น
ในช่วงเดือนสิงหาคม–พฤศจิกายน 2568 การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูงถึง 29.59% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังได้รับการยกเว้นภาษี และได้อานิสงส์จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center)
ข้อมูลชี้ว่า การส่งออกคอมพิวเตอร์แบบพกพาเติบโตเกือบ 13.8 เท่า ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ขยายตัว 2.4 เท่า และอุปกรณ์เครือข่าย เช่น เราเตอร์และสวิตช์ เติบโต 2 เท่า โดยทั้งสามกลุ่มคิดเป็นสัดส่วนรวมราว 25% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2568
อย่างไรก็ตาม สัญญาณความเสี่ยงเริ่มปรากฏชัด หลังเดือนสิงหาคม 2568 สินค้าส่งออกสำคัญบางรายการเริ่มชะลอตัว แม้ยังได้รับการยกเว้นภาษี เช่น กลุ่มฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่หดตัว 17% และสินค้าเครื่องประดับบางรายการที่หดตัวราว 13%
ขณะเดียวกัน สินค้าบางกลุ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีที่บังคับใช้มาก่อนหน้าแล้ว โดยเฉพาะส่วนประกอบแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดในอัตราสูงถึง 375–972% ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ส่งผลให้การส่งออกลดลงกว่า 60% ในช่วง 7 เดือนแรกของปี และหลังประกาศมาตรการภาษีเพิ่มเติม การส่งออกยังลดลงต่อเนื่องอีกราว 20%
ในทำนองเดียวกัน การส่งออกยางรถยนต์ของไทยไปสหรัฐฯ ซึ่งถูกเรียกเก็บภาษี 25% ภายใต้มาตรการภาษีเฉพาะชิ้นส่วนยานยนต์ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 หดตัวลงถึง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ทีดีอาร์ไอประเมินว่า ความเสี่ยงหลักในระยะถัดไปคือการขยายการใช้มาตรการภาษีเฉพาะสินค้าตามมาตรา 232 ของกฎหมายการขยายการค้าสหรัฐฯ ซึ่งมุ่งคุ้มครองอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ และมักกำหนดอัตราภาษีสูงกว่าที่ไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบันที่ราว 19%
สินค้าที่อาจตกเป็นเป้าหมาย ได้แก่ รถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่พร้อมชิ้นส่วน ซึ่งในปี 2567 ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่าราว 7 พันล้านบาท รวมถึงสินค้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีส่วนประกอบของเหล็กและอะลูมิเนียม ซึ่งอาจถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 50% จากมูลค่าส่งออกรวมกว่า 9.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือมาตรการภาษีสินค้าสวมสิทธิ ซึ่งสหรัฐฯ อาจเรียกเก็บในอัตราสูงถึง 40% โดยไทยและเวียดนามถูกจับตาเป็นเส้นทางผ่านของสินค้าจากจีน แม้ในทางปฏิบัติ สินค้าส่งออกหลักของไทยจำนวนมากจะมีการผลิตและแปรรูปจริงในประเทศ แต่ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับนิยามแหล่งกำเนิดสินค้าที่สหรัฐฯ ใช้ หากกำหนดเกณฑ์มูลค่าเพิ่มในประเทศต่ำกว่า 60% อาจกระทบการส่งออกไทยในวงกว้าง
สำหรับกรอบความตกลงการค้าไทย–สหรัฐฯ ทีดีอาร์ไอประเมินว่า แม้จะช่วยลดภาษีนำเข้าสินค้าบางรายการ แต่ผลบวกต่อการส่งออกโดยรวมยังมีจำกัด เนื่องจากสินค้าที่เข้าข่ายได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมีสัดส่วนไม่ถึง 3% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ขณะที่ไทยอาจต้องเปิดเสรีการค้าและผ่อนคลายมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีในหลายด้าน
.
✦ มุมมองในภาคอุตสาหกรรมของทาง MM Thailand
เกมการค้าของสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์กำลังเปลี่ยนจากการตั้งกำแพงภาษีแบบกว้าง ไปสู่การเจาะจงสินค้ายุทธศาสตร์และการสกัดสินค้าสวมสิทธิอย่างเข้มข้น สำหรับไทย การพึ่งพาการเติบโตของอิเล็กทรอนิกส์เพียงไม่กี่กลุ่มสินค้าอาจไม่เพียงพอในระยะยาว ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งเจรจาเชิงรุก ลดความเสี่ยงด้านกฎถิ่นกำเนิดสินค้า พร้อมใช้แรงกดดันจากการค้าเป็นโอกาสปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกระดับมูลค่าเพิ่มในประเทศ และเสริมความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย เพื่อรับมือกับเกมภาษีที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในปี 2569
ที่มาข่าว : ฐานเศรษฐกิจ










