สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้านทั้งในและต่างประเทศ โดยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. เปิดเผยผลการประเมินของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.6-2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2.0% ส่งผลโดยตรงต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ
ภาคอุตสาหกรรมการผลิตยังเผชิญแรงกดดันสูง สะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ระบุว่า หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ซึ่งต่ำกว่าระดับปกติที่ควรอยู่ราว 70-80% สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของภาคการผลิตไทย
ปัจจัยซ้ำเติมสำคัญมาจากการลักลอบนำเข้าสินค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า และการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หลายรายจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตหรือปรับโมเดลธุรกิจเพื่อความอยู่รอด ด้านผู้ประกอบการ SMEs ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และต้นทุนทางการเงิน ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนระดับสูงฉุดรั้งการฟื้นตัวของกำลังซื้อ ทำให้รายได้ SMEs ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่
ภาคการส่งออกในปี 2569 มีแนวโน้มเผชิญแรงเสียดทานเพิ่มขึ้น โดย กกร. คาดว่าอาจหดตัวในช่วง -1.5 ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า มาตรการกีดกันทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจกระทบมูลค่าการค้าชายแดนกว่า 140,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน โครงสร้างการส่งออกของไทยที่ยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าและผันผวน รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า เช่น CBAM และ EUDR ล้วนเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร
อย่างไรก็ตาม ปี 2569 ยังมีสัญญาณบวกจากการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่มีมูลค่ากว่า 1.3 ล้านล้านบาท จากมากกว่า 2,600 โครงการ โดยเป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศถึง 9.8 แสนล้านบาท แสดงถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพประเทศไทยในระยะยาว
ประธาน ส.อ.ท. ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand ยกระดับภาคการผลิตจากการรับจ้างผลิตไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่การผลักดันเทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งสนับสนุน R&D การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนา SMEs การจัดซื้อจัดจ้างสินค้า Made in Thailand ให้ได้อย่างน้อย 30% และบังคับใช้มาตรการทางการค้าอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ ปราบปรามคอร์รัปชัน ผลักดัน BCG Model และอุตสาหกรรมชีวภาพเป้าหมาย 8 กลุ่ม ตั้งแต่ไบโอพลาสติก เชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีชีวภาพ ไปจนถึงอาหารฟังก์ชัน เครื่องสำอาง และปุ๋ยชีวภาพ รวมถึงเร่งเจรจา FTA กระจายตลาดส่งออก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับการบริหารจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติ
✦ มุมมองในภาคอุตสาหกรรมของทาง MM Thailand
ปี 2569 สะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางภาวะ Perfect Storm จากเศรษฐกิจโลก การค้า และโครงสร้างภายในประเทศ โมเดล CRS ที่ ส.อ.ท. เสนอจึงไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนโยบาย แต่เป็นกรอบยุทธศาสตร์ที่ผู้ประกอบการต้องนำไปใช้จริง ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน สร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน หากไทยสามารถผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน และแรงงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ความเปราะบางในวันนี้อาจกลายเป็นโอกาสยกระดับอุตสาหกรรมในระยะยาว
ที่มาข่าว : สำนักข่าวอินโฟเควสท์









