ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังขยายตัว แต่ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากเกมการค้าโลกที่เปลี่ยนรูปแบบอย่างรวดเร็ว จากการแข่งขันด้านคุณภาพ สู่สงครามราคา ต้นทุน และความเร็วในการผลิต ขณะที่มาตรการกีดกันทางการค้าใหม่ ๆ ถูกบังคับใช้อย่างเข้มข้นและรวดเร็วขึ้น
ประเด็นดังกล่าวถูกสะท้อนอย่างชัดเจนในเวที Mission to Win for The Game Changer ซึ่งจัดโดย กรมการค้าต่างประเทศ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ภายใต้หัวข้อยุทธศาสตร์การค้าไทยในวันที่โลกเปลี่ยนเกม เพื่อถอดบทเรียนและหาทางรอดให้เศรษฐกิจไทยในสมรภูมิการค้าโลก
❯ โลกแข่งเดือด ไทยถูกบีบสองด้าน
อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ชี้ว่า เศรษฐกิจโลกยังเติบโต แต่เป็นการเติบโตที่กระจุกตัวและชะลอลง ขณะที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก สะท้อนขีดความสามารถการแข่งขันที่เริ่มถดถอย ท่ามกลางอุปสงค์โลกที่โตช้า แต่กำลังการผลิตจากประเทศผู้ผลิตหลักล้นตลาด
การแข่งขันจึงเปลี่ยนจากการขายคุณภาพ มาเป็นการแข่งขันด้านราคาและประสิทธิภาพ ผู้ที่ได้เปรียบคือประเทศที่มีต้นทุนต่ำ เทคโนโลยีสูง และรัฐสนับสนุนหนัก โดยเฉพาะจีนที่อุดหนุนภาคอุตสาหกรรมสูงถึง 4.4% ของ GDP ในปี 2025 ส่งผลให้ไทยถูกขนาบทั้งจากสินค้าราคาถูกและมาตรการทางการค้าที่เข้มงวด
ในขณะเดียวกัน กติกาโลกใหม่ เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป, EUDR ที่เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม และ UFLPA ของสหรัฐฯ ที่ตรวจสอบแรงงานและซัพพลายเชนอย่างละเอียด กำลังบังคับให้ผู้ประกอบการไทยต้องลงทุนเพิ่มทั้งด้านเทคโนโลยีสีเขียว ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการบริหารจัดการแรงงาน
❯ ส่งออกโต แต่โครงสร้างยังเปราะ
ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย มองว่า เศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไทยเติบโตต่ำกว่าเวียดนามเกือบ 2 เท่า และต่ำกว่าสิงคโปร์หลายเท่า
แม้ปี 2568 การส่งออกและสินค้าเกษตรจะขยายตัวดี หนุนให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นราว 7% และปี 2569 มีโอกาสที่การส่งออกจะโตเกิน 5% แต่หากไม่เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ทั้งการแก้คอร์รัปชัน ลดอุปสรรคทางการค้า และดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท โอกาสเหล่านี้อาจไม่ยั่งยืน
❯ จีนผลิตล้นโลก ไทยต้องหาจุดยืนใหม่
ด้านกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า จีนสามารถผลิตสินค้าได้แทบทุกประเภทในราคาที่แข่งขันยาก ส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อพบว่าส่งออกไทยโต แต่ดัชนีการผลิตในประเทศกลับลดลง สะท้อนปัญหาสินค้าสวมสิทธิและการไหลทะลักของสินค้าต่างชาติ
ทางออกของไทยไม่ใช่การแข่งราคา แต่คือการหาสินค้าที่จีนยังไม่ถนัด การแปรรูปสินค้าเกษตร การพัฒนาสินค้า GREEN การขยายตลาดใหม่ เช่น แอฟริกาและอินเดีย รวมถึงการเร่งปฏิรูปกฎหมายล้าสมัยและลดคอร์รัปชัน เพื่อกดต้นทุนและเพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจ
❯ เศรษฐกิจโลกไปได้ แต่ไทยโตช้า
ขณะที่พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย จากกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจโลกยังพอไปได้ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่เติบโตจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI แต่ความเสี่ยงยังสูง ทั้งหนี้สาธารณะ ดอกเบี้ย และภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับไทย แม้การส่งออกบางเดือนโตระดับสองหลัก แต่ผลต่อเศรษฐกิจในประเทศยังจำกัด การผลิตภาคอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้นชัดเจน และเศรษฐกิจปี 2569 มีแนวโน้มโตเพียง 1.6–1.8% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 4–5 ปัจจัยเสี่ยงหลักยังอยู่ที่การท่องเที่ยว ความสามารถแข่งขันอุตสาหกรรม และความตึงตัวของสินเชื่อ










