เมื่อวันที่ 3 มีนาคม มีรายงานว่า พลตรีซาร์ดาร์ อิบราฮิม จาบารี ที่ปรึกษาอาวุโสของผู้บัญชาการสูงสุด กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (Iran’s Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) ได้ประกาศคำเตือนที่รุนแรงที่สุดว่า ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ถูกปิดแล้ว ซึ่งการปิดช่องแคบดังกล่าวอาจส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านกลไกราคาพลังงาน โลจิสติกส์ และเสถียรภาพเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งจะทวีความสำคัญมากขึ้นเมื่อไทยยังคงเป็นผู้นำเข้าเชื้อเพลิงและวัตถุดิบจำนวนมากจากต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง
(บทความนี้จัดทำโดยใช้ข้อมูลตั้งแต่ช่วงวันที่ 9 มีนาคม 2569)
ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) สำคัญอย่างไร
ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นทางเดินเรือทางทะเลที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านกับโอมาน และเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก โดยเฉพาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจาก
ประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง จากข้อมูลของ U.S. Energy Information Administration (EIA) พบว่าในปี 2024 มีปริมาณน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมากกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน เคลื่อนผ่านช่องแคบนี้ ซึ่งคิดเป็นราวร้อยละ 20 ของปริมาณการบริโภคปิโตรเลียมเหลวทั่วโลก หรือประมาณหนึ่งในห้า (ภาพที่ 1) นอกจากนี้ ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นเส้นทางหลักสำหรับการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) จากผู้ผลิตรายสำคัญอย่างกาตาร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 – 25 ของการค้าก๊าซธรรมชาติเหลวทั่วโลก

ภาพที่ 1 ปริมาณน้ำดิบ คอนเดนเสท และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่เคลื่อนผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในปี 2020 – 2025 (ไตรมาสที่ 1)
ความสำคัญเชิงภูมิศาสตร์ของช่องแคบนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่ปริมาณพลังงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการที่ไม่มีเส้นทางทางเลือกทางทะเลที่สามารถทดแทนปริมาณนี้ได้อย่างแท้จริงในระยะสั้น ซึ่งทำให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดคอขวดทางพลังงาน (Energy Chokepoint) ที่มีผลต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกและเศรษฐกิจโดยรวม เมื่อมีการปิดกั้นหรือความขัดแย้งในพื้นที่นี้ ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและก๊าซ รวมถึงต้นทุนโลจิสติกส์จึงสะเทือนตลาดทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ของพลังงานที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะมุ่งหน้าไปยังตลาดเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่ต้องการพลังงานสูง เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งทำให้ภูมิภาคนี้มีบทบาทสำคัญต่อระบบพลังงานของเศรษฐกิจใหญ่ของโลก ดังนั้น ช่องแคบฮอร์มุซ จึงไม่ใช่แค่เส้นทางเดินเรือเพียงเท่านั้น หากแต่ยังเป็นหัวใจของระบบพลังงานโลกและห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศขนาดใหญ่
ในเชิงตัวเลขประมาณการ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้คาดการณ์ว่า หากสถานการณ์ดังกล่าวยังคงยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอาจสูงถึง 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยเป็นระดับที่สูงกว่าราคาปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสร้างแรงกดดันต่ออุปสงค์สินค้าทั่วโลกและจะกลายเป็นจุดชนวนเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับการเกิดภาวะเงินเฟ้อในเวลาเดียวกัน
โครงสร้างการค้าระหว่างไทยกับภูมิภาคตะวันออกกลาง
เมื่อพิจารณาโครงสร้างการค้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างไทยกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ภาพที่ 2) จะเห็นว่า ในช่วงปี 2021 – 2025 การส่งออกสินค้าดังกล่าวของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง มีแนวโน้มขยายตัวโดยรวม จาก 51,633 ล้านบาทในปี 2021 เป็น 63,984 ล้านบาทในปี 2025 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) อยู่ที่ร้อยละ 5.51 ต่อปี แม้จะมีความผันผวนบางช่วงก็ตาม ขณะที่ การนำเข้ามีแนวโน้มลดลงจาก 5,407 ล้านบาท เหลือ 4,413 ล้านบาท หรือหดตัวเฉลี่ย (CAGR) ร้อยละ 4.95 ต่อปี ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้ากับภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มเกินดุลเพิ่มขึ้น สะท้อนบทบาทของตลาดในฐานะตลาดส่งออกสำคัญของไทยในช่วงเวลาดังกล่าว

ภาพที่ 2 ภาพรวมการค้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างไทยกับภูมิภาคตะวันออกกลาง ปี 2021 – 2025

ภาพที่ 3 ภาพรวมการนำเข้า-ส่งออก สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างไทยกับภูมิภาคตะวันออกกลาง
ในด้านการนำเข้า สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์หลักที่ไทยนำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลางในปี 2025 (ภาพที่ 3) ได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1,127 ล้านบาท (ร้อยละ 25.5) รองลงมาเป็นเครื่องอุปกรณ์สำหรับการส่งหรือการรับเสียง ภาพ หรือข้อมูลอื่น ๆ และอุปกรณ์สำหรับสื่อสารในระบบเครื่อข่ายทางสาย ไร้สาย 566 ล้านบาท (ร้อยละ 12.8) และวงจรรวม 520 ล้านบาท (ร้อยละ 11.8) สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของภูมิภาคดังกล่าวกับห่วงโซ่อุปทานสินค้าเทคโนโลยีของไทย ขณะที่ ประเทศคู่ค้าหลักด้านการนำเข้า ได้แก่ อิสราเอล 2,968 ล้านบาท (ร้อยละ 67.3) ตุรกี 903 ล้านบาท (ร้อยละ 20.5) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 453 ล้านบาท (ร้อยละ 10.3)
ด้านการส่งออก สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์สำคัญที่ไทยส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง (ภาพที่ 4) ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ 17,448 ล้านบาท (ร้อยละ 27.3) ตู้เย็น 6,908 ล้านบาท (ร้อยละ 10.8) และโทรศัพท์และอุปกรณ์ 6,680 ล้านบาท (ร้อยละ 10.4) แสดงถึงศักยภาพของไทยในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูป โดยประเทศปลายทางหลัก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 31,314 ล้านบาท (ร้อยละ 48.9) ตุรกี 12,712 ล้านบาท (ร้อยละ 19.9) และซาอุดีอาระเบีย 7,257 ล้านบาท (ร้อยละ 11.3)
โดยสรุป โครงสร้างการค้าชี้ให้เห็นว่า ไทยมีบทบาทเป็นผู้ส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูปไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันก็พึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนและอุปกรณ์เทคโนโลยีบางประเภทจากประเทศในภูมิภาคดังกล่าว สะท้อนลักษณะความเชื่อมโยงเชิงห่วงโซ่อุปทานที่มีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมไทย
เมื่อพิจารณาโครงสร้างการค้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างไทยกับอิหร่านในปี 2025 พบว่า มูลค่าการค้ารวมอยู่ในระดับค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับภาพรวมการค้าระหว่างไทยกับภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยไทยมีมูลค่านำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากอิหร่านเพียง 0.19 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักรและเครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ มูลค่า 0.13 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 69 ของการนำเข้าทั้งหมด
ในด้านการส่งออก ไทยมีมูลค่าส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังอิหร่าน 279 ล้านบาท โดยเกือบทั้งหมดเป็นหม้อสะสมไฟฟ้า มูลค่า 245.46 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 88 ของการส่งออกไปยังอิหร่าน
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ไทยจะมีสถานะเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับอิหร่านในกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์แต่ระดับมูลค่าการค้าระหว่างกันยังอยู่ในระดับไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าอื่นในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย
ด้านต้นทุนพลังงาน
จากข้อมูลของ U.S. Energy Information Administration (EIA) (ภาพที่ 5) พบว่า แนวโน้มอุปทานน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติของโลกในช่วงที่ผ่านมา ยังคงอยู่ในระดับสูงและมากกว่าอุปสงค์ในเกือบทุกช่วงเวลา แม้ความต้องการพลังงานจะเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลกยังคงยืดเยื้อ อาจทำให้การขนส่งพลังงานบางส่วนหยุดชะงักและเพิ่มแรงกดดันต่อราคาพลังงานในตลาดโลกมากขึ้น

ภาพที่ 4 อุปทานและอุปสงค์น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติของโลก
จากสถานการณ์ดังกล่าว ไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิย่อมเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนผ่านกลไกราคาเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมที่ปรับเพิ่มขึ้นโดยตรง อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีลักษณะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง ทั้งในกระบวนการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรพิมพ์ และการประกอบขั้นสุดท้าย ซึ่งจะได้รับผลกระทบผ่านต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายใต้โครงสร้างการแข่งขันที่เน้นความได้เปรียบด้านราคา การเพิ่มขึ้นของค่าไฟฟ้าและต้นทุนพลังงานทางอ้อมย่อมกดดันอัตรากำไรขั้นต้นและลดความสามารถการแข่งขันของผู้ผลิตไทยในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ในอีกมิติหนึ่ง ความผันผวนดังกล่าวอาจเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) มากขึ้น เนื่องจากต้นทุนน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นทำให้การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้นในระยะยาว เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นโอกาสเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด รวมถึงอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนสำหรับระบบพลังงานหมุนเวียน เช่น แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ และระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่และปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาพลังงานของโลกในระยะยาว
ด้านราคาวัตถุดิบและโครงสร้างต้นทุนการผลิต
ในเชิงโครงสร้าง การปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ส่งผลต่อต้นทุนระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนการเงิน และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่กำหนดทิศทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในระยะยาว หากต้นทุนพลังงานและต้นทุนดำเนินธุรกิจของไทยอยู่ในระดับสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ไทยอาจสูญเสียความสามารถในการรักษาความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) และความน่าดึงดูดในการเป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การปิดช่องแคบดังกล่าวจึงสะท้อนถึงความจำเป็นเชิงนโยบายในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน การยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน
ด้านความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
การปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกย่อมส่งผ่านไปยังราคาผลิตภัณฑ์ปิโตร-เคมี ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นพลาสติกวิศวกรรม เรซินสำหรับแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ตลอดจนสารเคลือบต่าง ๆ การเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบดังกล่าวส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการไทยเผชิญแรงกดดันในลักษณะ Cost – Push Inflation อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายใต้บริบทการแข่งขันในตลาดโลกที่อ่อนไหวต่อราคา ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้ซื้อปลายทางมักมีข้อจำกัด หากไม่สามารถผลักภาระต้นทุนได้เต็มที่ อัตรากำไรจะถูกบีบตัวและส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน การขยายกำลังการผลิต ตลอดจนแผนการพัฒนาเทคโนโลยีในระยะถัดไป นอกจากนี้ ในส่วนของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่จำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมง ความผันผวนหรือการหยุดชะงักของระบบไฟฟ้าไม่เพียงเพิ่มต้นทุนการดำเนินงาน แต่ยังอาจทำให้กระบวนการผลิตหยุดชะงัก สินค้าระหว่างกระบวนการเสียหาย และอุปกรณ์ที่มีมูลค่าสูงได้รับความเสียหาย ซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงกว่าต้นทุนพลังงานโดยตรง
ด้านโลจิสติกส์และความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน
แม้ไทยจะไม่ได้ตั้งอยู่ในเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยตรง แต่การปิดหรือหยุดชะงักของเส้นทางดังกล่าวย่อมส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น ทั้งในรูปของค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยที่สะท้อนความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนขั้นกลางจากประเทศคู่ค้าหลักในเอเชียตะวันออกภายใต้โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานแบบกระจายตัว (Fragmented Supply Chains) อาจต้องเผชิญความล่าช้าในการขนส่งและความไม่แน่นอนของระยะเวลาส่งมอบ (Lead Time) ที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงดังกล่าวกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพของระบบการผลิตแบบ Just in Time ซึ่งอาศัยการบริหารสินค้าคงคลังในระดับต่ำเพื่อควบคุมต้นทุน เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเพิ่มระดับสินค้าคงคลังเพื่อบริหารความเสี่ยง ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าคงคลัง (Inventory Cost) สูงขึ้นและลดประสิทธิภาพเชิงต้นทุนโดยรวมของภาคการผลิต
นอกจากนี้ ผู้ให้บริการขนส่งทางทะเลบางรายได้เริ่มปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเพื่อสะท้อนความเสี่ยงดังกล่าว ตัวอย่างเช่น บริษัท CMA CGM ได้ประกาศเรียกเก็บค่าธรรมเนียมกรณีเกิดความขัดแย้งฉุกเฉิน (Emergency Conflict Surcharge: ECS) ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2026 สำหรับเรือขนส่งสินค้าทุกประเภทที่มีต้นทางหรือปลายทางจากหรือไปยังประเทศอิรัก บาห์เรน คูเวต เยเมน กาตาร์ โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย จอร์แดน อียิปต์ (ท่าเรือ Ein El Sokhna) จิบูตี ซูดาน และเอริเทรีย โดยมีอัตราสูงสุดถึง 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้คอนเทนเนอร์สำหรับตู้คอนเทนเนอร์แบบควบคุมอุณหภูมิหรือประเภทพิเศษ มาตรการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถส่งผ่านแรงกดดันด้านต้นทุนเข้าสู่ระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศได้โดยตรง และยิ่งเพิ่มภาระต่ออุตสาหกรรมที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

การรับมือของภาครัฐในปัจจุบัน
สำหรับไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกย่อมส่งผ่านมายังโครงสร้างราคาภายในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงต้นเดือนมีนาคม สะท้อนแรงกดดันด้านอุปทานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อและความเสี่ยงด้านอุปทานยังไม่คลี่คลาย
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลไทยได้เร่งดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมผลกระทบด้านราคาและรักษาเสถียรภาพพลังงาน โดยกระทรวงพลังงานได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์พลังงานฉุกเฉินและเตรียมใช้กลไกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศ และนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 29.94 บาทต่อลิตรเป็นระยะเวลา 15 วัน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 เพื่อช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนและภาคธุรกิจที่ต้องพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงที่ตลาดโลกยังมีความผันผวนสูง
ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานมีการยืนยันว่า ไทยยังมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันเพียงพอรองรับความต้องการภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 60 – 61 วัน (นับจากวันที่ 1 มีนาคม 2569) โดยปริมาณสำรองดังกล่าวรวมทั้งที่อยู่ในคลังสำรองในประเทศและกำลังเดินทางมาถึงไทย ทำให้ยังไม่จำเป็นต้องเกิดการตื่นตระหนกหรือการกักตุนเชื้อเพลิงของประชาชน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาศักยภาพด้านพลังงานทั้งหมดของประเทศ ทั้งปริมาณน้ำมันสำรอง ศักยภาพการกลั่น และปริมาณพลังงานที่อยู่ระหว่างการจัดหา การประเมินของภาครัฐระบุว่า ไทยอาจสามารถรองรับความต้องการพลังงานได้ในระดับใกล้เคียงประมาณ
95 วัน ทั้งนี้ หากสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อและแรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกยังคงอยู่ต่อเนื่อง ภาระด้านต้นทุนพลังงานอาจสะสมและส่งผ่านเข้าสู่ค่าไฟฟ้า ต้นทุนการขนส่ง และราคาสินค้าใน
วงกว้าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์สร้างผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนของเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติราคาพลังงานและเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้นอย่างอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

ภาพที่ 6 สรุปผลกระทบและมาตรการระยะสั้นของภาครัฐ
มาตรการรองรับสำหรับอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย
จากการประเมินผลกระทบทั้งด้านต้นทุนพลังงาน ราคาวัตถุดิบ โลจิสติกส์ และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว จะเห็นได้ว่าสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซมิได้เป็นเพียงแรงกระแทกชั่วคราวต่อราคาน้ำมัน หากแต่สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมไทยต่อความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และตลาดพลังงานโลก อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการส่งออก การจ้างงาน และการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบและมีลำดับขั้น เพื่อป้องกันผลกระทบระยะสั้นควบคู่กับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นและยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว
ดังนั้น มาตรการรองรับควรถูกออกแบบเป็นกรอบนโยบายตามระยะเวลา ได้แก่ ระยะสั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพและบรรเทาผลกระทบฉับพลัน ระยะกลางเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของโครงสร้างการผลิต และระยะยาวเพื่อปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่ความสามารถแข่งขันที่ยั่งยืน
มาตรการระยะสั้น: การรักษาเสถียรภาพและบรรเทาผลฉับพลัน
ในระยะสั้น ภาครัฐควรมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพต้นทุนการผลิตและป้องกันการหยุดชะงักของกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มาตรการสำคัญควรประกอบด้วยการออกแบบกลไกบรรเทาผลกระทบค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวนรุนแรง โดยกำหนดกรอบเวลาและเงื่อนไขที่ชัดเจนเพื่อลดภาระต้นทุนชั่วคราวโดยไม่บิดเบือนสัญญาณราคาในระยะยาว ควบคู่กับการจัดเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนโลจิสติกส์และวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการสนับสนุนเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อลดแรงกดดันทางการเงินในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
มาตรการระยะกลาง: การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของโครงสร้างอุตสาหกรรม
ในระยะกลาง นโยบายควรมุ่งเน้นการลดความเปราะบางเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมต่อความผันผวนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ โดยการส่งเสริมการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนในระดับโรงงานและนิคมอุตสาหกรรม เช่น การเปิดโอกาสให้มีการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียน และการสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงาน ตลอดจนระบบกักเก็บพลังงานเพื่อเพิ่มเสถียรภาพและลดความผันผวนของต้นทุนไฟฟ้าในระยะยาว
นอกจากนี้ ควรสนับสนุนการกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบและคู่ค้าในระดับภูมิภาค เพื่อเพิ่มความหลากหลายและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางขนส่งหรือประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป มาตรการระยะกลางดังกล่าวจะช่วยยกระดับความสามารถในการบริหารความเสี่ยงของภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มความมั่นคงของระบบการผลิตโดยรวม
มาตรการระยะยาว: การปรับโครงสร้างสู่ความสามารถแข่งขันที่ยั่งยืน
ในระยะยาว ภาครัฐควรใช้วิกฤตด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นโอกาสในการเร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและใช้พลังงานต่อหน่วยต่ำ โดยลดการพึ่งพาการประกอบขั้นปลายที่แข่งขันด้านราคาอย่างเข้มข้น และส่งเสริมกิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่มีความต้องการเสถียรภาพด้านพลังงานสูงแต่ให้มูลค่าเพิ่มมากกว่า ในขณะเดียวกัน ควรลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดและระบบไฟฟ้าที่มีความมั่นคงสูง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ เช่น อุตสาหกรรม
เซมิคอนดักเตอร์ การเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระดับประเทศจะเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและความน่าดึงดูดในการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในระยะยาว

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบสำคัญต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย ผ่านกลไกราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการเสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และการจัดการความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งจะทำให้สามารถรับมือกับความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในบริบทเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงได้
บทความโดย: สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์









