fbpx
Saturday, January 23Modern Manufacturing

สศอ. เผย โควิด-19 กระทบ MPI เม.ย. หดตัวร้อยละ 17.21

สศอ. เผยผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ MPI เดือนเมษายน 2563 หดตัวร้อยละ 17.21  เป็นไปตามสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัวและโรงงานอุตสาหกรรมบางส่วนมีการหยุดการผลิตชั่วคราว

นายอิทธิชัย ยศศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนเมษายน 2563 หดตัวลงเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 17.21 โดยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวและโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งต้องหยุดการผลิตชั่วคราว เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ในเดือนเมษายนมีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ร้อยละ 12.64 เป็นต้น ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตโดยรวมเดือนเมษายนอยู่ที่ร้อยละ 51.87

อย่างไรก็ตาม จากการแก้ไขปัญหาด้านการขนส่งสินค้าทั้งในและระหว่างประเทศให้สามารถส่งสินค้าได้ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้นในบางอุตสาหกรรมที่สามารถตอบสนองต่อผู้บริโภคได้ เช่น อุตสาหกรรมอาหารที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของ   ปีก่อนร้อยละ 0.5 กลับขึ้นมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 9 เดือน โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปและอาหารสัตว์ที่ได้รับคำสั่งซื้อจากประเทศจีนและสหรัฐฯ โดยถ้าหักอุตสาหกรรมน้ำตาลซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและหดตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ร้อยละ 36.0 จะส่งผลให้อุตสาหกรรมอาหารโดยรวมขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 7.2 เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมยาที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 38.52 นับเป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับ 2 หลักติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3

อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนี MPI เดือนเมษายน 2563 ได้แก่ รถยนต์และเครื่องยนต์ น้ำมันปิโตรเลียม และเบียร์ ที่ได้รับผลกระทบการมาตรการเพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้โรงงานต้องหยุดสายการผลิต ประชาชนต้องหยุดการระบาดด้วยการอยู่บ้าน ลดการเดินทาง และการถูกสั่งห้ามการจำหน่ายสุรา ในขณะที่อุตสาหกรรมหลักที่ยังคงขยายตัวดีในเดือนเมษายน ได้แก่







    ผลิตภัณฑ์คอนกรีตและปูนซีเมนต์ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 23.47 จากผลิตภัณฑ์พื้นสำเร็จรูปและคอนกรัดผสมเสร็จ ที่มีตามความต้องการใช้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากโครงการก่อสร้างของรัฐบาล รวมถึงจำนวนวันทำงานที่มากกว่าปีก่อนจากการประกาศเลื่อนวันหยุดสงกรานต์

    เภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรค ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 38.52 จากผลิตภัณฑ์เกือบทุกรายการ เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นและผู้ประกอบการบางรายได้สร้างอาคารเก็บยาเพิ่มเพื่อขยายความสามารถในการสต๊อคล่วงหน้า ยกเว้นยาผงที่พบปัญหาขาดวัตถุดิบที่ต้องนำเข้า

    ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 10.46 ได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากตลาดโลก โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ประเภทวงจรอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำที่ใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์และอุปกรณ์ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ รวมถึงจำนวนวันทำงานที่เพิ่มขึ้น

    อาหารทะเลกระป๋อง ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 34.72 โดยสถานการณ์โควิด-19 ได้ส่งผลให้เกิดความต้องการอาหารที่เก็บไว้ได้นานเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    อาหารสัตว์สำเร็จรูป ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 9.18 จากผลิตภัณฑ์เกือบทุกรายการยกเว้นอาหารกุ้ง เนื่องจากจำนวนวันทำงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการอาหารสัตว์เพื่อเลี้ยงสัตว์ที่มีการเติบโตขึ้นต่อเนื่อง

    สถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ต้องจับตาดูใน 3 ปัจจัยหลัก คือ การปลดล็อคทางเศรษฐกิจว่าจะสามารถกลับมาดำเนินการเต็มที่ได้เมื่อไหร่ การควบคุมโรคของประเทศคู่ค้า และรายได้และการออมที่จะกลับมาฟื้นตัวเร็วแค่ไหน โดยในเดือนพฤษภาคมประเทศไทยมีการควบคุมการระบาดได้ดี ส่งผลให้รัฐบาลเริ่มมาตรการปลดล็อคกิจกรรมและกิจการบางประเภทให้สามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนเริ่มกลับมาดำเนินการ ส่งผลต่อเศรษฐกิจภาพรวมและในภาคอุตสาหกรรมอย่างไรก็ตามผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับแผนการผลิตให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภคในสภาวะชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Nichaphan W.