คลื่นเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทยที่กำลังโหมแรงอยู่นั้น เป็นหนึ่งในสัญญาณแห่งอนาคตที่น่าจับตามองของเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ ไม่ว่าจะภาครัฐบาล ภาคเอกชน ภาคการศึกษาต่างตื่นตัวและพร้อมส่งแรงขับเคลื่อนกันพร้อมหน้า แต่ก่อนที่จะออกสตาร์ทไปไกล MMThailand ชวนทุกท่านมาสำรวจกฎหมายและมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศชั้นนำเพื่อดูแนวทางการแข่งขันที่จะต้องเผชิญหน้ากันเสียก่อน
ด้วยมูลค่าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์นั้นเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงที่สุด ทำให้นานาประเทศต่างแย่งชิงตำแหน่งสำคัญในอุตสาหกรรม แม้กระทั่งในอาเซียนเองก็มีแผนยุทธศาสตร์ด้านเซมิคอนดักเตอร์เกิดขึ้นหลากหลายประเทศ ทั้ง Fab และ Fabless ที่มาพร้อมกฎหมายสนับสนุน ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุนที่น่าดึงดูดใจ แต่วันนี้จะขอพาไปรู้จักกับกฎหมายสนับสนุนเซมิคอนดักเตอร์จากเหล่าผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมกันครับ
สหรัฐอเมริกา
กฎหมายและมาตรการสนับสนุน: CHIPS & Science Act & 100-Day Supply Chain Review
เป้าหมาย: สร้างความยืดหยุ่น (Resiliency) ในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ โดยมีเงินสนับสนุน 39,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับการผลิต
จีน
กฎหมายและมาตรการสนับสนุน: National IC Outline & 14th Five Year Plan
เป้าหมาย: พึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์ที่ผลิตเองให้ได้ 70% ภายในปี 2025 โดยมีกองทุนสนับสนุน 142,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
สหภาพยุโรป
กฎหมายและมาตรการสนับสนุน: Digital Compass 2030
เป้าหมาย: มีส่วนแบ่งตลาดโลก 20% ภายในปี 2030 โดยมีเงินสนับสนุน 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใต้ EU Chips Act
ญี่ปุ่น
กฎหมายและมาตรการสนับสนุน: Strategy for Semiconductor & Digital Industry
เป้าหมาย: มีรายได้ 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2030 โดยมีเงินสนับสนุน 17,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เกาหลีใต้
กฎหมายและมาตรการสนับสนุน: K-Belt Semiconductor Strategy
เป้าหมาย: รักษาฐานชิป Logic, เสริมความเป็นผู้นำ Fab โดยมีสิทธิประโยชน์ด้านภาษีสนับสนุน 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใต้ K-Chips Act
ไต้หวัน
กฎหมายและมาตรการสนับสนุน: Angstrom Semiconductor Initiative & Moonshot Program
เป้าหมาย: ผลิตชิปขนาด 1 นาโนเมตรภายในปี 2030 โดยมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีสนับสนุน 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ข้อมูลดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ผ่านงานเสวนา NEPCON Forum โดย BOI ที่สะท้อนให้เห็นการทำการบ้านของภาครัฐในการมองทิศทางการแข่งขันของตลาดที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้เล่นรายใหญ่ ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงเม็ดเงินมูลค่ามหาศาลในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานของเหล่าประเทศที่ต้องการขึ้นนำ
จากตัวเลขการสนับสนุนจะเห็นได้ว่าไต้หวันซึ่งมีเทคโนโลยีที่พร้อมในการผลิตอยู่แล้วมีมูลค่าที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยอาจเป็นเพราะมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมอยู่แล้ว เม็ดเงินที่เติมลงไปจึงมีแนวโน้มที่จะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้เสียมากกว่า ในขณะที่จีนนั้นก็ชัดเจนว่าต้องการพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด และต้องการขยายซัพพลายเชนอย่างรวดเร็วเพื่อป้อนชิปที่ผลิตเองให้กับสินค้าในประเทศจีนอื่นๆ เพื่อปรับตัวจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น
และคราวนี้ถึงเวลาของทางรัฐบาลไทยที่ต้องมานั่งคิดกลยุทธ์ก่อนออกตัวให้ดีว่าเราจะมีนโยบายดึงดูดการลงทุนแบบใด จะโฟกัสไปที่เซมิคอนดักเตอร์กลุ่มไหน และจะมีโอกาสในการแข่งขันมากน้อยเพียงใดในเมื่อเพื่อนบ้านของเราได้เริ่มออกตัวตลอดจนเลือกตลาดที่ตัวเองเข้มแข็งกันไปแล้ว









