Thai NS Solution
โฟมรักษ์โลก

เมื่อโลกหยุดบริโภคไม่ได้ โฟมรักษ์โลก จึงต้องเป็นคำตอบที่ป้าขายขนมครกยอมจ่าย

Date Post
24.04.2026
Post Views

ทุกครั้งที่เราจ่ายเงินซื้ออาหารที่บรรจุมาในกล่องโฟมหน้าตาเดิม ๆ ที่เห็นมาตลอดชีวิต เรากำลังเป็นส่วนหนึ่งของสถิติที่น่ากังวลใจ เพราะในปี 2024 การผลิตพอลิสไตรีนพุ่งสูงถึง 19 ล้านตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสิบปีที่แล้วเกือบ 4 ล้านตัน ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ขยะที่ล้นโลก แต่เฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์เพียงอย่างเดียวก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศไปแล้วเกือบ 200 ล้านตันต่อปี ความเป็นจริงที่สวนทางกับการรณรงค์อันมากมายตลอดมาย้ำเตือนว่า ในขณะที่เราพยายามช่วยโลก แต่พฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์กลับเป็นคนละเรื่อง นวัตกรรมวัสดุทดแทนจึงจำเป็นต้องกลายมาเป็นความเร่งด่วนที่ต้องทำให้เกิดขึ้นจริงในสังคม

ในเมื่อเราไม่สามารถหยุดพฤติกรรมการบริโภคอย่างมหาศาลของผู้คนในยุคนี้ได้ สิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมและพัฒนาอย่างเร่งด่วนคือ นวัตกรรมวัสดุ หรือ Material Innovation เพื่อให้เกิดการใช้งานจริงในวงกว้าง ในปัจจุบันปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเราไม่มีพลาสติกที่รีไซเคิลได้ หรือไม่มีวัสดุธรรมชาติอย่างหลอดไม้ไผ่และถ้วยชามจากชานอ้อยที่มีราคาถูกลงมากจากวันที่เริ่มเป็นที่รู้จัก แต่ปัญหาที่แท้จริงคือวัสดุเหล่านั้นยังไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต และ ต้นทุนของตลาดระดับล่างที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาได้ดีพอ ซึ่งอาจจะต้องรวมถึงวิธีคิดของผู้คนที่เหนื่อยกับชีวิตในแต่ละวันเกินกว่าจะมานั่งคิดถึงอนาคตของโลกทั้งใบ 

เมื่อ​คนไม่มีเวลาคิด อุตสาหกรรมต้องช่วยคิดแทน และส่งนวัตกรรมนั้นไปให้ถึงมือพวกเขา

ในเมื่อกลุ่มผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในสังคมเลือกที่จะใช้บรรจุภัณฑ์อะไรก็ได้ที่ง่ายและราคาถูกที่สุด กล่องโฟมที่ไม่รักษ์โลกจึงกลายเป็นทางเลือกแบบอยู่รอดไปวัน ๆ ของทุกคน ซึ่งรวมถึงผู้บริโภคเองที่ไม่มีทางเลือกด้วย 

ยกตัวอย่างเช่นร้านขนมครกที่เปลี่ยนจากกระทงใบตองมาเป็นกล่องโฟม หรือร้านอาหารจานด่วนริมทางที่เคยเสิร์ฟโอเลี้ยง ชาดำเย็นในแก้วที่ต้องล้างมาเป็นแก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง นั่นเพราะในโลกของความเป็นจริง การประหยัดต้นทุนและความสะดวกในการบริการคือปัจจัยชี้ขาดความอยู่รอด หากนวัตกรรมวัสดุใหม่ ๆ ยังมีราคาสูงหรือใช้งานยากกว่าพลาสติกและโฟมปิโตรเคมี การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงย่อมเกิดขึ้นได้ยาก

ท่ามกลางความท้าทายนี้ สตาร์ตอัปอย่าง Carbon Cell ในกรุงลอนดอน จึงพัฒนานวัตกรรมโฟมประสิทธิภาพสูงที่ทำจากขยะทางการเกษตร ซึ่งมีคุณสมบัติกันกระแทกและเป็นฉนวนได้ดีเยี่ยมไม่ต่างจากโฟมขาว (EPS) ที่เราคุ้นเคย แต่สิ่งที่ทำให้โฟมจาก Carbon Cell กลายเป็นทางเลือกใหม่แทนโฟม EPS ก็คือกระบวนการผลิตที่ช่วยดึงคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศ และย่อยสลายเป็นปุ๋ยได้ทันทีเมื่อสิ้นอายุการใช้งาน ซึ่งการเกิดขึ้นของวัสดุประเภทนี้อาจเป็นคำตอบของการทำงานเชิงรุกโดยนวัตกรรมวัสดุ เพื่อเข้าไปแทนที่วัสดุเดิมให้ได้อย่างแนบเนียน โดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมหรือแบกรับต้นทุนที่สูงจนเกินไป หากเราสามารถส่งเสริมการพัฒนาวัสดุจากขยะเกษตรที่มีอยู่มหาศาลในท้องถิ่นให้กลายเป็นบรรจุภัณฑ์ที่มีราคาใกล้เคียงกับโฟมได้เมื่อไหร่ เราอาจจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในร้านข้าวแกง หรือแม้แต่ร้านขนมครกริมทางที่จะได้เลิกใช้กล่องโฟมแบบเดิม ๆ เสียที

ถึงแม้ว่าหลายปีที่ผ่านมาเราจะได้ยินข่าวคราวของนวัตกรรมโฟมจากเส้นใยเห็ดรา (mycelium) โดย Ecovative Design จับมือกับ IKEA เปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์จากเห็ดแทนโฟม หรือการพยายามนำไคโตซาน จากเปลือกกุ้ง เปลือกปู มาทำถุงพลาสติกชีวภาพที่แข็งแรงพอจะใส่ของหนัก ๆ ได้ และสามารถย่อยสลายได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าไปถามพ่อค้าแม่ค้าที่เข็นรถขายลูกชิ้นปิ้ง พวกเขาอาจไม่เคยได้รู้จักนวัตกรรมวัสดุเหล่านี้เลย

อะไรที่ทำให้ Carbon Cell อาจเข้าถึงผู้คนได้ง่ายกว่าโฟมจากเส้นใยเห็ดรา?

การผลิตโฟมจากเส้นใยเห็ดรานั้นจะต้องมีการสร้างห้องเพาะเลี้ยงที่ควบคุมอุณหภูมิ ต้องรอให้รากเห็ดค่อย ๆ งอกจนเต็มแม่พิมพ์ ในขณะที่การผลิตโฟมโดยนวัตกรรม Carbon Cell นั้นสามารถใช้เครื่องจักรขึ้นรูป (moulding) และเครื่องจักรแปรรูปเครื่องเดิม ๆ จากโรงงานได้เลย โดยไม่ต้องรื้อกันใหม่ ซึ่งก็จะง่ายตั้งแต่ “คิดที่จะทำ” แล้ว เมื่อไม่ต้องลงทุนเพิ่มสร้างห้องเพาะเชื้อแบบโฟมจากเห็ดรา นอกจากนี้วัตถุดิบที่นำมาใช้ก็เป็นอะไรก็ได้ที่เป็นสารอินทรีย์ แม้แต่ขยะทางการเกษตรทั่วไป ในขณะที่โฟมจากเห็ดราจะต้องใช้ขยะจากการเกษตที่สะอาดและผ่านการฆ่าเชื้อ เพื่อไม่ให้เห็ดชนิดอื่นมาแย่งพื้นที่เติบโต

เมื่อผลิตได้ง่าย หรือได้ในทันทีที่คิดว่า “เริ่มเลยดีกว่า” กล่องโฟมรักษ์โลก Carbon Cell ก็จะเข้าไปถึงมือ ถึงร้านค้าของคนทั่วไปได้มากกว่า แต่การที่จะเข้าแทนที่กล่องโฟมแบบเดิมได้นั้นก็อาจต้องใช้กฎหมายบังคับใช้และหยุดผลิตกล่องโฟมแบบเก่า ซึ่งจะทำได้ในทันทีไหมนั้น สำคัญที่วันนี้จะต้องได้เริ่ม และได้รับการส่งเสริมให้ไวที่สุด เพราะโลกใบนี้ไม่เคยหยุดที่จะค่อย ๆ ป่วยทีละนิดจากการใช้ชีวิตแบบบริโภคเกินตัวของมนุษย์

ในขณะที่สหภาพยุโรปได้ออกข้อบังคับจำกัดการใช้บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่ทำจากพอลิสไตรีนในประเทศสมาชิก และสหรัฐอเมริกามีการเสนอกฎหมาย Farewell to Foam Act เพื่อบังคับใช้เกี่ยวกับข้อจำกัดในระดับประเทศ ประเทศไทยของเราเองก็มี Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573 ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดขยะพลาสติกและโฟมที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single-use plastic) ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าจะ เลิกใช้กล่องโฟมบรรจุอาหาร (EPS) รวมถึงแก้วพลาสติกแบบบาง และหลอดพลาสติก ให้ได้ 100% ภายในปี 2565 แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงนั้น ทำให้แผนนี้แทบจะหยุดลง เมื่อพฤติกรรมการสั่งอาหารแบบเดลิเวอรีพุ่งสูงขึ้นมาก ส่งผลให้การเลิกใช้โฟมในภาพรวมของประเทศยังทำได้ไม่เต็มที่ตามเป้าหมายเดิม แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นกันทั่วไปตอนนี้คือ “เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในสังคมส่วนใหญ่” พวกเรายังต้องซื้ออาหารใส่กล่องโฟมจากหลาย ๆ ร้านเหมือนเดิม

เมื่อต้นทุนการผลิตโฟม Carbon Cell ต่ำลงจนทำให้โฟมพลาสติกในท้องตลาดสูญพันธุ์กลายเป็นตำนานได้เมื่อไหร่ คนรุ่นเราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริงในวิถีชีวิตประจำวันเสียที การส่งเสริมนวัตกรรมวัสดุที่เข้าใจบริบทของปากท้องและเวลา จึงหมายถึงการทำให้ “ความยั่งยืน” เข้าถึงผู้คนทุกระดับในสังคมได้อย่างแท้จริง และนี่ต่างหากที่คือ “ความยั่งยืน” ที่มาจากการตื่นรู้ของคนในสังคมจริง ๆ 

Logo-Company
Logo-Company
Logo-Company