SIEMENS OT Network Cyber Security
Thai NS Solution
เทรนด์สำหรับโรงงานอัจฉริยะปี 2025

จับตาเทรนด์การผลิต Connected Factory 2025 เมื่อ Data อยู่ในทุกสิ่ง!

Date Post
29.11.2024
Post Views

เพื่อส่งท้ายปี 2024 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป พร้อมกับต้อนรับปีใหม่ 2025 ที่กำลังมาถึง  MM Thailand ขอนำเสนอเทรนด์สำหรับภาคการผลิตและความท้าทายใหม่ ๆ ที่รับรองว่าผู้ประกอบการ ผู้จัดการโรงงาน รวมถึงวิศวกรสามารถนำมาปรับใช้และก้าวข้ามอุปสรรค มุ่งหน้าสู่ความสำเร็จก่อนคู่แข่งได้อย่างแน่นอน

ในปี 2025 นี้เรียกได้ว่าเป็นปีที่เทคโนโลยีด้าน IT ในโรงงานทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ AI ที่เข้ามาแก้ปัญหาในหลากหลายมิติของธุรกิจ ตั้งแต่การบริหารจัดการ แรงงาน ความยั่งยืน และการผลิต ซึ่งการจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ให้เกิดประสิทธิภาพได้ การปรับปรุงโรงงานให้กลายเป็น Connected Factory จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเอาชนะความท้าทายที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นโรงงานอัตโนมัติ หรือมีหุ่นยนต์ราคาสูงใช้หรือไม่

2025 ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความเร่งด่วนด้านสิ่งแวดล้อม และช่วงเวลาแห่งการขาดแคลน

ปี2025ที่กำลังจะมาถึงนั้นเรียกว่ายังคงเกิดการโยกย้ายฐานการผลิตจากประเทศจีนเพื่อลดความเสี่ยงด้านการผูกขาดซัพพลายเชนดังทำให้เกิดการมองหาตัวเลือกใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์น้อยที่สุด ซึ่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้กลายเป็นตัวเลือกลำดับต้น ๆ สำหรับการย้ายฐานการผลิต โดยประเทศไทยและมาเลเซียเป็นประเทศที่ถูกจับตามอง เพราะมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซัพพลายเชน และประสบการณ์ในการผลิตอันยาวนาน  ซึ่งปัจจุบัน BOI ได้เปิดเผยข้อมูลการลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้ว่า มีมูลค่าสูงถึง 7.2 แสนล้านบาท โดยมีอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า เกษตรและแปรรูปอาหาร ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ที่มีการลงทุนสูงสุด

ในขณะเดียวกันปัญหาที่เกิดขึ้นจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก็ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านน้ำแล้ง น้ำท่วม พายุถล่ม ไปจนถึงการเกิดขึ้นของโรคภัยใหม่ ๆ นำไปสู่การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ และภาคการผลิตเองนั้นเป็นส่วนสำคัญที่อยู่ในวงจรที่เกิดขึ้น เพราะเป็นทั้งผู้ใช้ทรัพยากรและสร้างผลกระทบหลัก ซึ่งในปี 2025 ที่จะมาถึงนี้ปัญหาด้านการขาดแคลนทรัพยากรจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันประเทศในเอเชียแปซิฟิกดำเนินการตามนโยบาย SDGs สำเร็จไปเพียง 17% เท่านั้น ดังนั้นเรื่องของ ESG จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่จะเป็นภาคบังคับที่ทุกธุรกิจต้องดำเนินตามอย่างเคร่งครัด 

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญที่เกิดขึ้นทั่วโลกในทิศทางเดียวกัน คือ ปัญหาด้านแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ และภาคการผลิต ซึ่งการขาดแคลนแรงงานนี้ยังรวมไปถึงการขาดแคลนทักษะของแรงงานสำหรับการผลิตยุคใหม่ที่ต้องมีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีอีกด้วย โดยข้อมูลจาก McKinsey เปิดเผยว่า 87% ของผู้บริหารมองว่ามีการเกิดช่องว่างของทักษะขึ้น และมีเพียง 28% เท่านั้นที่มีแผนรับมือหรือการ Reskill เกิดขึ้น การขาดแคลนทักษะนั้นนอกจากจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันแล้วยังส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยตรง

ข้อมูลจาก Microsoft ที่แสดงให้เห็นถึงความกังวลของผู้บริหารที่มีต่อการขาดแคลนบุคลากรในตำแหน่งต่าง ๆ

จับตาบทบาทเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนการผลิตปี 2025

จากมุมมองความท้าทายที่เกิดขึ้น ธุรกิจและโลกปัจจุบันจึงต้องหันมา Optimize กระบวนการและทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งเครื่องมือที่สำคัญ คือ เทคโนโลยียุคใหม่ ที่จะทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าเทรนด์ของ Digital Transformation จะเกิดขึ้นมานานแล้วก็ตามแต่ ในปี 2025 นี้อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกธุรกิจจะต้องเดินหน้าใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างเข้มข้น เพราะความลังเลหรือความล่าช้าอาจทำให้ธุรกิจที่ล้าสมัยนั้นล้มหายตายจากไปได้อย่างรวดเร็ว การทำให้เกิด Connected Factory เพื่อความโปร่งใสและสามารถเก็บข้อมูลได้จะกลายเป็นเงื่อนไขบังคับในอนาคตอันใกล้ โดยเทรนด์ที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตสำหรับปี 2025 นี้นั้นจะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและเทรนด์ที่เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนแปลง ได้แก่

Automation & Robotics โอกาสที่เข้าถึงได้มากยิ่งขึ้นในยุคขาดแคลนแรงงาน

แม้ว่าเรื่องของเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์นั้นจะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันทำให้การเปลี่ยนผ่านและการใช้งานเพิ่มมากขึ้นในระยะเวลาอันสั้น ทั้งยังทวีความสำคัญขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไปในปี 2025 ที่กำลังจะมาถึงนี้

สถิติที่น่าสนใจ:

รายงาน World Robotics Report จาก International Federation of Robots เปิดเผยให้เห็นว่า ปัจจุบันมีการติดตั้งหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมแล้วกว่า 4,281,585 หน่วย เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า โดย 70% ของหุ่นยนต์ใหม่นี้ติดตั้งในภูมิภาคเอเชีย 17% ในยุโรป และ 10% ในสหรัฐอเมริกา เป็นงานในกลุ่ม Handling มากที่สุด ตามมาด้วยงานเชื่อมและงานประกอบ คาดการณ์ว่าจะมีการใช้งานหุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมยานยนต์มากถึง 1 ใน 3 ของที่ติดตั้งทั้งหมดทั่วโลก 

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี:

  • Low Code & No Code Programming การมาถึงของเทคโนโลยีที่ทำให้การตั้งค่าและใช้งานระบบอัตโนมัติง่ายขึ้น จะเป็นตัวขับเคลื่อนเทรนด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสภาวะขาดแคลนแรงงาน
  • Flexible Automation การผลิตแบบยืดหยุ่นจะสำคัญมากยิ่งขึ้น เพื่อให้โรงงานเกิดความคุ้มค่าในการใช้เทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น
  • Human – Robot Collaborative ด้วยเทคโนโลยีที่มีราคาลดลงและเข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับ Cobot การปรับเปลี่ยนสู่การทำงานที่ใช้หุ่นยนต์ร่วมกับแรงงานจะเป็นการเติมเต็มศักยภาพที่ขาดหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Automation with Embedded AI หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติยุคใหม่จะมาพร้อมกับ AI ทำให้การใช้งานสะดวกสบายขึ้น และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นภายใต้เวลาที่เท่ากัน
  • Poly Functional Robot หุ่นยนต์จะถูกคาดหวังให้มีความสามารถในการทำงานและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้มากยิ่งขึ้น ด้วยการบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่หลากหลาย ทำให้การลงทุนหุ่นยนต์มีความคุ้มค่าชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ผู้ประกอบการจะรับมือได้อย่างไร?:
แม้ว่าปัจจุบันต้นทุนด้านระบบอัตโนมัติจะลดลงอย่างมากหากเปรียบเทียบกับยุคก่อนหน้า แต่การใช้งานหุ่นยนต์นั้นต้องการโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลเพื่อให้เกิดการทำงานที่สามารถตอบสนองได้แบบ Real-Time ดังนั้นการคำนึงถึงทรัพยากรด้านเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการตอบสนอง ความสามารถในการประมวลผลของ PLC และระบบควบคุมที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องสอดประสานกันอย่างพร้อมเพรียงเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้นกับตัวเครื่องจักรเองและสายการผลิต ดังนั้นความเร็วของเครือข่ายและความสามารถในการประมวลผลที่ทำให้ระบบสามารถตอบสนองต่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ และสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งที่ต้องมองให้เห็นภาพในระยะยาว ซึ่งอีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญ คือ ทักษะแรงงานที่ต้องมีมากขึ้นเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยียุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ด้านดิจิทัล ความรู้ด้านภาษา และความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล

IIoT เมื่อต้องย่อโลกแห่งข้อมูลให้เล็กและแม่นยำมากกว่าที่เคย

IIoT หรือ Industrial Internet of Things ถือเป็นอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพและ Productivity การผลิตด้วยข้อมูลเชิงลึกที่มีความละเอียดสูง ทำให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำและทันต่อสถานการณ์

สถิติที่น่าสนใจ:

ตลาดของ IIoT ในระดับสากลนั้นมีมูลค่าอยู่ที่ 102,480 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2022 และในปี 2023 นั้นมีมูลค่า 109,860 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 191,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2031 ซึ่งจะมีอัตราการเติบโตทบต้นต่อปีอยู่ที่ 7.2% จากแหล่งข้อมูลพบว่า ในส่วนของฮาร์ดแวร์นั้นจะมีสัดส่วนมากที่สุด และในส่วนของแพลตฟอร์มจะมีการเติบโตเร็วที่สุด โดยปัจจัยด้านความต้องการ Predictive Maintenance, Real-Time Monitoring และการใช้ประโยชน์จาก Smart Device เพื่อเก็บ Log ข้อมูลต่าง ๆ เป็นตัวขับเคลื่อนการใช้งานหลัก โดยข้อมูลจาก Deloitte ชี้ให้เห็นว่า องค์กรกว่า 72% มีการใช้งานเทคโนโลยีกลุ่ม IoT และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องแล้วในปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี: 

–  IPv6 หรือ Internet Protocol version 6 จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการลงทุนครั้งใหม่หรือลงทุนเพิ่มเติม เพราะรองรับการเชื่อมต่อจำนวนมากกว่า ด้วยการใช้งาน Address ได้ 128 Bit หากเปรียบเทียบกับ IPv4 ที่รองรับได้เพียง 32 Bit ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมาก 

– AI IoT หรือที่บางคนเรียกรวม ๆ กันว่า AIoT (Artificial Intelligence of Things) เมื่อมีการนำ AI เข้ามาร่วมทำงานกับ IoT ส่งผลเรื่องประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนของโรงงานอุตสาหกรรมได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการพยากรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร การซ่อมบำรุง หรือต้นทุน รวมไปถึงปรับปรุงกระบวนการทำงานอัตโนมัติให้เหมาะสมในทุกสถานการณ์

ผู้ประกอบการจะรับมือได้อย่างไร?:

การใช้งาน IIoT หรือ AIoT ในฐานะเครื่องมือเก็บเกี่ยวข้อมูลพื้นฐานยุคใหม่ที่มีปริมาณข้อมูลมากขึ้น มีความรวดเร็วเพิ่มขึ้น การออกแบบทรัพยากรในระบบเพื่อสนับสนุนเครือข่ายในการส่งข้อมูลแต่ละชนิดที่แตกต่างกันเป็นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญ ในกรณีที่ต้องการประมวลผลผ่านเครือข่ายด้วย EDGE เองก็ต้องมีความเข้าใจทั้งเรื่องของคุณสมบัติฮาร์ดแวร์ IIoT ต้นทางรวมถึงความจำเป็นของระยะเวลาในการตอบสนองต่าง ๆ การมีผู้เชี่ยวชาญเพื่อคอยช่วยปรับแต่งให้รองรับกับความต้องการระบบที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเป็นสิ่งจำเป็น ในขณะเดียวกันเรื่องของความปลอดภัยทางไซเบอร์ก็ทวีความเข้มข้นขึ้นตามมา การกำหนด Protocol ต่าง ๆ เพื่อรักษาความปลอดภัยและทำให้ข้อมูลที่ได้นั้นมีความแม่นยำเที่ยงตรง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จะทำให้การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

Real-Time Monitoring เมื่อโลกของการติดตามข้อมูลต้องมองเห็น ‘อนาคต’

การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการทำ Real-Time Monitoring จะทำให้ผู้ประกอบการหรือผู้รับผิดชอบสามารถปรับเปลี่ยนสถานการณ์ให้เหมาะสมได้อย่างทันท่วงที ซึ่งคุณสมบัติของ IIoT จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการรวบรวมข้อมูลที่ต้องการ

สถิติที่น่าสนใจ:

ภาพรวมการลงทุนของเทคโนโลยี Real-Time Monitoring นั้นแบ่งออกได้หลากหลายตามเทคโนโลยีสาขาที่ใช้ รวมถึงส่วนประกอบอื่น ๆ โดยเทคโนโลยีกลุ่ม Machine Condition Monitoring นั้นคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024 ด้วยอัตราเติบโตต่อปีทบต้นที่ 7.6% คาดว่าตลาดจะมีมูลค่าสูงถึง 6,190 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2034

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี: 

Smart Cloud Platform การมาถึงของแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการประมวลผลหรือการจัดเก็บข้อมูลแบบ Real-Time จะทำให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะลดลง เพื่อใช้งานศักยภาพ และในเวลาเดียวกันสามารถ Scale การใช้งานต่าง ๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น

– Advance Predictive Maintenance การตอบสนองต่อการซ่อมบำรุงยุคใหม่ในโรงงานนั้นไม่ได้มีแต่เรื่องของเครื่องจักรเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่หมายรวมถึงระบบดิจิทัลต่าง ๆ ไปจนถึงระบบเครือข่าย การทำ Real-Time Monitoring ที่ครบถ้วนจึงต้องควบรวมเรื่องของ IT และ OT เข้าไว้ด้วยกัน

– กำแพงในการบูรณาการระหว่างแบรนด์ที่ลดลง ในปัจจุบันมี Startup รายย่อยเกิดขึ้นมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งซอฟต์แวร์บริหารจัดการข้อมูล ทำให้แบรนด์ใหญ่เริ่มเปิดช่องและหาพันธมิตรที่จะมาใช้งานฮาร์ดแวร์ของตัวเองเพิ่ม ทำให้แบรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้นรองรับการบูรณาการฮาร์ดแวร์ได้มากกว่าที่ผ่านมา ในขณะที่สามารถโฟกัสไปที่ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของตัวเองมากยิ่งขึ้น

– Digital Twin การเข้าถึง Digital Twin จะเกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีอย่าง AI IoT และแพลตฟอร์มการบริหารจัดการต่าง ๆ มีต้นทุนที่ถูกลงและมีความต้องการทักษะน้อยลง ทำให้โรงงานขนาดกลางมีแนวโน้มที่จะต่อยอดการติดตามข้อมูลแบบปัจจุบันทันด่วนไปสู่การคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคตที่แม่นยำขึ้นได้อีกด้วย

ผู้ประกอบการจะรับมือได้อย่างไร?:

เทคโนโลยี Real-Time Monitoring เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและการตอบสนองต่อสถานการณ์เหล่านั้น การใช้งานที่มีประสิทธิภาพต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Dashboard ที่แสดงข้อมูลได้ครบถ้วน, เทคโนโลยีเซนเซอร์ยุคใหม่ที่ส่งข้อมูลได้แม่นยำทันต่อสถานการณ์, ระบบเครือข่ายที่ต้องบริหารจัดการทรัพยากรได้เหมาะสม ไปจนถึง AI ในการช่วยคัดกรองข้อมูลและประมวลผลต่าง ๆ  การที่จะไปถึง Digital Twin เรียกว่าเป็นภาพใหญ่ ถ้าต้องการเริ่มต้นอาจกำหนดพื้นที่เล็ก ๆ ทำเป็นโครงการนำร่องเสียก่อน แล้วจึงค่อยเติมส่วนอื่น ๆ เข้าไปตามความเร่งด่วนและความสำคัญ 

‘AI ในการผลิต’ Mega Trend ที่แทรกซึมอยู่ในทุกกระบวนการ

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าการใช้งาน AI นั้นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Generative AI หรือ Gen AI ที่ใช้ Natural Language ในการสื่อสารนั้นเป็นเหมือนการปลดกำแพงด้านเทคนิคออกและทำให้ผู้คนใช้งานได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งในภาคการผลิตนั้นก็มีการใช้ AI กันมาก่อนหน้านี้แล้ว เช่น AMR ที่ใช้ AI ในการจำลองพื้นที่และวางเส้นทางการทำงาน เป็นต้น 

สถิติที่น่าสนใจ:

จากการเกิดขึ้นใหม่ของเทคโนโลยี AI จำนวนมาก และการที่ AI เดิมมีความฉลาดเฉลียวและตอบสนองได้อย่างแตกต่าง ทำให้มีการคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าการลงทุน AI ในภาคการผลิตปี 2025 อยู่ระหว่าง 17,000 – 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีอัตราการเติบโตทบต้นต่อปีอยู่ที่ประมาณ 35 % เมื่อคำนวณจากปี 2020 – 2025 จากการสำรวจของ Deloitte พบว่า 50% ของบริษัทในปัจจุบันมีการใช้งาน AI/ML อยู่แล้ว ในขณะที่ Generative AI มีการใช้งานอยู่ที่ 35% และ 44% วางแผนที่จะใช้งานในเวลา 1 – 3 ปีข้างหน้า

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี:

– Pre-Configure GPT การมาถึงของตลาด Prompt ยุคใหม่ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานมีความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นในฐานะ SaaS 

– Intelligence Maintenance ในปี 2025 AI จะมีบทบาทมากขึ้นในการซ่อมบำรุง ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลและการป้องกัน Downtime นอกเวลาที่ทำให้ธุรกิจเสียหาย

– Quantum AI แม้ว่าเรื่อง Quantum จะเป็นเรื่องไกลตัวและยังอาจหาความแน่นอนไม่ได้ แต่แนวโน้มการใช้ Quantum Computer ร่วมกับ AI เพื่อเพิ่มความเร็วในการประมวลผลจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในปีหน้า

– AI in Cybersecurity การตอบสนองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์นั้นเป็นสิ่งที่รวดเร็วเหนือกว่าขอบเขตรับรู้ของมนุษย์ AI จึงมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

– World of Embedded AI เมื่อเซมิคอนดักเตอร์มีขนาดเล็กลงและการประมวลผลผ่านเครือข่ายทำได้ดียิ่งขึ้น ฮาร์ดแวร์ AI ขนาดเล็กหรือชิป AI ต่าง ๆ ก็จะถูกผลิตออกมาในตลาดผ่านแอปพลิเคชันหลากหลายรูปแบบที่ต้องการเก็บข้อมูล

ผู้ประกอบการจะรับมือได้อย่างไร?:

เงื่อนไขการใช้งาน AI ที่สำคัญ คือ การมีข้อมูลในปริมาณที่ ‘มากเพียงพอ’ เพื่อให้ระบบสามารถทำความเข้าใจกับบริบทที่ต้องการได้ AI จะฉลาดแค่ไหนส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลและคุณภาพของข้อมูลที่ป้อนเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นความชัดเจนหรือความถูกต้องของข้อมูล ดังนั้นผู้ประกอบการที่ต้องการใช้ AI ต้องออกแบบวิธีจัดเก็บข้อมูลที่ครอบคลุม มั่นใจได้ว่าข้อมูลนั้นมีความถูกต้อง มีอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับประมวลผล AI ที่เหมาะสม เช่น ประมวลผลภาพ 3 มิติ หรือประมวลผลข้อมูลขนาดเล็กจำนวนมหาศาลก็ต้องใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน สิ่งแรกที่ต้องเริ่มต้น คือ การทำความเข้าใจว่าแอปพลิเคชันที่อยากใช้ AI นั้นจำเป็นต้องใช้ AI จริงหรือไม่ หรือใช้งานแล้วเกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฮาร์ดแวร์และระบบหรือไม่

Sustainability & Decarbonization เมื่อเรื่องของความยั่งยืนกลายเป็นภาคบังคับในปี 2025

ความล่าช้าในการกอบกู้สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของโลกทำให้เรื่องของความยั่งยืนและการลดคาร์บอนกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะเปลี่ยนจากภาคสมัครใจ มุ่งหน้าสู่การเป็นกฎข้อบังคับสำคัญในปี 2025 อย่างแน่นอน โดยสำหรับประเทศไทยเอง 70 % ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นมาจากภาคพลังงานที่มีราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สถิติที่น่าสนใจ:

ในปี 2024 นี้มีการลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกเป็นมูลค่าเกินกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยคาดว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นั้นเป็นการลงทุนในเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาด ซึ่งประเทศจีนเป็นผู้นำในด้านนี้ โดยมีมูลค่าการลงทุนกว่า 675,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามมาด้วยสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาด้วยมูลค่า 370,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 315,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ ในขณะที่ CO2 ทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่พอที่จะทำให้ปัญหาด้านการปลดปล่อยคาร์บอนนั้นหายไป โดยรายงานของสหประชาชาติชี้ให้เห็นว่าการปลดปล่อยที่เกิดขึ้นจากพลังงานสันดาปและกิจกรรมทางอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นนั้นลดลงมา 0.2% ในปี 2023 คิดเป็น 1.1% ในขณะที่ปี 2022 นั้นมีการปลดปล่อยที่เพิ่มขึ้น 1.3%

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี:

– Sustainable Battery แบตเตอรี่ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของความยั่งยืนยุคใหม่ การพัฒนาวัสดุทดแทนเพื่อกระจายความเสี่ยงและการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่สำหรับพลังงานทางเลือกจะมีให้เห็นมากยิ่งขึ้นในปี 2025

– Low Carbon Material ผลกระทบของความยั่งยืนที่จะถูกตรวจวัดตลอดซัพพลายเชนจะผลักดันให้เกิดการพัฒนาและใช้งานวัสดุที่มีผลกระทบทางคาร์บอนต่ำ

– Product as a Service ผู้ผลิตสินค้าด้านพลังงานทางเลือกอย่าง แผงพลังงานแสงอาทิตย์ มีแนวโน้มในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ลดต้นทุนการเข้าถึงและเป็นเจ้าของด้วย PaaS มากขึ้น

– Carbon Capture and Utilization (CCU) เทคโนโลยีที่ใช้ในการดักจับคาร์บอนและนำมาแปลงเป็นทรัพยากรอื่นใดเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป จะเป็นส่วนสำคัญของ Circular Economy ในปีที่กำลังจะมาถึง

ผู้ประกอบการจะรับมือได้อย่างไร?:

ในเชิงของเทคโนโลยีสำหรับความยั่งยืนนั้นอาจจะไม่ได้มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นมากเท่ากับส่วนของเทรนด์หลักอื่น ๆ เพราะการตอบสนองต่อความยั่งยืนนั้นจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่พูดคุยกันก่อนหน้าทั้งหมดมาบูรณาการร่วมกันเพื่อติดตามข้อมูลและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ดังนั้นเทคโนโลยีเดิมที่มีจะถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นและยั่งยืนมากขึ้น โดยมีแรงผลักดันสำคัญจากข้อบังคับของภาครัฐที่มีต่อธุรกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทำให้เกิดการทำรายงานข้อมูลคาร์บอนของผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด ดังนั้นการเตรียมความพร้อมในการออกแบบระบบให้สามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพลังงาน การปลดปล่อยคาร์บอนที่เกิดขึ้น รวมถึงการวิเคราะห์และประเมินความยั่งยืนที่เกิดขึ้นทั้งซัพพลายเชน จะกลายเป็นเงื่อนไขที่ต้องดำเนินการกับทั้งคู่ค้าและรายงานต่อภาครัฐ

บทสรุปปี 2025 ความเข้มข้นของการพึ่งพา ‘Data’ ที่พุ่งทะยานขึ้นทุกมิติ

ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมานี้ เรื่องของ Digital Transformation หรือ Factory Transformation นั้นถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในฐานะเครื่องมือสำคัญในการเอาชนะความท้าทายและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ให้กับธุรกิจ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังคงเรียกได้ว่าเป็น
‘ตัวเลือก’ ในการดำเนินการ ไม่ใช่ ‘ข้อบังคับ’ แต่อย่างใด

แต่ภายใต้ความท้าทายปัจจุบันโดยเฉพาะเรื่องของความยั่งยืน การลดการปลดปล่อยคาร์บอน การขาดแคลนทักษะและแรงงาน รวมถึงความพยายามในการมุ่งหน้าเข้าสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง อาทิ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอวกาศและการบิน หรืออุตสาหกรรมการแพทย์ การทำ Factory Transformation จะไม่ใช่ ‘ทางเลือก’ อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้อกำหนดทางการค้าอย่าง การทำรายงานด้านความยั่งยืน หรือการประเมินคาร์บอนของชิ้นงานตลอดซัพพลายเชน กลายมาเป็นกระบวนการที่ ‘ต้อง’ ทำ ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขจากคู่ค้าต่าง ๆ หรือจะเป็นข้อกำหนดจากภาครัฐก็ตามที

เพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลด้านความยั่งยืนได้ครบทุกมิติ การเปลี่ยนแปลงโรงงานให้เป็น Connected Factory ที่เกิดความโปร่งใสของข้อมูลจะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการแข่งขันภายใต้ความเร่งด่วนด้านความยั่งยืนที่จะเข้มข้นขึ้นในปี 2025 นี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องประเมินศักยภาพในการแข่งขันของตัวเองให้ถูกต้องก่อนที่จะเริ่มปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการเก็บข้อมูลและดำเนินการต่าง ๆ ซึ่งจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด คือ การทำระบบ IIoT ที่ประกอบไปด้วยเซนเซอร์อัจฉริยะ ระบบเครือข่าย แพลตฟอร์มสำหรับบริหารจัดการ แนวทางในการจัดเก็บข้อมูล และผู้เชี่ยวชาญที่ทำหน้าที่ดูแลระบบเหล่านี้โดยเฉพาะ อาจมองถึงการใช้ระบบอัตโนมัติอื่น ๆ เพิ่มเติมก็ได้ แต่ในการเริ่มต้นนั้นการมองเห็นข้อมูลก็อาจเรียกได้ว่าเป็นความท้าทายมากพอแล้วสำหรับธุรกิจที่ไม่คุ้นเคย

แนวทางการตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านี้ประกอบไปด้วยขั้นตอนมากมาย ตั้งแต่การประเมินความพร้อม การฝึกอบรมทักษะ การบูรณาการระบบ การซ่อมบำรุง และการใช้งาน การมองหาพันธมิตรเพื่อสนับสนุนทั้งเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องจึงเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ว่าจะเป็น SA, SI ไปจนถึงที่ปรึกษาทางธุรกิจและเจ้าของเทคโนโลยี เช่น 5G เครื่องจักรอัตโนมัติ เซนเซอร์อัจฉริยะ อุปกรณ์ประมวลผลข้อมูล อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล แพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่จะช่วยลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานและลด Time to Market ไปจนถึงผู้ให้บริการโซลูชันหรือ Ecosystem ที่จะช่วยลดความยุ่งยากซับซ้อนในกระบวนการทั้งหมดนี้ลงได้

AIS Business พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการในการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้ความท้าทายของปี 2025 ผ่าน Ecosystem ที่พร้อมด้วยพันธมิตรครบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน OT, เจ้าของเทคโนโลยี, หน่วยงานที่คอยสนับสนุนผู้ประกอบการ ตลอดจนความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี IT ของ AIS Business เอง ก็พร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการไทยให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยกันได้อย่างยั่งยืน

สนใจบริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ครบทั้ง Ecosystem จาก AIS Business ติดต่อสอบถามได้ที่ email : [email protected] และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

https://www.ais.th/business/enterprise/industries

Logo-Company
Logo-Company
Logo-Company
logo-company
Thossathip Soonsarthorn
Expert & Knowledge Curator GMTX - MMThailand - AUTOMATION EXPO