มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ของสหภาพยุโรป เริ่มมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 โดยเก็บภาษีคาร์บอนกับสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ครอบคลุม 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ไฟฟ้า ไฮโดรเจน และปุ๋ย นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างแรงกดดันโดยตรงต่อผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กและ SMEs
น.ส.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือ PIER ระบุว่า ภายใต้มาตรการ CBAM ผู้นำเข้าสินค้าในฝั่ง EU จะต้องซื้อ Carbon Certificate ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกินค่า Benchmark ที่กำหนด โดยราคาต่อหน่วยอยู่ราว 60–100 ยูโรต่อตันคาร์บอน กลายเป็นต้นทุนใหม่ที่ผลักดันให้ผู้นำเข้าเลือกสินค้าที่มีคาร์บอนต่ำมากขึ้น
ผลการศึกษาของ PIER ซึ่งใช้ข้อมูลใบขนสินค้าขาออกจาก กรมศุลกากร ในช่วงปี 2559–2567 จำนวนกว่า 52,000 รายการ และข้อมูลงบการเงินรายบริษัทจาก กระทรวงพาณิชย์ พบว่าแม้มูลค่าการส่งออกของไทยไป EU ในกลุ่ม CBAM จะไม่สูงมาก แต่ผลกระทบเกิดขึ้นจริงตั้งแต่ช่วงประกาศใช้มาตรการ โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในกลุ่ม CBAM หดตัวแล้ว -14% ในปี 2563 และขยายการหดตัวเป็น -24% ในปี 2566
ที่น่ากังวลคือผลกระทบที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้ส่งออก โดยบริษัทรายใหญ่มีศักยภาพในการลงทุน วัด และลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ของสินค้า ขณะที่ผู้ส่งออกรายเล็กเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร ส่งผลให้รับแรงกระแทกจาก CBAM ได้ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และมีความเสี่ยงสูงต่อการสูญเสียตลาดยุโรป
นอกจากนี้ การศึกษายังชี้ว่าแม้มาตรการ CBAM จะครอบคลุมเพียง 6 สินค้าในระยะแรก แต่มีแนวโน้มขยายไปยังสินค้าอื่นในอนาคต อีกทั้งประเทศคู่ค้าอื่นอาจนำมาตรการลักษณะเดียวกันมาใช้ ส่งผลให้แรงกดดันด้านคาร์บอนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาด EU เท่านั้น
ในเชิงโครงสร้าง ผู้นำเข้าใน EU เริ่มปรับพอร์ตการนำเข้าอย่างชัดเจน โดยลดการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงลงกว่า 6% และหันไปเลือกประเทศที่มีคาร์บอนต่ำมากขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มสิ่งแวดล้อมและนโยบาย Net Zero ของยุโรป
✦ มุมมองในภาคอุตสาหกรรมของทาง MM Thailand
CBAM ไม่ใช่เพียงมาตรการภาษี แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่าการแข่งขันในตลาดโลกกำลังเปลี่ยนจากราคาและปริมาณ ไปสู่การแข่งด้านคาร์บอนและความยั่งยืน ในขณะที่มาตรการนี้ของสหภาพยุโรปได้เข้าสู่ช่วงบังคับใช้เต็มรูปแบบและเริ่มเก็บค่าคาร์บอนจริงแล้วตั้งแต่ปี 2569 ผู้ส่งออกไทยโดยเฉพาะ SMEs หากรอให้แรงกดดันด้านต้นทุนและการคัดเลือกซัพพลายเออร์จากลูกค้าในยุโรปปรากฏชัดเต็มที่แล้วค่อยปรับตัวอาจสายเกินไป การเร่งลงทุนลดคาร์บอน การพัฒนาระบบวัดและรายงานคาร์บอน รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว จะเป็นปัจจัยชี้ชะตาว่าใครจะยังอยู่ หรือหลุดจากห่วงโซ่อุปทานโลกในยุคใหม่
ที่มาข่าว : สำนักข่าวอินโฟเควสท์









