การปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมจากการขยับเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเป็น 17,500 บาทต่อเดือน ส่งผลให้ทั้งนายจ้างและผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุดเพิ่มจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน แม้ยังคงอัตรา 5% และใช้แนวทางปรับแบบขั้นบันไดทุก 3 ปี แต่ภาคอุตสาหกรรมมองว่าจังหวะเวลายังไม่เหมาะสม และอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อตลาดแรงงานมากกว่าผลดี
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การปรับเพิ่มเงินสมทบดังกล่าวย่อมทำให้ต้นทุนของทั้งผู้ประกอบการและผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังชะลอตัว กำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวได้จำกัด และภาคธุรกิจจำนวนมากยังขาดสภาพคล่อง
ประธาน ส.อ.ท. ระบุว่า ในมุมมองส่วนตัวยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเพิ่มภาระต้นทุนแรงงาน เพราะผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก และภาระทางการเงิน ส่งผลให้การปรับขึ้นเงินเดือนหรือการจ่ายโบนัสแทบทำได้จำกัด
ผู้ประกอบการที่ยังพอมีศักยภาพในการรับต้นทุนเพิ่ม มักเป็นบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือบริษัทร่วมทุนข้ามชาติในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งเป็นฐานการจ้างงานหลักของประเทศ กลับมีความเปราะบางสูง
นายเกรียงไกรมองว่า ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากเงินสมทบประกันสังคม อาจกลายเป็นตัวเร่งการตัดสินใจลดการจ้างงานของผู้ประกอบการที่กำลังชั่งใจอยู่แล้ว ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้านำเข้า หากต้นทุนสูงขึ้นต่อเนื่อง ผู้ประกอบการบางส่วนอาจเลือกปรับลดกำลังการผลิตหรือเลิกจ้างแรงงานเพื่อลดภาระ ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น และย้อนกลับมากดดันเศรษฐกิจในภาพรวม
✦ มุมมองในภาคอุตสาหกรรมของทาง MM Thailand
ประเด็นการปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมสะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ที่ยังพึ่งพา SMEs เป็นฐานการจ้างงานหลัก แต่กลับมีความสามารถรองรับต้นทุนเพิ่มได้น้อย การเพิ่มภาระต้นทุนแรงงานในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว อาจสวนทางกับเป้าหมายการรักษาระดับการจ้างงาน ภาครัฐจึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความยั่งยืนของระบบประกันสังคม กับความอยู่รอดของภาคธุรกิจ หากไม่มีมาตรการคู่ขนาน เช่น การลดต้นทุนด้านอื่น การช่วยเหลือ SMEs หรือการกระตุ้นอุปสงค์ในระบบ การปรับนโยบายลักษณะนี้อาจสร้างผลกระทบต่อการจ้างงานมากกว่าที่คาดไว้
ที่มาข่าว : ฐานเศรษฐกิจ











