นับเป็นช่วงเวลาอันแสนสำคัญของประเทศไทยที่ต้องมาถึงช่วงเลือกตั้ง และกำหนดทิศทางประเทศไทยกันอีกครั้ง MMThailand ในฐานะสื่อด้านอุตสาหกรรมขอเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าถึงนโยบายและเนื้อหาสำคัญในภาคอุตสาหกรรมจากพรรคการเมืองต่าง ๆ เพื่อให้นักอุตสาหกรรมทุกท่านสามารถตัดสินใจในการออกเสียงและร่วมกำหนดทิศทางของประเทศให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดียิ่งขึ้น โดยในวันนี้ได้รับโอกาสจาก ‘พรรคประชาชน’ ที่ตอบรับจดหมายขอเข้าสัมภาษณ์และเปิดโอกาสให้พูดคุยกับ รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (อาจารย์ต้น) แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจและรองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์ พรรคประชาชน ที่ครอบคลุมตั้งแต่ความสามารถการแข่งขันของประเทศ การเปลี่ยนมุมมองต่อ Product Champion ไปจนถึงแนวทางการสร้างซัพพลายเชนที่จะทำให้ประเทศไทยได้กลับมาเป็นหมุดหมายสำคัญในภาคการผลิตอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เสียเวลาเรามาติดตามกันเลยดีกว่าครับว่า อาจารย์ต้น ได้บอกเล่าอะไรในมุมของภาคอุตสาหกรรมกับเรากันบ้าง
เมื่อสถิติฟ้อง! ‘การบริโภค’ สวนทางกับ ‘การผลิต’ และมูลค่าที่อาจหายไปกว่า 2 ล้านล้านบาท
“พรรคประชาชน มองว่าอุตสาหกรรมไทยแข็งแกร่งเรื่องไหน และปัจจุบันบ้านเรามีจุดบอดอย่างไรบ้างครับ?” คำถามแรกที่เรียบง่าย แต่การตอบคำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย หากคำตอบที่ได้นั้นไม่มีหลักฐานหรือสถิติรองรับ และนี่คือคำตอบของพรรคประชาชนผ่านแคนดิเดตนายกลำดับที่ 3 ครับ
“ตลอดระยะเวลา 4 – 5 ปีที่ผ่านมา ลักษณะสำคัญประการหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเลย คือ ‘การบริโภค’ กับ ‘การผลิต’ ในประเทศไทยวันนี้มันไม่ได้ไปด้วยกันอีกต่อไป เมื่อก่อนเราดูกราฟจะเห็นเลยว่าช่วงไหนบริโภคโต การผลิตก็โต ตอนไหนตก ก็ตกด้วยกัน ที่เห็นได้ชัดเลยก็ช่วง COVID-19 ครับ GDP ภาคอุตสาหกรรมก็ตก เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เหมือนกับคนมาซื้อของ มาจับจ่ายใช้สอย ภาคการผลิตก็เพิ่มกำลังตาม
แต่ภาพที่เราเห็นนี้ได้เปลี่ยนไป ผมเรียกสิ่งนี้ว่า ‘แผลเป็นยุคหลังโควิด’ เพราะหลังปี 2565 เป็นต้นมา กราฟที่เคยเดินไปในทิศทางเดียวกันของการผลิตและการบริโภคไม่เป็นจริงอีกต่อไป ทั้งสองแยกทางกัน แม้จะมีนโยบายภาครัฐกระตุ้นการบริโภคและมีการบริโภคกลับมาจริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ภาคการผลิตไทยถดถอยลง ตรงข้ามกับการบริโภคที่กลับมาฟื้นตัวและขยายตัว” อาจารย์ต้นชี้ให้เห็นถึงข้อมูลทิศทางของพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าแปลกประหลาด
สถิติที่แปลกประหลาดนี้เป็นผลมาจากหลากหลายปัจจัย ซึ่งการนำเข้าสินค้ามาทดแทนเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะเมื่อเราเห็นคนไทยกลับมาบริโภคแต่จริงๆ แล้วสินค้าเหล่านั้นเป็นสินค้านำเข้าที่ทดแทนการผลิตในประเทศ แน่นอนว่าสินค้านำเข้ารายใหญ่ คือ จีน อาจารย์ต้นเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า 5 ปีที่แล้วเราขาดดุลการค้ากับจีน 1 ล้านล้านบาท พอมาปี 2566 การขาดดุลนี้เพิ่มเป็น 2 ล้านล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่ามูลค่าเหล่านี้ก็มาแทนที่การผลิตในประเทศไปด้วย
นโยบาย ‘Thailand Fair Game’ การแก้สถานการณ์ขาดดุลการค้าและเสริมสร้างเสถียรภาพการผลิตในประเทศ
“หลายคนอาจคิดถึงประเด็นการกีดกันการทางการค้าที่จะนำมาป้องกันปัญหาที่เราพูดถึงกันอยู่ แต่เราอยากขอให้มันแฟร์ เราอยาก Make Thailand Fair Game หมายความว่า อย่างน้อยผู้ผลิตในประเทศ SME หรือโรงงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไม่รู้สึกว่าสินค้าที่นำเข้ามาจำนวนมากแทบจะไม่ต้องมีต้นทุนในการแข่งขันแบบผู้ประกอบการน้ำดีในประเทศ ไม่ว่าจะ มอก. หรือ อย. ก็ไม่มี ก่อนหน้านี้ก็ไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม แม้แต่ในมุมผู้บริโภคเองก็ต้องเผชิญหน้ากับสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานอีกด้วย พอต้องมีมาตรฐานเหล่านี้ก็มีต้นทุนเพิ่ม ราคาก็แพงขึ้น ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่ตัดราคาไม่ได้” สิ่งแรกที่พรรคประชาชนเสนอขึ้นมา คือ การเปลี่ยนฉากทัศน์ในการแข่งขันให้เกิดความเท่าเทียมกันเป็นฐานสำคัญก่อน

ภายใต้การแข่งขันที่เกิดขึ้นนั้น ประเทศไทยเองสามารถเลือกใช้เครื่องมือสากลอย่าง Anti-Dumping ที่ทุกประเทศนำมาใช้กัน เพื่อปกป้องกันการทุ่มตลาด ซึ่งประเทศจีนหรืออินเดียก็มีการใช้งานเช่นกัน แต่ประเทศไทยมีเพียงอุตสาหกรรมเหล็กเท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเหล็กนั้นมีการรวมตัวกันของผู้ประกอบการเกิน 50% มีข้อมูลราคาพร้อม รวมตัวกันได้ และทำให้การใช้งาน Anti-Dumping เกิดความก้าวหน้า ในขณะที่ผู้ประกอบการขนาดเล็กหรือกลางอาจจะทำไม่ได้ ถ้าจะให้เกิด Thailand Fair Game ได้ พรรคประชาชน มองว่า ต้องเป็นเรื่องของการใช้มาตรฐานและมาตรการการค้าสากล เช่น Anti-Dumping, Countervailing Duty และ Safeguard เป็นต้น
เรื่องของการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นประเด็นลำดับต่อมาที่สามารถเกิดขึ้นได้พร้อม ๆ กัน เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น อาจารย์ต้นได้อธิบายไว้ ดังนี้ “ถ้าเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเหมือนถังน้ำ ตอนนี้รูรั่วเต็มไปหมด ถ้าคุณคิดแต่ใส่น้ำเข้าไป โดยที่ไม่อุดรูรั่ว น้ำก็ไหลออก ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ถ้าคุณอัดเงินเป็นแสนล้านเข้าไป ก็ไม่เกิดการผลิตในประเทศ เพราะว่ามันไหลออก และผลลัพธ์ที่เห็นอยู่ คือ เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันครับ”
นโยบายอุตสาหกรรมไทย ‘นักเซลฟี่-เกาะเทรนด์’ ที่ขับเคลื่อนด้วยความกลัวสู่การวางชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
เมื่อเราพูดคุยกันถึงเม็ดเงินที่รั่วไหลออกนอกประเทศ หนึ่งในกรณีที่จะไม่ถามถึงเลยก็คงยาก นั่นคือ กรณี NETA ผู้ผลิตยานยนต์จากจีนซึ่งเป็นตัวอย่างความล้มเหลวที่ชัดเจนของภาครัฐในการให้การสนับสนุน
“เราใช้งบอุดหนุน EV ไปกว่า 20,000 ล้านบาทแล้ว และเคยอุดหนุนสูงสุด 150,000 บาทต่อคัน ในทางนโยบายเรียกว่าการอุดหนุนฝั่ง Demand เหมือนให้เงินกับผู้ซื้อ แต่จริง ๆ คือ ให้กับผู้ผลิต นโยบายนี้คิดไว้ก่อน COVID-19 แต่บริบทและสถานการณ์เปลี่ยนไปมากแล้ว ผมคิดว่าสิ่งนี้สะท้อนวิธีคิดที่ไม่รอบด้าน เพราะไปอัดเงินด้าน Demand เป็นหลัก ในขณะที่ฝั่ง Supply เราแทบไม่ใช้เลย อย่างศูนย์ทดสอบ EV เพิ่งจะมีงบปีที่แล้วหลังจากนำเข้าเป็นแสนคัน ส่วนเรื่องความคิดที่ว่าแรงงานเดิมในกลุ่มสันดาปที่คาดการณ์กันว่าจะย้ายมา EV แทบจะอัตโนมัติกลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะถ้าเราเอา EV มาเทียบกับสันดาปจะเห็นเลยว่าอุปกรณ์ร่วมกันไม่ได้เยอะขนาดนั้น มีไม่กี่ส่วนที่รอดมาได้ ในขณะที่บริษัทจีนที่เข้ามาก็เอา Supply Chain ของตัวเองเข้ามาต่อ” อาจารย์ต้นถอดประสบการณ์จริงเพื่อมาอธิบายให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมเสนอแนวทางการอุดหนุน EV ที่ต้องมองทั้งระบบนิเวศ ไม่ใช่เพียง Demand อย่างเดียว ต้องมีการลงทุนฝั่ง Supply ที่มากพอด้วย ไม่ใช่ลงทุนยกระดับแรงงาน 50 ล้านบาท ศูนย์ทดสอบอีก 4 – 500 ล้านบาท แต่ใช้ไป 8,000 ล้านบาทปีเดียวกับฝั่ง Demand
สิ่งที่เราได้จากเรื่องนี้ คือ การตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการทำนโยบาย และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมา ต้องมองให้ครบทั้งระบบนิเวศ ทั้ง Demand, Supply และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อไม่ให้เกิดกรณีอย่าง NETA ซ้ำซากและการผลักดันที่ผิดทิศผิดทาง
เมื่อเรานำกรณีของ EV ไปเปรียบเทียบกับฉากทัศน์ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม จะพบว่าประเทศไทยมีนโยบายอุตสาหกรรมมาโดยตลอด แต่เป็นการขับเคลื่อนเหมือนผักชีโรยหน้า “ผมคิดว่านโยบายอุตสาหกรรมของไทยขับเคลื่อนด้วยความกลัวตกขบวนมากเกินไป เวลาเรากลัวตกขบวน สิ่งที่เราทำ คือ เราจะลด แลก แจก แถม ชวนให้เขามาวิ่งผ่านหน้าบ้านเรา มาเถอะ เดี๋ยวเราลดแลกแจกแถมเงินให้ ปัญหา คือ พอขบวนเทคโนโลยีผ่านมาเขาขนของ ขนเทคโนโลยี แต่สิ่งที่เราทำ คือ ไปยืนถ่ายเซลฟี่กับเขา แค่ขอให้มีรูปด้วยก็พอ ได้ภาพว่าไม่ตกขบวน เราก็พอใจกันแล้ว เพราะเรากลัวตกขบวนมากเกินไป” อาจารย์ต้นได้เสนอต่อว่า เราควรต้องตั้งหลักให้ดีว่าจะมีส่วนร่วมในขบวนอย่างไร
ในประเด็นต่อมา คือ ต้องเปลี่ยนการทำยุทธศาสตร์ในการนำอุตสาหกรรมเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่ ต้องเลิกมองหา Product Champion ที่เราคาดหวังกันว่าอยากให้เชนทั้งหมดเข้ามาในประเทศ เหมือนที่อยากเป็น EV Hub เป็นตัวอย่างจากความสำเร็จในอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาป แต่อาจารย์ต้นมองว่าโมเดลเหล่านี้เป็นความสำเร็จในอดีตที่อาจจะไม่สัมฤทธิผลกับปัจจุบันสักเท่าใดนัก

เปลี่ยนแนวคิด ‘Product Champion’ สู่ ‘Strategic Component’
อาจารย์ต้นมองว่า ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Component จะเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดจากการที่ต้องผลิตที่ประเทศไทยทั้ง Supply Chain มาเป็นการหาตำแหน่งหรือจุดยืนที่เราจะเก่งใน Supply Chain นั้น ๆ แล้วยกระดับให้ประเทศไทยเก่งขึ้นอย่างต่อเนื่องจนโลกขาดเราไปไม่ได้ และไม่จำเป็นต้องมาผลิตที่เราทั้งหมด ซึ่งโมเดลนี้ก็จะคล้ายคลึงกับ TSMC และไต้หวันที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
“หากเราเอาความสามารถของประเทศไทยมาวางคู่กับความเป็นไปของโลก อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นทิศทางที่เราจะต้องไปให้ได้และให้ดีกว่านี้ เมื่อมาเทียบกับศักยภาพของประเทศไทยแล้วก็พบว่า 3 ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ของไทยที่มีศักยภาพในการผลักดัน ได้แก่ 1. เซนเซอร์ 2. Power Board หรือ Power Chip และ 3. Photonics”
อาจารย์ต้นได้เชื่อมโยงผลกระทบของเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ากับตลาดที่ทำให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น Photonics ถูกใช้ใน AI จำนวนมาก ตลอดจนพวกหุ่นยนต์ดูดฝุ่นต่าง ๆ อีกทั้ง Power Board ซึ่งเป็นตัวแทนพลังงานก็ใช้เยอะ อาทิ เครื่องปรับอากาศที่ประเทศไทยผลิตปีละกว่า 20 ล้านเครื่อง แต่เป็นการนำเข้าทั้งหมดจากจีน และเซ็นเซอร์ที่เรามีศักยภาพมาก ไม่ต้องไปคำนึงถึงการผลิตระดับ 3 นาโนเมตร แต่ประเทศไทยมีความสามารถในการออกแบบและทำเซ็นเซอร์อยู่ไม่น้อย ซึ่ง 3 ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์เหล่านี้เป็นตัวที่มีศักยภาพในการดึงอุตสาหกรรมเก่ามา ‘ติดชิป’ เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อได้ ยกตัวอย่าง การผลิตเตียงสำหรับการแพทย์ วัดอุณหภูมิ และวัดค่าต่าง ๆ ที่มีการติดเซ็นเซอร์เพื่อสอดรับกับเทรนด์สังคมสูงอายุ เดิมขายได้ 5,000 บาท แต่การเพิ่มมูลค่านี้สามารถทำราคาได้เป็น 10 เท่า หรือ 50,000 บาทได้ในทันที
สิ่งที่พรรคประชาชนทำ คือ การพิจารณา 2 ประเด็นพร้อมกัน ทั้งโจทย์อุตสาหกรรมภายในประเทศที่มีอุตสาหกรรมเก่าซึ่งมีการจ้างงานจำนวนมาก และยังมีการส่งออกอยู่ และส่วนของอุตสาหกรรมใหม่ที่ส่วนใหญ่เป็นการเข้ามาจากต่างชาติ สิ่งที่พรรคประชาชนขบคิด คือ การทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมเก่าของประเทศไทยมีทางไป และอุตสาหกรรมใหม่ได้เฉิดฉาย พร้อมกับทำอย่างไรให้ประเทศไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปกับเขา
“แนวคิด Transformation Loan เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่เราบอกว่าหากบริษัทอุตสาหกรรมเก่าอยากเปลี่ยนผ่าน สามารถเข้ามารับกองทุนเพื่อเปลี่ยนเครื่องจักรบางส่วน ติดชิปให้ ทำให้เขามีทางเลือกไปต่อกับอุตสาหกรรมใหม่ได้ ขณะเดียวกันประเทศไทยก็จะมี Demand อย่าง Power Chip ที่รัฐสามารถเป็นตัวกลางในการกระตุ้นให้เกิดการใช้ของในประเทศมากขึ้น และอาจจะโน้มน้าวด้วยการใช้จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเข้ามาเสริมได้
‘เปลี่ยนปัญหาในประเทศให้กลายเป็นโอกาส’ ยุทธศาสตร์ใหญ่ที่มองไกลถึงความมั่นคงและยั่งยืน
ตั้งต้นจากชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ ก็ทำให้เกิดความสงสัยในเรื่องของอธิปไตยข้อมูล ที่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเริ่มรณรงค์ให้มีการผลิตชิ้นส่วนที่สำคัญต่อความมั่นคงในประเทศ เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลในหลากหลายมิติ นำมาสู่คำถามว่าในกรณีของอธิปไตยข้อมูลที่เกิดจากการผลิตชิ้นส่วนที่มีความอ่อนไหวเหล่านี้ พรรคประชาชนมีมุมมองอย่างไรบ้าง?
“สิ่งที่พูดถึงนี้เป็นยุทธศาสตร์ใหญ่ที่เราอยากเสนอให้เปลี่ยน แต่จะมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่เราเสนอว่าต้อง ‘เปลี่ยนปัญหาในประเทศให้เป็นโอกาส’ ให้เป็นตลาดสำหรับภาคการผลิต และตัวอุตสาหกรรมป้องกันประเทศนั้นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่พรรคประชาชนเสนอในรอบนี้ด้วย เราทำงานแลกเปลี่ยนข้อมูลกันจนได้ข้อสรุปว่าจริง ๆ แล้วเรามีศักยภาพ มีงบประมาณในการจัดซื้อทุกปีอยู่แล้ว และควรจะเพิ่มให้เป็นส่วนการจัดซื้อสินค้าในประเทศ เพราะว่ามีหลายชิ้นส่วน เช่น รถหุ้มเกราะ รถยานเกราะ ซึ่งเรามีการขายไปต่างประเทศอยู่ แต่ภายในประเทศไม่ยอมใช้ ดังนั้น โจทย์ของรัฐ คือ ทำอย่างไรที่จะเชื่อมให้ทรัพยากรที่เรามีตอบโจทย์ทั้งเรื่องความสามารถในการผลิตของประเทศ แล้วก็ยังช่วยขยายงาน จ้างงาน เพิ่มเทคโนโลยีของตัวเอง และโดรนก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ” การฉายภาพของอาจารย์ต้นทำให้ความสอดคล้องของโอกาสจะเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน
การมองปัญหาและเปลี่ยนให้เป็นโอกาสของพรรคประชาชนนั้น มีการวางนโยบายหลัก 8 ปี มูลค่ากว่า 600,000 ล้านบาท พัฒนาพื้นที่และยกระดับอุตสาหกรรม ยกตัวอย่าง การจัดการน้ำเสีย ซึ่งคนในกรุงเทพฯ อาจจะไม่รู้สึก แต่ในพื้นที่ต่างจังหวัดเรื่องขยะกับน้ำเสียเป็นเรื่องที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และขยะก็แทบฝังกลบกันไม่หมดแล้ว ถ้าไม่ทำโรงงานให้เหมาะกับชุมชน อนาคตจะมีปัญหาตามมา ลองจินตนาการถึงน้ำท่วมที่มาพร้อมขยะ ดังนั้น วิธีป้องกันและสร้างอุตสาหกรรมไปด้วย คือ การส่งเสริมพัฒนาขนส่งสาธารณะ การจัดการขยะ ไปจนถึงเรื่องของโรงพยาบาลให้มี Telemedicine เรียกว่า แปลงปัญหาที่มีอยู่ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างตลาดงาน และ Supply Chain ที่เกี่ยวข้อง
“สิ่งสำคัญ คือ ต้องออกแบบให้มีการแข่งขันตั้งแต่ต้น ไม่ใช้แบบรัฐนิยมดั้งเดิมที่สร้างเสือนอนกินที่สามารถผูกขาดได้ 10 ปี 20 ปี ดังนั้น ต้องใส่องค์ประกอบการออกแบบสากลเข้าไปตั้งแต่แรกว่า เมื่อเวลาผ่านไป มีสเกลในการผลิตแล้ว คุณต้องเข้าไปแข่งในตลาดอย่างน้อยภูมิภาคอาเซียน แล้วไปตลาดโลกได้ในอนาคต การใส่การแข่งขันกับมาตรฐานสากลเข้าไปจะเป็นองค์ประกอบของนโยบายอุตสาหกรรมพรรคประชาชน”
ธุรกิจและแรงงานในภาคอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนผ่านได้อย่างไรในสายตาพรรคประชาชน
ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ที่ไม่ว่าผู้ประกอบการเองหรือแรงงานก็ต้องเกิดการปรับตัวกันทั้งสิ้น แม้กระทั่งการผลักดันนโยบายใหม่ที่เกิดขึ้นก็ล้วนต้องการแรงงานและธุรกิจหน้าใหม่ เกิดเป็นคำถามที่ว่า “พรรคประชาชนจะสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ได้อย่างไร?”
ผู้ประกอบการกับเข็มทิศที่ต้องชัดเจน
“สำหรับ SME ที่มีศักยภาพในการโต ผมคิดว่าเขาต้องการรู้ว่าจะมี Demand อะไรเกิดขึ้นในอนาคต พอที่เขาจะกำหนดกำลังการผลิตได้ หรือจะต้องลงทุนเพิ่มเติม 2 ปีที่ผ่านมา Capacity Utilization หรืออัตราการใช้กำลังการผลิตโรงงานเราต่ำลงไป 50% ต้องยกขึ้นมาให้ถึง 70% ขึ้นไป โรงงานจะสามารถประเมินทิศทางได้ ทำให้ในระยะสั้นเราเสนอโครงการที่ชื่อว่า ‘คนละครึ่ง Made in Thailand’ คล้าย ๆ กับนโยบายเงินหมื่น แต่ในการกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเพื่อสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะส่วนที่มีการ Made in Thailand ที่จะเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลสภาอุตฯ ซึ่งคาดการณ์ว่าสามารถยกระดับขึ้นมาเป็น 60% หรือมากกว่านั้นได้ เพราะเราเห็นอยู่แล้วว่าภาคการผลิตไทยนั้นถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง อยู่ ๆ จะไปบอกให้เขาลงทุนเครื่องจักรเพิ่ม เปลี่ยนเครื่องจักร เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น ระยะสั้น 3 – 6 เดือน ต้องดึงให้เกิดกำลังซื้อที่มีอยู่แล้ว กระตุ้นให้เกิดการใช้สินค้าในประเทศ แล้วค่อยเสริมด้วยกองทุนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม ต้องเห็นว่าระยะยาวจะไปทางไหนต่อ เรามีโครงการระยะยาวตั้งแต่เรื่องการจัดการขยะ เรื่องน้ำ เรื่องพลังงาน Smart Grid ก็เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของเรา ซึ่งจะทำให้เกิดการติดตั้ง Smart Meter ทั่วประเทศ เป็น Demand ที่เกี่ยวข้องกับทั้ง Supply Chain ที่คุณต้องทำตั้งแต่พลาสติก เหล็ก รวมถึงตัวเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ดังนั้น พอคุณมี Demand ที่ชัด และมีกองทุนสนับสนุน เราก็จะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านโรงงานไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ด้วยกันทั้งระบบ”
อาจารย์ต้นยังเสริมอีกว่าโครงการที่ยกระดับคุณภาพชีวิตได้ คือ การให้เอกชนเห็น Demand ในอนาคต ว่าเกิดขึ้นเท่าไร พอรับประกันได้ว่าการแข่งขันจะเป็นธรรม เอกชนก็พร้อมจะเข้ามาแข่งขัน อาทิเช่น มิเตอร์อัจฉริยะที่ทำ Smart Grid เปลี่ยนผ่านพลังงานทั่วประเทศ ยกตัวอย่าง ครัวเรือนในประเทศไทย 30 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 30 ล้านเครื่อง มิเตอร์ตัวละ 2,000 บาท และมีส่วนประกอบอีกมากมาย ก็เป็น Demand มโหฬาร แล้วการันตีว่าจะมีการแข่งขัน บางคนก็อาจจะผลิตบางรูปแบบที่เหมาะกับบางพื้นที่ไป สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวทำให้เกิดแรงจูงใจในการยกระดับเครื่องจักรในการขยายกำลังการผลิต
เพิ่มความยืดหยุ่นทางทักษะให้กับแรงงาน เพิ่มโอกาสให้กับทุกคน
สำหรับในส่วนของแรงงานเอง การเข้ามาของเทคโนโลยีอาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจในส่วนของแรงงานที่ขาดความรู้ขาดทักษะได้ อาจารย์ต้นมองว่า ภาคอุตสาหกรรมเองนั้นต้องมีความหลากหลายให้มากขึ้น ยกตัวอย่าง กรณีที่ผ่านมาของ BOI ที่ KPI จะเป็นแค่ตัวเลขมูลค่าการลงทุน ซึ่งมูลค่าการลงทุนไม่ได้จะสะท้อนกลับมาถึงการจ้างงาน หรือ Value Added ด้วย พรรคประชาชนคิดว่า BOI หรือการสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติ จาก FDI สามารถมี Scheme หลายแบบได้ อุตสาหกรรมที่ส่งเสริมการจ้างงานก็ต้องมี แต่บางอุตสาหกรรมมีธรรมชาติที่ไม่ได้ส่งเสริมการจ้างงานอยู่แล้ว เช่น โรงงาน Semiconductor ที่ทุนหมื่นล้านอาจจะใช้วิศวกรแค่ 100 คนเท่านั้น ซึ่งเป็นธรรมชาติของอุตสาหกรรมนั้น ดังนั้น อุตสาหกรรมที่ยังใช้คนเยอะอยู่ก็ต้องสนับสนุนอีกแบบหนึ่ง เพื่อรักษาและสนับสนุนการจ้างงานและยกระดับการจ้างงานต่อไป
“สิ่งสำคัญ คือ การ Reskill หลังจากที่จบการศึกษา ไม่ว่าจะอาชีวะหรือมหาวิทยาลัย ต้องมีโอกาสในการ Reskill เช่น คนที่อายุ 25 จนถึง 50 ควรมีโอกาสในการปรับทักษะเพื่อเปลี่ยนงาน และการ Reskill จะทำแบบเดิมไม่ได้ ซึ่งปรกติเขาทำกันอยู่ 2 แบบ เข้าระบบออนไลน์นับหัว ระบบ Engage แต่ไม่ได้นับคนเรียนจริง ๆ เลยได้ยอดหลายแสนคนต่อปี อีกแบบหนึ่ง คือ คนมาอบรมเซ็นชื่อกินข้าวกลับบ้านแล้วก็นับหัวว่า Reskill สำเร็จแล้ว งบปี ๆ หนึ่งเป็นหมื่นล้านแต่ไม่เกิดการพัฒนาจริง เป้าหมายของเรา คือ รัฐต้องถอยมาเป็นตัวกลาง เพื่อสนับสนุนให้เอกชนเข้ามาแข่งขันกันเสนอบริการ Reskill และประชาชนหรือแรงงานเป็นคนเลือก อยากเก่งเรื่องอะไร หรือ Sector ไหนก็ทำงานร่วมกับเอกชนใน Sector นั้นไปเลย” โจทย์ของพรรคประชาชน คือ รัฐต้องไม่ไปแข่งเรื่องการ Reskill ที่ความต้องการหลากหลายจริง ๆ ให้ตลาดทำงานเอง นโยบายนี้สามารถทำหลาย Sector ได้ พอรู้ว่ามี Pain Point เฉพาะทางอย่างยานยนต์ แรงงานเหลืออยู่ 5 – 6 แสนคน จะ Reskill ไปในทางไหนได้บ้าง หรือจะขยายเป็นอุตสาหกรรม Medical Device ที่เกี่ยวเนื่องกัน หรืออุตสาหกรรมระบบราง ความเป็นไปได้เหล่านี้มีอยู่แล้วแต่ขาด Demand นโยบายของพรรคประชาชนจะเข้ามาช่วยในการสร้าง Demand และผลักดันการ Reskill ทำให้แรงงานมีทางเลือกมากขึ้น ตลาดการจ้างงานเองก็มีความยืดหยุ่นและเติมคนได้รวดเร็ว ตรงกับความต้องการมากยิ่งขึ้น
หากมองผ่านมุมของแรงงานเอง อาจารย์ต้นเชื่อว่า รัฐไม่สามารถตอบสนองได้ทั้งหมด แต่ถ้ารัฐสามารถยืนยันถึงความต้องการที่เกิดขึ้นได้ แล้วเปิดทางให้เอกชนเข้ามาแข่งขัน ในท้ายที่สุดจะเกิดกลุ่มเฉพาะทางขึ้นอีกเยอะมาก การเปิดให้ประชาชนเลือกก็จะมีการตอบสนองต่อ Demand และรัฐสามารถช่วยจับคู่กับเอกชนอื่น ๆ ได้ สามารถมีระบบ Reward ได้เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาต่าง ๆ
รู้จักหลักการ 3 ข้อ หัวใจด้านนโยบายต่างประเทศจากพรรคประชาชนที่เชื่อมโยงเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าสงครามการค้า การย้ายฐานการผลิต สงคราม และปัจจัยอื่น ๆ ของภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนการเมืองโลกมีผลต่อศักยภาพของประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะประเทศไทยนั้นมีสัดส่วนการส่งออกที่สูงมาก ซึ่งความผันผวนที่เกิดขึ้นส่งผลต่อเศรษฐกิจและประชาชนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ภายใต้บริบทเหล่านี้ที่เกิดขึ้นพรรคประชาชนมีแนวทางในการรับมืออย่างไร?

Pro-Thai เสริมแกร่งศักยภาพไทยและมองหาจุดร่วมที่ชัดเจน
“เรื่องนโยบายต่างประเทศที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ มีหลักการ 3 ข้อ หลักแรก คือ ยุทธศาสตร์ ‘Pro-Thai’ หมายความว่า แต่ละมหาอำนาจหรือแต่ละประเทศ แม้แต่เพื่อนบ้านอาเซียนใด ๆ ก็ตาม จะมีทั้งจุดที่เป็นบวกกับผลประโยชน์ของไทย และจุดที่อยากจะต้องไปคุยกันต่อ หรือเป็นลบด้วยซ้ำ ดังนั้น เราไม่ควรจะเลือก แต่ควรจะย่อยลงมาเป็นประเด็นที่เรียกว่า Issue-Based Diplomacy คือ แต่ละประเทศจะมีทั้งจุดที่เป็นบวกและลบกับเรา ยกตัวอย่าง สารพิษแม่น้ำกกในภาคเหนือที่เชื่อมโยงกับเมียนมาร์, Earth และจีน ถ้าเราไม่คุยกับจีนและเมียนมาร์ก็แก้ปัญหาไม่ได้ ที่ผ่านมา คือ พอคุณไม่กล้าคุย ไม่กล้าตั้งเวทีพหุภาคี ไม่กล้าตั้งกระบวนการ Monitoring คุณก็เกิดไม่ได้ ต้องกล้าคุยกับจีนเลย แต่ในขณะเดียวกันจีนก็จะมีเรื่องที่เป็นบวก เราสามารถเข้าไปอยู่ใน Supply Chain เขาได้ เช่น การยกระดับ Space Industry หรืออุตสาหกรรมเกี่ยวกับอวกาศ ปีนี้จีนจะส่งดาวเทียมฉางเอ๋อ 7 ขึ้นไปอีกรอบหนึ่ง เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตต่างชาติเข้าไปมีส่วนใน Supply Chain การผลิตของเขา และไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ก็จะมีส่วนที่คุณเริ่มสงสัย ส่วนที่อาจจะเป็นลบ”
“ดังนั้น ถ้าคุณตั้งหลักให้มั่นว่าใช้ยุทธศาสตร์ Pro-Thai คุณก็จะคุยกับเขารายประเด็น แต่อย่าคุยแบบโดดเดี่ยว บางทีผมได้รับคำถามว่า ทรัมป์ที่ประกาศตั้ง Board of Peace ขึ้นมาใหม่ ประเทศไทยควรเข้าไปเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ผมบอกเลยว่า ถ้าคุณเริ่มต้นอย่างนี้ จบเลย คุณอย่าเริ่มต้นคิดว่าไทยจะเดินเข้าไปแล้วไปก้มหัวให้หรือหันหลังให้ หันไปมองเพื่อนก่อน คุณหันไปคุยกับสิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี อินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย คุยกันก่อนว่ามีความเห็นว่าอย่างไรในบรรดา Middle Power อย่ามองว่าไทยตัวเล็ก ต้องตั้งหลักให้ดีก่อนว่า เราคือ Middle Power เราเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญ มีประชากรเยอะ มีอำนาจต่อรองในเวทีโลก แต่อย่าต่อรองเดี่ยว ต้องคุยกับเพื่อน และหากลุ่มพันธมิตรเพื่อตกลงหรือกรอบร่วมกัน เพราะในอนาคตทรัมป์อาจจะเปลี่ยนใจเป็นอย่างอื่นอีก แต่ถ้าเรามีพันธมิตรจับมือกันไว้ให้มั่น จะรู้ได้ว่าจะเดินไปต่อรองยังไงต่อ”
เชื่อมต่อชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ จาก Demand สู่อำนาจใน Supply Chain
“ข้อที่ 2 คือ เรื่องเศรษฐกิจ ต้องมาพร้อมกัน คุณไม่สามารถเป็นผู้นำแล้วประเทศอื่น ๆ จะให้ความสำคัญกับคุณ โดยที่คุณไม่มีอำนาจต่อรองในเชิงเศรษฐกิจ การปรับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมมาเป็นชิ้นส่วนยุทธศาสตร์นั้นมีความสำคัญตรงนี้ คือ ต่อให้เราผลิต EV ได้ทั้งคัน โลกอาจจะไม่ได้แคร์เราในเชิงอำนาจต่อรองระหว่างประเทศ แต่ถ้าคุณทำชิ้นส่วนเซ็นเซอร์, Power Chip, Photonics ให้มีนัยยะสำคัญต่อโลกได้ เราจะมีอำนาจต่อรองที่สูงขึ้น อาจจะไม่เท่าแต่เทียบเคียงได้กับลักษณะของ TSMC ในไต้หวัน ที่เกิดเป็น Silicon Shield ขึ้นมา นั่นหมายความว่า คุณต้องมีชิ้นส่วนที่คุณเป็นอำนาจต่อรองในโลกไว้”
Look North, Go South – ความร่วมมือทางเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อกับตลาดที่มีศักยภาพ
“ข้อที่ 3 เราเสนอยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า Look North แล้วก็ Go South ซึ่ง Look North หมายความว่า การกระชับความสัมพันธ์กับประเทศ East Asia ที่จริง ๆ แล้วเป็นพันธมิตรที่ดีกับเรามาตลอด เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน ที่มีความสัมพันธ์ในเชิงเทคโนโลยีมากขึ้น Look North for Joint Technology เพราะแต่ละประเทศเหล่านี้พัฒนาเทคโนโลยีค่อนข้างดี แต่ก็มี Pain Point เฉพาะทาง ที่ไทยสามารถไปมีส่วนเติมเต็มได้ ยกตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น ที่กำลังกระโดดไปสู่พลังงานไฮโดรเจน และการทำ Autonomous Driving แต่ก็ยังขาดพื้นที่ทดลอง ด้วยความที่กฎระเบียบค่อนข้างแข็ง เราสามารถชวนเขามาลงทุนกับไทย พร้อมต่อรองเรื่องสิทธิบัตร Autonomous Driving ในญี่ปุ่นหลับตาขับยังได้ เพราะถนนเรียบ ทุกอย่างชัดเจนหมดเลย ลองเสนอให้มาทดลองที่ไทยไหม Obstacle เต็มเลย ถนนน้ำท่วม สองแถว มอเตอร์ไซค์สวน ถ้ามาทดสอบที่นี่จะเก่งขึ้นกี่เท่า ตรงนี้อยากให้มองเห็นว่า Pain Point ของแต่ละประเทศในเรื่องนี้คืออะไร”
“ส่วน Go South คือ การมองประเทศที่อยู่กลุ่มทางใต้ เช่น อินเดียที่เป็นตลาดใหญ่ เราเสนอนโยบายยกระดับท่าเรือที่ระนอง เพราะเรามองว่ามีอยู่แล้ว แต่คุณภาพไม่ค่อยดีต้องไปเพิ่มระบบดิจิทัล แล้วก็ทำระบบให้ดี ก็จะรองรับเป็นท่าเรือขนาดกลางที่ไม่ลึกมากได้ ดังนั้น จะเป็นการเปิดโอกาสประตูฝั่งอันดามันในการค้าการขายได้ มีความพอดีกับระยะทางและไซส์ของท่าเรือระนอง แต่ที่เหนือกว่านั้น คือ ตลาดละตินอเมริกา ตลาดแอฟริกา ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังโต ตรงนี้ควรจะมองว่าเป็นโอกาส เราใช้คำว่า Look South Go South for Global Niche คือ หา Niche ที่มีไซส์ใหญ่พอ ที่จะสนับสนุนการผลิตของไทย ภาค Creative Economy ก็มีความสำคัญ ดังนั้น South จึงหมายความว่า การมองเห็นโอกาสในตลาด Emerging Market แต่ต้องหาจุดที่เหมาะกับแต่ละตลาด อย่าง Middle East ยังมีตลาดสันดาปที่ขับเคลื่อนและเติบโตอยู่ ดังนั้น ถ้าจะพูดถึงการหาตลาดใหม่ให้กับยานยนต์สันดาป ชิ้นส่วนยานยนต์สันดาปไทย นั่นคือ Middle East ครับ”
‘ตั้งต้นที่ความแฟร์ มีจุดยืนทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และเชื่อมต่อกับพันธมิตรอย่างเหมาะสม’ แนวทางการเสริมแกร่งจากภายในสู่คุณค่าของภาคอุตสาหกรรมในระดับสากลจาก ‘พรรคประชาชน’
ภาพนโยบายที่อาจารย์ต้นได้สะท้อนความคิดของพรรคประชาชนออกมาได้อย่างหนักแน่น โดยเฉพาะในเรื่องของการเสริมแกร่ง Supply Chain ในประเทศ ผ่านการสร้างสนามแข่งขันที่มีความยุติธรรมสำหรับผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตภายในประเทศ หรือการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ ที่จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์อย่างรอบด้านครบมิติที่ครอบคลุมถึงศักยภาพแรงงาน
ภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัดและตัวเลือกในตลาดที่เกิดขึ้นมากมาย พรรคประชาชนได้เสนอให้เปลี่ยนวิธีคิดจากการมองหา Product Champion ที่ต้องการสร้าง Supply Chain ของผลิตภัณฑ์แบบครบวงจร สู่ Strategic Component หรือชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่โฟกัสไปใน 3 ชิ้นส่วนที่ภาคอุตสาหกรรมไทยมีความเชี่ยวชาญ และมีโอกาสในการสร้างจุดยืนที่เข้มแข็งในการแข่งขันอย่าง เซ็นเซอร์, Power Chip / Power Board และ Photonics ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ตลอดจนอุตสาหกรรมมูลค่าสูงต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นและกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการแข่งขันของประเทศในวันนี้
เพื่อต่อยอดสู่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ พรรคประชาชนเสนอให้ทำความร่วมมือทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยีกับประเทศที่มีความเชี่ยวชาญ และเปิดตลาดไปยังประเทศที่มีศักยภาพในการบริโภคมากขึ้น เพื่อเป็นการนำศักยภาพที่ถูกพัฒนาแล้วแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจต่อรองที่เกิดขึ้นใน Supply Chain ซึ่งจะส่งผลต่อความยั่งยืนและจุดยืนของประเทศไทยได้ในระยะยาว
MMThailand ขอขอบคุณ รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (อาจารย์ต้น) แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจและรองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์ พรรคประชาชน ที่แบ่งปันมุมมองและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้นักอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งประกอบการตัดสินใจเลือกตั้งและร่วมกำหนดทิศทางของประเทศไทยต่อไป
นักอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และผู้คนในภาคอุตสาหกรรมอย่าลืมไปเลือกตั้งกันในวันที่ 8 ก.พ. 2569 นี้ เลือกพรรคที่ท่านเห็นว่าตรงกับความคิดและค่านิยมของท่าน และอย่าลืมออกความคิดเห็นการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยครับ









