World Bank เปิดเผยข้อมูลการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยล่าสุดในเอกสาร Thailand Economic Monitor: Advanced Green Manufacturing for Growth โดยคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 2569 ชะลอลงเหลือ 1.6 และมีแนวโน้มขยับขึ้นเป็น 2.3 ในปี 2570 โดยมีอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงที่ยึดโยงกับประเด็นความยั่งยืนที่สามารถขับเคลื่อนการเติบโตได้ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้มีการวิเคราะห์และเผยแพร่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก่อนเกิดภาวะสงครามในตะวันออกกลาง
จากข้อมูลของ World Bank ที่มีการวิเคราะห์ก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลาง เผยภาพเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอลงเหลือร้อนละ 1.6 ในปี พ.ศ. 2569 ก่อนจะขยับขึ้นเป็นร้อยละ 2.3 ในปี พ.ศ. 2570 โอกาสการขยายตัวดังกล่าวเป็นผลจาก Foreign Direct Investment (FDI) ในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้กำแพงของข้อจำกัดเชิงโครงสร้างชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน
ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ World Bank กล่าวถึง ได้แก่:
- ฐานอุตสาหกรรมที่ล้าสมัย
- ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกและท่องเที่ยวที่ลดลง
- หนี้ครัวเรือนในระดับสูง
- พื้นที่ทางการคลังที่ตึงตัวมากยิ่งขึ้น
แม้ภาพที่เห็น คือ การขับเคลื่อนในภาคการผลิตที่อ่อนตัวลง และการส่งออกมีการขยายตัวกิดขึ้นขั่วคราว แต่เศรษฐกิจไทยยังคงได้รับประโยชน์จากกความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ แต่ในขณะเดียวกันความเสี่ยงด้านลบยังคงมีน้ำหนักมาก
การแก้ไขโครงสร้างที่เปราะบาง
การที่เศรษฐกิจไทยชะลอตัวกว่าที่คาดไว้ เผยให้เห็นจุดเปราะบางเชิงโครงสร้าง และเปิดโอกาสให้สามารถแก้ไขข้อจำกัดที่สะสมมานาน รวมทั้งเสริมสร้างรากฐานการเติบโตระยะปานกลางที่มีความยืดหยุ่นเพิ่มมากกขึ้น การหดตัวของ GDP ไตรมาส 3 ยิ่งเน้นย้ำถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างไม่ว่าจะเป็นฐานการผลิตที่อ่อนแอลงเพราะพึ่งพาแรงงานและทุนกายภาพที่มีอายุการใช้งานสูง นอกจากนี้การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันสำหรับการส่งออกดั้งเดิมตลอดจนข้อจำกัดใหม่ๆ ยิ่งสะท้อนภาพจุดเปราะบาง
เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ การปฏิรูปนโยบายอย่างต่อเนื่องสามารถยกระดับการเติบโตได้ผ่านการเสริมสร้างการแข่งขัน ยกระดับทักษธแรงงาน ปรับสมดุลนโยบายการคลัง และแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน
อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงที่ยึดโยงกับแนวคิด ‘สีเขียว’ เสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจ
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ภาคการผลิตยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจ โดยคิดเป็น GDP 25% และมีการจ้างงานคิดเป็น 16% หรือมีการสร้างงานกว่า 6.2 ล้านคนเกิดขึ้น แม้ว่าจะมีการหดตัวเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส ของการผลิตซึ่งเป็นผลจากการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่น การผลิตยานยนต์ที่ลดลง และการผลิตในอุตสาหกรรมพลาสติกและเครื่องจักรที่อ่อนแอ
แม้จะมีการขับเคลื่อนยโบบายจากหลายภาคส่วน เพื่อเร่งรุดใหประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง แต่ความพยายามเหล่านั้นต้องเผชิญหน้าความยากลำบากอีกมากส่งผลให้เกิดความเปราะบางต่อการแข่งขันระดับโลก
หากพิจารณาจากเทรนด์ด้านการผลิตสีเขียวแล้ว พบว่าสินค้าสีเขียวมีสัดส่วนเกือบ 10% ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งการผลิตสินค้าเหล่านี้ต้องการความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในระดับสูงมากกว่าสินค้าที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน การปรับห่วงโซ่อุปทานและการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้นจึงเป็นหัวใจสำคัญนอกเหนือจากความพยายามในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอิเล็กรอนิกส์
จากมุมมองของ World Bank พบว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพสีเขียวที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อีกมาก โดยช่องว่างของดัชนี Green Complexity Index ของไทยอยู่ที่ 0.7 แต่ศักยภาพความซับซ้อนด้านสีเขียว หรือ Green Complexity Potential นั้นอยู่ที่ 1.4 สะท้อนโอกาสที่สามารถขยายไปสู่กิจกรรมการผลิตสีเขียวที่มีความซับซ้อน และมีมูลค่าที่สูงขึ้นกว่ากิจกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบัน
Value Chain สีเขียวที่มีศักยภาพการแข่งขันสูง:
- ระบบทำความเย็นประหยัดพลังงาน – ประเทศไทยเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้โดยมีสัดส่วนของตลาดกว่า 1 ใน 3 สำหรับเครื่องปรับอากาศแบบ Inverter
- Solar Photovoltaic – ประเทศไทยมีการส่งออกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้มีโอกาสในการขยายไปสู่ชิ้นส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น เซลล์, Inverter
- ยานยนต์สมัยใหม่ – อุตสาหกรรมยานยนต์นั้นมี GDP เป็นสัดส่วน 3.1% และมีการจ้างงานกว่า 570,000 ตำแหน่ง ซึ่งมีศักยภาพในการเปลี่ยนผ่านสู่ EV ซึ่งเป็นยานยนต์สมัยใหม่ในระดับสูง ปัจจุบันการส่งออก EV คิดเป็นสัดส่วน 4.3% ของการส่งออกทั้งหมด และการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มากกว่า 80% สามารถปรับใช้งานกับ EV ได้
ข้อมูลของ World Bank ยังเปิดเผยให้เห็นว่าการผลิตสีเขียวสามารถสร้างการเติบโตและการจ้างงานอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการขยายการผลิต EV, อุปกรณ์โซลาร์ PV ตลอดจนระบบทำความเย็นแบบประหยัดพลังงานมีแนวโน้มที่จะช่วยเพิ่ม GDP ได้อีก 2.9% ภายในปีพ.ศ. 2578 หรือคิดเป็นการเติบโต 0.3% (YoY) และเพิ่มการจ้างงานอีก 0.6%
ที่มา:
World Bank









