ไต้หวันกำลังเผชิญแรงกดดันจากสังคมสูงวัยที่เร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จนระบบสาธารณสุขต้องรับมือกับความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งจำนวนบุคลากรที่ไม่เพียงพอและภาระงานที่ต้องประสานกันระหว่างแพทย์ อุปกรณ์ ห้องตรวจ และเวรที่หมุนตลอดเวลา จุดนี้เองที่ NVIDIA ประกาศความร่วมมือกับ Foxconn และโรงพยาบาลชั้นนำของไต้หวันในงาน NVIDIA GTC Taipei เพื่อเปลี่ยนแนวทางการใช้ AI จากเครื่องมือเดี่ยวๆ ไปสู่ทีม AI Agent ที่ทำงานร่วมกันได้ทั้งในโลกดิจิทัลและโลกกายภาพ ภายใต้โครงการ Healthy Taiwan ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไต้หวันด้วยงบลงทุน 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย Foxconn รับบทเป็นผู้ผสานระบบที่เชื่อมรัฐบาล โรงพยาบาล ผู้ผลิตอุปกรณ์ และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เข้าด้วยกัน
ความน่าสนใจอยู่ที่แนวคิดของ Agentic AI ในที่นี้ไม่ใช่แค่ AI ที่ตอบคำถามหรือช่วยวิเคราะห์ภาพเพียงอย่างเดียว แต่ถูกออกแบบให้เป็นเหมือนทีมแพทย์เฉพาะทางที่ทำงานประสานกัน แพลตฟอร์ม CoDoctor AI ของ Foxconn จึงเพิ่ม AI Agent เฉพาะทางเข้ามาหลายตัวพร้อมกัน อย่าง ECG AI Agent ที่ช่วยคัดกรองผู้ป่วยโรคหัวใจได้รวดเร็วขึ้น Corovia AI Agent ที่สร้างภาพหัวใจและหลอดเลือดหัวใจแบบ 3 มิติได้อัตโนมัติ ลดเวลาทำงานจากเดิม 2 ชั่วโมงเหลือเพียง 1 นาที และ Endovia AI Agent ที่ช่วยตรวจจับความผิดปกติระหว่างการส่องกล้องลำไส้แบบเรียลไทม์ในระดับมิลลิวินาที ทั้งหมดนี้รันอยู่บนสถาปัตยกรรมของ NVIDIA ทั้งโมเดล Nemotron ที่เปิด open-weight ให้สถานพยาบาลควบคุมโมเดลได้เอง และเฟรมเวิร์ก NemoClaw ที่ผสานกับ OpenShell เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล จนกลายเป็น CoDoClaw ระบบออร์เคสตราที่ควบคุม AI Agent หลายตัวให้ทำงานร่วมกันผ่านหน้าจอเดียว ครอบคลุมตั้งแต่การคัดกรองมะเร็งเต้านม วิเคราะห์ ECG ไปจนถึงการวางแผนผ่าตัด
ในด้านกายภาพ Foxconn เปิดตัว Scrub Bot หุ่นยนต์ผู้ช่วยพยาบาลในห้องผ่าตัดที่ตอบสนองคำสั่งเสียงของศัลยแพทย์ได้แบบเรียลไทม์ ส่วน Nurabot ซึ่งผ่านการทดสอบจริงที่ Taichung Veterans General Hospital มาแล้ว ได้ขยายการใช้งานไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ รวมถึงสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ช่วยลดงานขนส่งและลำเลียงให้พยาบาล คืนเวลาดูแลผู้ป่วยโดยตรงกลับมาได้วันละ 2-3 ชั่วโมง โดยก่อนนำหุ่นยนต์ลงพื้นที่จริง Foxconn ใช้ NVIDIA Omniverse จำลองโรงพยาบาลเป็น digital twin เพื่อทดสอบและฝึกระบบก่อน ซึ่งช่วยลดเวลาติดตั้งระบบลงได้ถึง 40% และทำให้ความแม่นยำในการนำทางของหุ่นยนต์สูงถึง 98%
ตัวเลขที่ทำให้เรื่องนี้น่าเชื่อถือไม่ใช่แค่คอนเซปต์หรือ pilot project แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสเกลใหญ่ ปัจจุบันไต้หวันมีโซลูชัน AI ทางการแพทย์ที่ผ่านการรับรองจาก FDA หรือ TFDA แล้ว 85 รายการ และโรงพยาบาลใหญ่ส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Chang Gung Memorial, National Taiwan University Hospital หรือ Taipei Veterans General Hospital ต่างใช้ระบบ AI เป็นส่วนหนึ่งของงานประจำวันแล้ว ครอบคลุมการรักษาผู้ป่วยกว่า 14 ล้านครั้งต่อปี นั่นหมายความว่า AI ในระดับที่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตคนไข้โดยตรง ผ่านการพิสูจน์ความแม่นยำและความน่าเชื่อถือในสภาพแวดล้อมจริงมาแล้วในระดับที่กว้างและต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ตัวเลขในแล็บ
Kimberly Powell รองประธานฝ่ายสาธารณสุขของ NVIDIA กล่าวว่า ‘The next era of healthcare is being powered by agentic AI — teams of digital and physical AI agents working alongside clinicians’ ขณะที่ Barry Chiang ประธานฝ่าย B group และ Digital Health ของ Foxconn ระบุว่า Foxconn กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI และแพลตฟอร์มทางคลินิกที่เชื่อมโรงพยาบาล อุปกรณ์การแพทย์ และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วไต้หวันเข้าด้วยกัน ส่วน Dr. Chung-Liang Shih รัฐมนตรีสาธารณสุขไต้หวัน กล่าวว่าการลงทุนด้าน AI ทางการแพทย์ของไต้หวันกำลังสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงต่อการดูแลประชาชน และเป็นโมเดลที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อรัฐบาล อุตสาหกรรม และผู้ให้บริการสุขภาพร่วมมือกัน อะไรก็เป็นไปได้
สิ่งที่น่าคิดต่อจากเคสนี้คือ งานการแพทย์เป็นหนึ่งในงานที่ตัวแปรไม่คงที่สูงที่สุด คนไข้แต่ละคนไม่เหมือนกัน อาการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และความผิดพลาดมีต้นทุนสูงถึงชีวิต แต่ AI ก็ยังถูกพิสูจน์แล้วว่าทำงานได้แม่นยำและน่าเชื่อถือพอจะนำมาใช้จริงในสเกลระดับประเทศ คำถามที่น่าตั้งไว้คือ ถ้า AI ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ผันแปรขนาดนี้ได้ งานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตซึ่งโดยทั่วไปมีตัวแปรที่ควบคุมได้มากกว่า กระบวนการที่ซ้ำและวัดผลได้ชัดกว่า ก็น่าจะมีช่องว่างให้ยกระดับความแม่นยำและประสิทธิภาพของงานได้อีกไม่น้อย
ที่มา:
Nvidia








