คาร์บอนนิวทรัล (Carbon Neutral) คือ ก้าวแรกสู่การลดผลกระทบโลกร้อน สิ่งแรกที่เรามักพบเห็นได้บ่อยที่สุด คือ แนวทางความเป็นกลางทางคาร์บอนซึ่งเหมาะสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นวางแผนดูแลสิ่งแวดล้อมและต้องการเห็นผลลัพธ์ในระยะสั้น การสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน หมายถึง การที่ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่องค์กรปล่อยออกมานั้นถูกทำให้สมดุลด้วยการลดปริมาณในสัดส่วนที่เท่ากัน
กลไกหลักของการขับเคลื่อนเรื่องนี้ คือ การชดเชยการปล่อยก๊าซผ่านสิ่งที่เราเรียกกันว่า ‘คาร์บอนเครดิต’ การที่แบรนด์จ่ายเงินซื้อเครดิตเหล่านี้จะช่วยระดมทุนสนับสนุนโครงการหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซทั่วโลก ตัวอย่างโครงการที่เห็นได้ชัด คือ การผลิตพลังงานหมุนเวียนหรือการปกป้องผืนป่าไม่ให้ถูกทำลาย
กลไกการชดเชยคาร์บอนในโลกธุรกิจ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ในมุมมองของการบริหารจัดการองค์กร บริษัท 1 แห่งที่ก่อให้เกิดคาร์บอนจำนวน 1,000 ตัน ในระยะเวลา 1 ปี จากกิจกรรมต่าง ๆ และห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด หากบริษัทต้องการแสดงจุดยืนด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทสามารถซื้อเครดิตเพื่อช่วยรักษาสภาพแวดล้อมไม่ให้มีการปล่อยคาร์บอนจำนวน 1,000 ตันจากแหล่งอื่นทดแทน
เมื่อมีการหักล้างกันตามตัวเลขแล้ว บริษัทแห่งนี้ก็จะสามารถประกาศตัวว่าเป็นกลางทางคาร์บอนได้ทันที วิธีการชดเชยแบบนี้ไม่ได้จำกัดแค่ระดับองค์กรเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงระดับบุคคลหรือแม้แต่งานอีเวนต์ที่จัดขึ้นเพียง 1 ครั้ง
สมมติว่ามีงานประชุมระดับนานาชาติขนาดใหญ่ที่มีการประเมินว่าผู้เข้าร่วมงานต้องเดินทางและต้องใช้พลังงานในสถานที่จัดงาน ซึ่งจะปล่อยคาร์บอนประมาณ 300 ตัน ผู้จัดงานก็เพียงแค่ซื้อเครดิตชดเชยจำนวน 300 ตัน เพื่อนำไปโปรโมตโฆษณาว่างานนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นกลางทางคาร์บอน แต่อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักการตลาดเราต้องตระหนักไว้เสมอว่าการทำแบบนี้ ไม่ได้ช่วยลดปริมาณคาร์บอน ที่ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจริง ๆ และไม่ได้นำเอาการปล่อยก๊าซทางอ้อมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตมาคำนวณร่วมด้วย

Net Zero คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแท้จริง
เมื่อเรามองในภาพรวมที่ใหญ่ขึ้นและต้องการสร้างความยั่งยืนแบบฝังรากลึก การหยุดอยู่แค่การชดเชยนั้นอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป องค์กรที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำตัวจริงในอุตสาหกรรมจำเป็นต้องขยับเป้าหมายให้ท้าทายยิ่งขึ้นและจัดการต้นตอของปัญหาอย่างเด็ดขาดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคยุคใหม่
ลดก๊าซจากต้นทางเพื่อโลกที่ดีกว่า
เป้าหมายระดับนานาชาติเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ถือเป็นข้อตกลงครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นในการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศที่กรุงปารีส การพยายามไปให้ถึงเป้าหมายนี้จะช่วยจำกัดภาวะโลกร้อนไม่ให้อุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสภายในศตวรรษนี้ แนวคิดสุทธิเป็นศูนย์นั้นแตกต่างจากความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างสิ้นเชิง เพราะมันให้ความสำคัญกับความพยายามที่จะลดปริมาณคาร์บอนที่จะถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศตั้งแต่จุดเริ่มต้น ไม่ใช่การปล่อยไปก่อนแล้วค่อยตามแก้ปัญหาทีหลัง บริษัท ประเทศ หรือแม้แต่บุคคลทั่วไปจะต้องทำการคำนวณการปล่อยก๊าซทั้งหมดของตนเองออกมาแล้วนำมาวางบนตาชั่งเพื่อหาทางปรับลดอย่างจริงจัง
ปรับปรุงกระบวนการตลอดทั้งห่วงโซ่
กิจกรรมทุกอย่างที่องค์กรดำเนินการล้วนถูกนำมาคำนวณรวมกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการผลิต การคมนาคมขนส่ง หรือการดำเนินงานภายในอาคาร นอกจากนี้ ยังต้องนำเอาการปล่อยก๊าซทางอ้อมที่ไม่ค่อยเด่นชัดมาพิจารณาประกอบด้วย ตัวอย่างเช่น ก๊าซที่ถูกปล่อยออกมาจากฝั่งซัพพลายเออร์ ในขณะที่พวกเขากำลังผลิตชิ้นส่วนสินค้าให้กับเรา หรือหากย้อนกลับไปดูตัวอย่างงานประชุมนานาชาติ ก็ต้องรวมระยะทางในการขนส่งวัตถุดิบ ทำอาหารจัดเลี้ยง เข้าไปในสมการด้วย หลังจากได้ตัวเลขที่ชัดเจนแล้วก็ต้องดำเนินการลดการปล่อยก๊าซให้สอดคล้องกับกฎหมายและเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเป้าหมายในอุดมคติ คือ การพยายามลดให้ได้ถึง 45 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2030
ตัวอย่างการพลิกโฉมองค์กรสู่ความยั่งยืน
ลองมาดูขั้นตอนการปฏิบัติจริงของธุรกิจกันบ้าง ก้าวแรกขององค์กรอาจเริ่มจากการรีโนเวทสำนักงานและโรงงานผลิตให้มีมาตรฐานประสิทธิภาพในระดับสูง พร้อมทั้งเปลี่ยนมาพึ่งพาพลังงานจากแหล่งหมุนเวียน ขั้นตอนต่อไป คือ การปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีความคล่องตัวและลดความสูญเปล่า
ฝั่งซัพพลายเออร์เองก็อาจต้องปรับตัวเพื่อลดการปล่อยก๊าซของตนเองเช่นกัน และในท้ายที่สุดยานพาหนะทั้งหมดของบริษัทก็ต้องถูกสับเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด ในโลกความเป็นจริงเป็นเรื่องยากมากที่จะหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ดังนั้น ก๊าซเรือนกระจกส่วนที่ยังคงเล็ดลอดออกมาได้จะนำไปจัดการให้เป็นกลาง โดยการลงทุนในโครงการกำจัดคาร์บอน ซึ่งเป็นกระบวนการดึงคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศและล็อกเก็บเอาไว้ ไม่ว่าจะใช้วิธีการทางธรรมชาติหรือพึ่งพาเทคโนโลยีล้ำสมัยก็ตาม
เมื่อกระบวนการทั้งหมดนี้เสร็จสิ้น จึงเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ได้อย่างแท้จริง แน่นอนว่าการลงมือทำจริงนั้นซับซ้อนและไม่ได้ง่ายดายนัก แต่นี่คือเป้าหมายสูงสุดที่เราทุกคนกำลังพยายามมุ่งหน้าไปและเป็นเรื่องราวทรงพลังที่แบรนด์สามารถนำไปใช้ทำการตลาดได้อย่างภาคภูมิใจ
แนวทางสู่ Net Zero
– การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน อาคาร และโรงงาน ต้องยกระดับมาตรฐาน ใช้พลังงานหมุนเวียน
– การเปลี่ยนระบบขนส่ง ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล
– การจัดการซัพพลายเชน ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ต้องลดการปล่อยก๊าซของตนเอง
– การลงทุนในโครงการกำจัดคาร์บอน เช่น ปลูกป่า, Regenerative Agriculture, Carbon Capture Storage (CCS)
ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยแนวคิด Climate Positive
นอกจากเป้าหมายสุทธิเป็นศูนย์แล้ว หลายคนอาจสงสัยว่ายังมีเป้าหมายที่สูงกว่านี้อีกหรือไม่? เมื่อเราพูดถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด คำตอบก็คือยังมีอีก 1 ระดับที่น่าทึ่งมากและเป็นความท้าทายระดับสูงสุดที่องค์กรชั้นนำพยายามทำให้สำเร็จเพื่อสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
สร้างผลกระทบเชิงบวกเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ
การดำเนินการที่ส่งผลบวกต่อสภาพภูมิอากาศหรือที่บางครั้งนั้นเรียกว่า ‘คาร์บอนเนกาทีฟ’ เป็นการก้าวข้ามข้อจำกัดของสุทธิเป็นศูนย์ และทำให้น้ำหนักเอนเอียงไปทางการกำจัดคาร์บอนมากกว่าที่ปล่อยออกมา เป้าหมายอันแสนทะเยอทะยานนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายธรรมชาติเท่านั้น แต่มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงและฟื้นฟูโลกธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
การทำเช่นนี้สามารถสร้างวงจรตอบรับในเชิงบวกได้อย่างมหาศาล ดังที่เราเห็นได้จากกรณีศึกษาอย่างการทำการเกษตรแบบฟื้นฟูและการออกแบบอาคารที่ไม่มีการปล่อยความร้อนออกมาเลย เปรียบเสมือนเวลาที่เราปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตเพียงเล็กน้อย แต่นำไปสู่ผลลัพธ์เชิงบวกที่ขยายวงกว้างออกไป สิ่งดี ๆ 1 อย่างจะนำทางไปสู่อีก 1 อย่างเสมอ และพาพวกเราทุกคนเดินทางไปสู่อนาคตที่แข็งแรง สะอาด และเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียวมากยิ่งขึ้น
สื่อสารด้วยความโปร่งใสและจริงใจ
แบรนด์ที่ชาญฉลาดจะไม่หยุดอยู่แค่การประกาศว่าตนเองบรรลุเป้าหมายอะไรบ้าง แต่จะพยายามบอกเล่าการเดินทางกว่าจะมาถึงจุดนี้ให้ผู้บริโภคได้รับรู้ คอนเทนต์เบื้องหลังการทำงาน การร่วมมือกับชุมชน หรือแม้แต่การออกมายอมรับถึงความท้าทายที่บริษัทกำลังเผชิญ
ล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการสร้างความผูกพันกับผู้ชม นักการตลาดควรเน้นการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา อธิบายให้ชัดเจนว่าเงินที่ผู้บริโภคจ่ายไปนั้นมีส่วนช่วยสนับสนุนโครงการกำจัดคาร์บอนที่ไหนและอย่างไร ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จะเปลี่ยนสถานะของลูกค้าจากแค่คนซื้อของให้กลายเป็นแนวร่วมสำคัญที่พร้อมสนับสนุนแบรนด์ของคุณในระยะยาว การใช้คีย์เวิร์ดที่ถูกต้องตามเนื้อหาที่กล่าวมาจะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณถูกค้นพบได้ง่ายขึ้นและดึงดูดผู้คนที่สนใจในเรื่องเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุปแนวทางและแนวคิด Net Zero
Net Zero หมายถึง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือน้อยที่สุดก่อน แล้วจึงชดเชยส่วนที่เหลือด้วยโครงการกำจัดคาร์บอน เช่น เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน หรือการฟื้นฟูธรรมชาติ
– เป้าหมายสากล คือ การบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050 ตามข้อตกลง Paris Climate Summit เพื่อจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ที่ 1.5°C
– การบรรลุ Net Zero ต้องครอบคลุมทั้งการปล่อยตรง (Direct Emissions) เช่น การผลิต การขนส่ง และการปล่อยทางอ้อม (Indirect Emissions) เช่น ซัพพลายเชน หรือ Food Miles
– ประเทศไทยประกาศเป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2050 และ Net Zero ภายในปี 2065 ซึ่งเป็นความท้าทายใหญ่ในภาคพลังงาน การขนส่ง และเกษตรกรรม
CREDIT : https//www.youtube.com/watch?v=xKIUl7COrW8










