บีโอไอเดินหน้าส่งเสริมไทยสู่ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบทุกเทคโนโลยี ตั้งแต่ MHEV, HEV, PHEV ไปจนถึง BEV ล่าสุดยอดส่งเสริมการลงทุนตลอดห่วงโซ่ยานยนต์ไฟฟ้าพุ่งทะลุ 137,000 ล้านบาท จากเกือบ 200 โครงการ ครอบคลุมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จไฟฟ้า ช่วยสร้างงาน เสริมความแข็งแกร่งซัพพลายเชนไทย และวางรากฐานให้ไทยขึ้นเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของภูมิภาค
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) เปิดเผยในงาน International Electric Vehicle Technology Conference and Exhibition (iEVTech) 2026 ภายใต้แนวคิด Driving Thailand’s EV Future: Powering a Competitive & Connected Supply Chain ว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่รองรับทุกเทคโนโลยี xEV ตั้งแต่ MHEV, HEV, PHEV ไปจนถึง BEV เพื่อให้ผู้ผลิตทุกค่ายสามารถเติบโตควบคู่กัน พร้อมยกระดับซัพพลายเชนไทยสู่มาตรฐานโลก
BOI ได้ปรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้ครอบคลุมเทคโนโลยียานยนต์ทุกประเภท พร้อมผลักดันการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานครบวงจร ทั้งผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ ระบบอัจฉริยะ ศูนย์วิจัยและพัฒนา รวมถึงศูนย์ทดสอบ เพื่อเพิ่มบทบาทของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต
ผลจากนโยบายดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยยังคงรักษาสถานะฐานการผลิตยานยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค ขณะที่ตลาดภายในประเทศก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 รถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทมีสัดส่วนรวม 44% ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ เพิ่มขึ้นจากเพียง 3% เมื่อ 5 ปีก่อน แบ่งเป็น HEV 21.8%, BEV 19.6% และ PHEV 2.9% สะท้อนว่าตลาดกำลังเติบโตแบบหลายเทคโนโลยี โดยเฉพาะ HEV ที่มีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ EV เต็มรูปแบบ
ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2569 พบว่า การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV มีมูลค่ารวมกว่า 137,000 ล้านบาท ประกอบด้วย
- รถยนต์ BEV 18 โครงการ มูลค่า 39,500 ล้านบาท
- รถยนต์ HEV 7 โครงการ มูลค่า 29,900 ล้านบาท
- รถยนต์ PHEV 7 โครงการ มูลค่า 9,429 ล้านบาท
- รถบัสและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 18 โครงการ มูลค่า 3,100 ล้านบาท
- แบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery & ESS) 57 โครงการ มูลค่า 33,500 ล้านบาท
- ผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับ EV 49 โครงการ มูลค่า 12,500 ล้านบาท
- สถานีชาร์จและระบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ 42 โครงการ มูลค่า 9,788 ล้านบาท รองรับการติดตั้งกว่า 22,900 หัวชาร์จ ทั่วประเทศ รวมถึงหัวชาร์จเร็วมากกว่า 10,000 หัว
ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายรายเริ่มเดินสายการผลิตในประเทศไทยแล้ว ทั้ง Mercedes-Benz, Great Wall Motor, SAIC Motor-CP, BYD, GAC Aion, Changan, EV Primus และล่าสุดในปี 2569 ได้แก่ BMW, Hyundai Mobility และ OMODA & JAECOO ซึ่งช่วยสร้างการจ้างงานคนไทยรวมกว่า 16,000 คน
นอกจากนี้ BOI ยังเดินหน้าผลักดันผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ผ่านมาตรการร่วมทุนกับนักลงทุนต่างชาติ และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ เช่น Subcon Thailand และ Sourcing Day โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการจับคู่ธุรกิจกว่า 1,200 คู่ ครอบคลุมผู้ผลิตไทยกว่า 800 ราย และคาดว่าจะสร้างมูลค่าการจัดซื้อชิ้นส่วนภายในประเทศกว่า 60,000 ล้านบาท
นายนฤตม์ ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไม่เพียงเป็นความท้าทายของอุตสาหกรรมโลก แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะยกระดับสู่ศูนย์กลางซัพพลายเชนยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค พร้อมสร้างงาน พัฒนาบุคลากร และเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต










