Thai NS Solution
THECA26

Infineon เปิดตัวโรงงาน Power Semiconductor ใหญ่ที่สุดในโลกมูลค่า 5 พันล้านยูโรในเมือง Dresden

Date Post
07.07.2026
Post Views

โรงงาน ‘Smart Power Fab’ ของ Infineon Technologies AG ที่เมือง Dresden ประเทศเยอรมนี เปิดดำเนินการแล้ว ด้วยเม็ดเงินลงทุน 5 พันล้านยูโร และตำแหน่งงานใหม่ 1,000 อัตรา โรงงานแห่งนี้ถือเป็น Fab สำหรับ Power Semiconductor และเทคโนโลยี Analog/Mixed-Signal ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน ขณะที่ความต้องการชิปกลุ่มนี้พุ่งสูงขึ้นจากแรงขับเคลื่อนของ AI Data Center, ยานยนต์ Software-Defined Vehicle และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งการเปิดโรงงานในครั้งนี้เป็นความสำเร็จที่รวดเร็วกว่ากำหนดการณ์เดิมหลายเดือน

Power Semiconductor คือ เทคโนโลยีหลักสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน อนาคตของการเดินทาง และโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งมีความสำคัญต่อการทำให้เศรษฐกิจของโลกในอนาคต ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลยุคหม่แทบทั้งหมดไม่อาจขาดส่วนประกอบอันแสนสำคัญนี้ไปได้

Thailand Lab International 2026

การเปิดโรงงานครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนครั้งเดียวที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Infineon และยังเป็นหนึ่งในโครงการลงทุนภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในเยอรมนี ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตของ Infineon ที่ Dresden เป็นสองเท่า ทำให้ Dresden กลายเป็นศูนย์กลางการผลิต Power Semiconductor ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Smart Power Fab แห่งนี้จะตอบสนองต่อความต้องการที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วสำหรับเทคโนโลยีหลักแห่งอนาคต ตั้งแต่แหล่งจ่ายพลังงานสำหรับ AI Data Center ไปจนถึง Software-Defined Vehicle และพลังงานหมุนเวียน ทั้งยังเสริมความเป็นอธิปไตยทางเทคโนโลยีและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานสำคัญในยุโรปอีกด้วย

Digital Twin, AI และโมเดล ‘One Virtual Fab’

หนึ่งในจุดเด่นของ Smart Power Fab คือการผนึก ‘Digital Twin’ เข้ากับกระบวนการออกแบบตั้งแต่ต้น ทั้งตัวอาคารและการจัดวางเครื่องจักรถูกจำลองและปรับให้เหมาะสมผ่าน Digital Twin ก่อนเริ่มก่อสร้างจริง ขณะที่การ Clearance กระบวนการผลิตได้รับการสนับสนุนจากอัลกอริทึม AI

นอกจากนี้ Infineon ยังเชื่อมโรงงาน Dresden เข้ากับโรงงานที่ Villach ประเทศออสเตรีย ในรูปแบบ ‘One Virtual Fab’ ซึ่งช่วยให้การตรวจสิบยืนยันกระบวนการและผลิตภัณฑ์ใหม่ทำได้เร็วขึ้นอย่างมีนัย และให้ความยืดหยุ่นในการเพิ่มกำลังการผลิตได้เร็วขึ้นสองเท่าตามความต้องการของตลาด

‘Power Semiconductor’ ชิปที่อยู่หลังทุกระบบสมัยใหม่ที่ใช้พลังงาน

Power Semiconductor เป็นกลุ่มชิปที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า ไม่ใช่ชิปประมวลผลหลักอย่าง CPU หรือ GPU แต่ปัจจุบันกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยตรง

AI Data Center แต่ละแห่งต้องการระบบจ่ายไฟที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อรองรับ GPU และ Accelerator จำนวนมาก Power Semiconductor คือ ชิ้นส่วนที่ทำให้การแปลง จ่าย และควบคุมพลังงานในระบบเหล่านั้นเกิดขึ้นได้ นอกจาก Data Center แล้ว ชิปกลุ่มนี้ยังครอบคลุมกังหันลมผลิตไฟฟ้า, Inverter สำหรับพลังงานแสดงทิตย์, ระบบขับเคลื่อน EV และสวิตช์อัจฉริยะที่ควบคุมพร้อมติดตามการไหลของไฟฟ้าในระบบ Smart Grid

วางมาตรฐานใหม่ด้านความยั่งยืนด้วยการหมุนเวียนน้ำกว่า 90%

Smart Power Fab วางมาตรฐานใหม่ด้าน Sustainable Manufacturing โรงงานแห่งนี้ไม่ใช้ก๊าซธรรมชาติ นำน้ำกลับมาใช้ในระบบหมุนเวียนถึง 90% และสามารถนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้สูงสุดถึง 45% จากกระบวนการผลิตทั้งหมด

โรงงานยังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอุตสาหกรรม ‘Silicon Saxony’ ในและรอบเมือง Dresden ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานรวมกว่า 80,000 คน จากการศึกษาพบว่าการจ้างงานหนึ่งตำแหน่งใน Cleanroom จะสร้างงานเพิ่มเติมอีกหกตำแหน่งในพื้นที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนและบริการที่เกี่ยวข้อง

Dresden โรงงาน ‘ต้นน้ำ’ สู่ Backend Power Semiconductor ในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย การตั้งโรงงานนี้ไม่ใช่แค่สัญญาณจากระยะไกล แต่เป็นห่วงโซ่อุปทานที่ไทยที่ถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในระดับสากลเช่นกัน

Infineon เปิดโรงงาน Backend แห่งใหม่ที่สมุทรปราการในต้นปี 2569 โดยมุ่งเน้นที่ ‘Framed Power Module’ และ Wafer Test ซึ่งเป็นกระบวนการบรรจุและทดสอบ Power Semiconductor โดยตรง เมื่อรวมกับโรงงานที่นนทบุรีที่ Infineon ขายให้กับ Malaysian Pacific Industries (MPI) ไทยจึงมีทั้ง Backend ของ Infineon เองและ OSAT Partner รองรับ โดย MPI เชี่ยวชาญเฉพาะในชิปกลุ่ม Wide-Bandgap อย่าง SiC และ GaN ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักสำหรับ EV และพลังงานหมุนเวียน

ห่วงโซ่ที่เกิดขึ้นจึงชัดเจนว่า Dresden ผลิตต้นน้ำ และโรงงานใน Backend ไทยประกอบและทดสอบ การลงทุนครั้งนี้จึงเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

Power Semiconductor ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ไทยเลือกกับภาพที่อาจต้องมองให้ลึกยิ่งขึ้น

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติเมื่อ 7 มกราคม 2569 ประเทศไทยได้กำหนด Power Semiconductor ไว้เป็นความสำคัญลำดับแรกในกลุ่มชิปยุทธศาสตร์ ร่วมกับ Sensor, Photonics, Discrete และ Analog ซึ่งทั้งหมดเชื่อมโยงกับฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ไทยมีอยู่แล้ว เป้าหมายคือดึงการลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2593

ช่วงว่าง 15 ปีใน Roadmap คือ ความเสี่ยงที่ Dresden ทำให้มองเห็นได้ชัดขึ้น

นัยของ Dresden ต่อไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่ปริมาณใน Backend แต่ชี้ไปยังคำถามที่ใหญ่กว่าว่า ในยุคที่สหรัฐฯ ยุโรป และจีนต่างสร้างอธิปไตยด้าน Power Semiconductor ของตัวเอง ประเทศที่ตั้งเป้าเป็น EV Hub โดยพึ่งพาการนำเข้า Power Semiconductor 100% มีความเสี่ยงอะไรบ้าง

สามเศรษฐกิจหลักกำลังแข่งขันสร้าง Supply Chain ที่พึ่งพาตัวเองได้ สหรัฐฯ ปกป้อง Wolfspeed และ Onsemi ผ่าน CHIPS Act ยุโรปใช้ EU Chips Act ผลักดัน Dresden ขณะที่จีนรุกหนักกว่านั้น จากกรณีของ BYD Semiconductor ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาด Power Module ในจีนในปี 2566 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 28.9% แซงหน้า Infineon ที่ลดลงเหลือ 14.5% ภายในหนึ่งปี และสามารถมี IGBT และ SiC ที่ผลิตด้วยตัวเองได้ถึง 70–90% ของความต้องการของ BYD ทั้งหมด ขณะที่ SICC ผู้ผลิต SiC Substrate รายใหญ่ของจีน ขยายตัวจนมีส่วนแบ่งตลาดโลก 22.8% ในปี 2567

สำหรับไทยในฐานะ EV Hub ความเสี่ยงนี้ไม่ได้อยู่ไกล เพราะผู้ผลิต EV จากจีนที่กำลังตั้งฐานการผลิตในไทย เช่น BYD และ SAIC-MG กำลังขยายกำลังการผลิต ถ้าแบรนด์เหล่านั้นใช้ชิปจาก BYD Semiconductor หรือแหล่งผลิตในจีน ห่วงโซ่ Backend ของ Infineon ในไทยจะไม่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของ EV จีนในไทย และภาคอุตสาหกรรมไทยอาจกลายเป็น EV Hub ที่มี Power Semiconductor Backend สองวงจรแยกกัน วงจรยุโรปรองรับแบรนด์ญี่ปุ่นและวงจรจีนรองรับแบรนด์จีน

ยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติกำหนด Power Semiconductor เป็นความสำคัญอันดับหนึ่ง และวางเส้นทาง Front-End Wafer Fab ในระยะ 2583–2593 แต่คำถามที่ Roadmap ยังไม่ได้ตอบอย่างชัดเจนคือ ระหว่างนี้กับปี 2583 ไทยต้องการควบคุมส่วนใดของ Power Semiconductor Supply Chain ให้ได้จริง ถ้าคำตอบยังเป็นแค่ Backend และ OSAT ไทยก็ยังอยู่ในฐานะที่รอ Wafer จากคนอื่น ซึ่งเป็นสถานะเดียวกับที่ทำให้สายการผลิตยานยนต์ในไทยต้องหยุดเมื่อปี 2564 เมื่อห่วงโซ่อุปทานชิปยานยนต์ตึงตัว

เส้นทางที่น่าสนใจกว่าในระยะ 5–10 ปีข้างหน้าไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก Full Wafer Fab ขนาด 5,000 ล้านยูโร แต่อาจเป็น SiC Substrate Manufacturing หรือ Power Module Design Capability ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าการประกอบและทดสอบ ซึ่ง BYD Semiconductor พิสูจน์แล้วว่าการลงทุนอย่างมุ่งมั่นสามารถดัน Market Share Power Module แซงหน้า IDM ระดับโลกได้ภายในเวลาไม่กี่ปี สิ่งที่ Dresden บอกจริงๆ จึงไม่ใช่แค่ว่า Backend ของไทยจะได้ปริมาณมากขึ้น แต่คือโลกกำลังตัดสินใจว่าใครจะควบคุม Power Semiconductor Supply Chain ในระยะยาว ซึ่งนาฬิกาในอุตสาหกรรมเหล่านี้เดินหน้าอยู่ตลอด

ที่มา:
Infineon

Logo-Company
Logo-Company
Logo-Company
logo-company
Thossathip Soonsarthorn
Expert & Knowledge Curator GMTX - MMThailand - AUTOMATION EXPO
Webinar-สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA)