ข่าวปลากระป๋องที่ใช้ปลาชนิดอื่นมาบรรจุแทนปลาแม็คเคอเรลเมื่อไม่นานมานี้ น่าจะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างรุนแรง แม้กรณีดังกล่าวจะถูกตรวจสอบได้เพราะรูปร่างของปลาที่นำมาใช้ทดแทนนั้นมีความแตกต่างอย่างชัดเจน จนนำไปสู่การตรวจสอบโรงงานผลิตในที่สุด แต่หากเป็นการทุจริตที่ใช้เนื้อปลาสายพันธุ์ใกล้เคียงกัน หรือถูกแปรรูปจนยากจะแยกแยะด้วยสายตา การตรวจสอบย้อนกลับแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับผู้บริโภคทั่วไป ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแบรนด์ที่เป็นข่าว แต่ยังอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปยังแบรนด์ขนาดเล็กอื่น ๆ ที่ไม่มีอำนาจมากพอในการยืนยันความโปร่งใส เมื่อสินค้าถูกซ่อนตัวอยู่ในกระป๋องที่มองไม่เห็นตัวปลาก่อนตัดสินใจซื้อ ความกังวลใจจึงลุกลามกลายเป็นการปฏิเสธผลิตภัณฑ์ทั้งระบบ และนี่คือจุดเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานอาหารที่ต้องการทางออกมากกว่าเพียงแค่การรอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วค่อยตามแก้ไข
ในยุโรปเองก็เคยเกิดเหตุการณ์ปลาคอด (Cod) ถูกสลับด้วยปลาชนิดอื่นที่มีราคาถูกกว่าถึง 30 เปอร์เซ็นต์ หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นจึงมีการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในผลิตภัณฑ์ปลาที่การดูด้วยตาเป็นเรื่องยากสำหรับคนส่วนใหญ่ โดยระบบจะบันทึกข้อมูลตั้งแต่วันที่จับปลา เรือประมงที่ใช้ พิกัดการจับปลา เมื่อโรงงานรับปลาเข้ามา ข้อมูล DNA หรือผลตรวจสายพันธุ์จะถูกบันทึกลงใน Blockchain ทันที หากผู้ประกอบการพยายามแอบเอาปลาจากแหล่งอื่นมาผสม ข้อมูลจำนวนน้ำหนักที่เข้าและออกจากโรงงานจะไม่สัมพันธ์กัน ระบบจะแจ้งเตือนความผิดปกติทันทีเพราะข้อมูลถูกคำนวณไว้ใน Ledger ที่ทุกคนเห็น
ข้อมูลจากรายงานวิเคราะห์ตลาดล่าสุดระบุว่า มูลค่าของเทคโนโลยี Blockchain ในห่วงโซ่อุปทานอาหารโลกจะพุ่งสูงขึ้นกว่า 20 เท่าภายในทศวรรษหน้า จาก 1.32 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 สู่ 27.22 พันล้านดอลลาร์ในปี 2035 อัตราการเติบโตที่สูงถึง 35.5% นี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่คือคำตอบของอุตสาหกรรมการผลิตที่กำลังถูกบีบด้วยปัญหาการทุจริตด้านอาหารและขยะอาหารที่พุ่งสูงขึ้น
สำหรับโรงงานอัจฉริยะ หรือ Smart Factory นั้น Blockchain ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่บันทึกข้อมูล แต่เป็นหัวใจของการบริหารความเสี่ยง ข้อมูลที่ไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้ จะช่วยให้โรงงานลดเวลาในการตรวจสอบคุณภาพ และเมื่อเกิดปัญหาปนเปื้อน ระบบจะช่วยเจาะจงจุดที่ผิดพลาดได้ทันทีถึงระดับฟาร์มต้นน้ำ แทนการทำลายสินค้าทิ้งทั้งล็อตซึ่งเป็นต้นทุนมหาศาล นี่คือการเปลี่ยนจากความสูญเสียไปสู่ความยั่งยืนที่ทุกคนน่าจะมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน
Blockchain กับบทบาท เครื่องมือป้องกันอาชญากรรม
แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีนี้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ คือ ความพยายามในการขจัดปัญหาการทุจริตด้านอาหาร (Food Fraud) ซึ่งรวมถึงการเจือปนวัตถุดิบโดยเจตนา หรือการปลอมแปลงข้อมูลเพื่อผลกำไรทางการเงิน สิ่งเหล่านี้นอกจากจะเป็นการบ่อนทำลายความปลอดภัยและชื่อเสียงของห่วงโซ่อุปทานอาหารโลกแล้ว ยังทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้ อุตสาหกรรมการผลิตจึงหันมาใช้ Blockchain ในฐานะบัญชีดิจิทัลที่บันทึกรายละเอียดธุรกรรมในทุกขั้นตอน สร้างเป็นชุดข้อมูลที่ถาวรและแก้ไขไม่ได้ (Immutable Record) เพื่อรับประกันความโปร่งใสและความซื่อตรงของผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม การนำ Blockchain มาใช้อาจถูกมองเป็นเพียงลูกเล่น หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่หยั่งรากลึกในห่วงโซ่อุปทานได้จริง ดังนั้น ความท้าทายของโรงงานอัจฉริยะในยุคนี้ จึงไม่ใช่แค่การครอบครองเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่คือการสร้างระบบที่การันตีความถูกต้องของข้อมูลตั้งแต่ก้าวแรกจากฟาร์มต้นน้ำไปจนถึงมือผู้บริโภค
การทุจริตอาหารมักเกิดจากเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมที่บิดเบี้ยว เช่น แรงกดดันจากระบบทุนนิยมราคาถูก ที่เน้นราคาต่ำ แต่คุณภาพด้อยลง หลายครั้งการโกงไม่ได้เกิดจากแก๊งอาชญากรภายนอก แต่เป็นพฤติกรรมปกติของคนในองค์กรที่ยอมรับกันได้เพื่อความอยู่รอดทางการค้า ความยาก คือ การแยกให้ออกระหว่างความตั้งใจโกงกับความประมาทเลินเล่อ ซึ่งเทคโนโลยีอาจจะยังแยกแยะเจตนาของมนุษย์ได้ยาก
โดยปกติข้อมูลมักจะรวมศูนย์อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง เช่น อยู่ที่ฝ่ายจัดซื้อ หรือเซิร์ฟเวอร์หลักของโรงงาน หากมีคนต้องการปกปิดความผิด ก็แค่ต้องติดสินบนหรือใช้อำนาจสั่งการให้คนที่มีหน้าที่ถือกุญแจ เพื่อแอบแก้ไขข้อมูลในระบบนั้นจุดเดียว แต่ในระบบ Blockchain จะไม่สามารถทุจริตได้ เพราะข้อมูลจะถูกสำเนาไว้กับทุกคนในเครือข่าย (Nodes) ทั้งเกษตรกร โรงงาน ผู้ตรวจสอบ และผู้ขนส่ง การแอบแก้ไขข้อมูลคนเดียวจึงทำไม่ได้ เพราะระบบจะตรวจสอบกับสำเนาของคนอื่นตลอดเวลา โดยเมื่อข้อมูลไม่ตรงกัน ระบบจะปฏิเสธก้อนข้อมูลนั้นในทันที การจะโกงได้ คือ ต้องแฮ็กทุกคนพร้อมกัน ซึ่งในทางปฏิบัติแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ในฐานข้อมูลทั่วไป เราสามารถใช้คำสั่ง แก้ไข (Edit) หรือ ลบ (Delete) เพื่อเปลี่ยนตัวเลขได้โดยไม่ทิ้งร่องรอยเดิมไว้ แต่ Blockchain ทำงานแบบเพิ่มต่อท้ายเท่านั้น (Append-Only) เมื่อบันทึกข้อมูลลงไปหนึ่งบล็อก (Block) ข้อมูลนั้นจะถูกเข้ารหัสและเชื่อมโยงกับบล็อกก่อนหน้าด้วยโซ่ดิจิทัล (Hash) และหากมีการพยายามแก้ไข แค่เปลี่ยนตัวเลขเพียงตัวเดียวในอดีต รหัสที่เชื่อมต่อกันทั้งสายจะพังทันที ทำให้ทุกคนรู้ในทันทีว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ดังนั้น เมื่อมีการคีย์ข้อมูลผิดและต้องการแก้ไข สิ่งเดียวที่ทำได้ คือ ต้องบันทึกข้อมูลใหม่เพื่อไปหักล้างของเดิม แต่จะมีบันทึกประวัติไว้ชัดเจนว่า ใครเป็นคนแก้ แก้เมื่อไร และค่าเดิมคืออะไร ร่องรอยความผิดจึงยังคงอยู่ให้ตรวจสอบย้อนกลับได้เสมอ
เมื่อการปกปิดความผิดทำได้ยากขึ้น สิ่งที่ตามมา คือ ไม่กล้าทุจริต และจะรอบคอบมากขึ้นในทุกขั้นตอน ฝ่ายผลิตจะไม่กล้าลดสเปควัตถุดิบ เพราะข้อมูลผลการตรวจแล็บถูกบันทึกเข้าระบบอัตโนมัติและแก้ไขภายหลังไม่ได้ ส่วนคู่ค้าและซัพพลายเออร์ต้องส่งของให้ตรงตามมาตรฐาน เพราะหากถูกตรวจพบข้อมูลความผิดพลาดจะติดตัวอยู่ในประวัติ Blockchain ของพวกเขาตลอดไป
ทิศทางและการส่งเสริมเทคโนโลยีบล็อกเชนในอุตสาหกรรมอาหารไทย
สำหรับในประเทศไทยนั้น การนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่คือการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อตอบโจทย์มาตรฐานสากลและกฎหมายด้านความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ภาครัฐจึงต้องเร่งผลักดันการใช้เทคโนโลยีนี้ในห่วงโซ่อุปทานอาหารอย่างต่อเนื่องในปี 2569 โดยมุ่งเป้าไปที่การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในเวทีโลก
การสร้างระบบนิเวศดิจิทัลเพื่อเกษตรกรและโรงงาน
การส่งเสริมในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อประยุกต์ใช้ Blockchain ในการจัดการข้อมูลที่เชื่อมโยง ตั้งแต่เกษตรกรรายย่อยจนถึงระดับโรงงานผลิต ผ่านโครงการสำคัญต่าง ๆ เช่น
โครงการเกษตรดิจิทัล โดยให้การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้มีการตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นอย่างมหาศาลให้กับคู่ค้าต่างประเทศ
การเตรียมความพร้อมต่อกฎหมายสากล ในส่วนนี้จะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันให้อุตสาหกรรมอาหารไทยสามารถรับมือกับกฎหมายใหม่ ๆ เช่น FSMA 204 ของสหรัฐฯ ที่เน้นเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับอย่างละเอียด
เป้าหมายสู่ความยั่งยืนและความน่าเชื่อถือ
เป้าหมายสูงสุดของการส่งเสริมนี้ คือ การเปลี่ยนผ่านจากการผลิตเชิงปริมาณไปสู่การผลิตเชิงคุณภาพและจริยธรรม โดยข้อมูลที่ถูกบันทึกใน Blockchain ภายใต้การสนับสนุนของรัฐจะช่วยยืนยันว่าผลิตภัณฑ์จากโรงงานอัจฉริยะในไทยไม่ได้มีดีแค่คุณภาพของตัวสินค้า แต่ยังมาพร้อมกับความโปร่งใสในเรื่องแหล่งที่มาและธรรมาภิบาลของข้อมูล ที่ผู้บริโภคยุคใหม่ทั่วโลกกำลังสนใจและเป็นกังวลมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะ ไม่ใช่เพียงการมีฐานข้อมูลที่ลบไม่ได้ แต่คือการทำให้มั่นใจว่าข้อมูลก้าวแรกที่ถูกป้อนเข้าสู่ระบบนั้นเป็นความจริง เพราะหากข้อมูลเริ่มต้นจากฟาร์มต้นน้ำเป็นเท็จ Blockchain จะกลายเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยฟอกขาวให้การโกงนั้นดูน่าเชื่อถือ ทั้งตรวจสอบไม่ได้ และแก้ไขไม่ได้อย่างถาวร
ดังนั้น ในวันที่เทคโนโลยีก้าวล้ำไปถึงระดับที่โลกพยายามขจัดช่องว่างของอาชญากรรมอาหารด้วยรหัสคอมพิวเตอร์ สิ่งที่อุตสาหกรรมอาหารไทยต้องยึดถือควบคู่ไปกับเทคโนโลยี คือ ธรรมาภิบาลของข้อมูล (Data Governance) เพื่อเปลี่ยนให้ปลากระป๋องทุกกระป๋อง หรือผลผลิตทุกชิ้นจากไทย ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าที่แข่งขันด้วยราคาในตลาดทุนนิยมราคาถูก แต่เป็นสินค้าที่ประทับตราความซื่อสัตย์ไว้ในรหัสที่แก้ไขไม่ได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยืนยันคุณภาพที่ตรวจสอบได้จริงสู่สายตาคนทั้งโลก
Knowledge:
ในประเทศไทย เทคโนโลยี Blockchain ได้รับการผลักดันให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหารอัจฉริยะ โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น “AI Transformation” และมาตรการส่งเสริม “d-transform” เพื่อให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ยังได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม “EUDR Thailand Traceability Platform” ในปี 2569 เพื่อเป็นระบบตรวจสอบย้อนกลับระดับชาติที่รองรับกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป ช่วยให้ผู้ผลิตอาหารไทยสามารถยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่าและการเผาได้อย่างแม่นยำ การขับเคลื่อนเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐไม่ได้มองว่า Blockchain เป็นเพียงทางเลือก แต่เป็นใบเบิกทางสำคัญที่ช่วยรักษาพื้นที่ของอาหารไทยในตลาดโลก
อ้างอิง:
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม. (2568). แผนปฏิบัติการกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พ.ศ. 2568. สืบค้นจาก https://www.dip.go.th
สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน). (2569). EUDR Thailand Traceability Platform: ระบบตรวจสอบย้อนกลับมาตรฐานสากลเพื่อการส่งออก. สืบค้นจาก https://eudrthai.com
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa). (2569). มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออุตสาหกรรมการผลิต. สืบค้นจาก https://www.depa.or.th
Rizzuti, A., & Davies, J. (2026). Understanding Blockchain Technology against Food Fraud: A Criminological Perspective. European Journal on Criminal Policy and Research, 32, 129-146. https://doi.org/10.1007/s10610-025-09650-z
Reports and Insights. (2025). Blockchain in the Agriculture and Food Supply Chain Market Size, Share & Trends Analysis Report 2026-2035.









