ประเทศจีนเปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ฉบับที่ 15 โดยมีหุ่นยนต์เป็นหัวใจสำคัญของระบบอุตสาหกรรมยุคใหม่ ต่อยอดจากงานวิจัยด้าน AI ในเชิงกายภาพเข้ากับแอปพลิเคชีนของหุ่นยนต์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ
ด้วยพื้นฐานด้านระบบอัตโนมัติอันแข็งแกร่งของประเทศจีน ทำให้ในปัจจุบันมีการใช้งานหุ่นยนต์กว่า 2 ล้านตัว เป็นประเทศที่มีการใช้งานหุ่นยนต์มากที่สุด โดยทิ้งห่างลำดับที่ 2 อย่างญี่ปุ่นถึง 4.5 เท่า
การกำหนดนโยบายดังกล่าจะส่งผลต่อทิศทางของภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยด้าน AI ที่เกิดขึ้นจำนวนมากในประเทศจีน ตลอดจนโมเดล AI ที่พัฒนาขึ้นมาโดยภาคเอกชน ทำให้ตลาดของระบบอัตโนมัติที่ใช้งานกันอยู่โดยทั่วไปถูกยกระดับสู่การใช้งานระบบอัตโนมัติขั้นสูง เป็นการบูรณาการสมองอย่าง AI เข้ากับระบบกายภาพอย่างเทคโนโลยีอัตโนมัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ่นยนต์สมัยใหม่ที่สามารถเคลื่อนที่และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้อย่างหลากหลายยิ่งขึ้น
ระบบอัตโนมัติพร้อมปัญญาประดิษฐ์ฝังตัว – อนาคตของจีนที่อาจครอบครองตลาดได้อย่างรวดเร็ว
แผนที่ยุทธศาสตร์ใหม่นี้สะท้อนการวางคุณค่าของ AI ที่มีต่อภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมของจีนได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ฝังตัวซึ่งจะเป็นกลไกในการทำให้หุ่นยนต์รูปแบบมนุษย์นั้นมีศักยภาพใกล้เคียงกับมนุษย์อย่างเราๆ มากยิ่งขึ้น
หากพิจารณาเฉพาะประเด็นของการเติบโตสำหรับหุ่นยนต์รูปแบบมนุษย์ในประเทศจีนแล้ว จะเห็นได้ว่าเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็วและเริ่มเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ได้ในระยะเวลาไม่นาน ตลอดจนการมาถึงของการผลิตหุ่นยนต์รูปแบบมนุษย์ในลักษณะของ Mass Production ที่ผลักดันการใช้งานและนำไปสู่กรณีศึกษาใหม่ๆ อีกมาก รวมถึงการจัดกิจกรรมแข่งขันและแสดงศํกยภาพของหุ่นยนต์รูปแบบมนุษย์ เช่นการวิ่งแข่งจากหุ่นยนต์ค่ายต่างๆ และการทำกิจกรรมที่มีความท้าทายอื่นๆ ทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลการทำงานภายใต้บริบทอันหลากหลาย ด้วย Ecosystem เหล่านี้จึงไม่แปลกใจเลยว่ากรณีศึกษาและการพัฒนาหุ่นยนต์ ตลอดจน AI ที่เกี่ยวข้องสามารถพัฒนาก้าวนำชาติอื่นๆ ไปไม่น้อย
AI ส่วนสำคัญในการผลักดันและขับเคลื่อนการเติบโตของหุ่นยนต์จากจีน
การผลิตหุ่นยนต์ในประเทศจีนนั้นมีทั้งรูปแบบหุ่นยนต์อุตสาหกรรมและหุ่นยนต์รูปแบบมนุษย์ ซึ่งมีภาระหน้าที่การทำงานที่แตกต่างกันตามฟังก์ชันที่ต้องการใช้งาน หุ่นยนต์อุตสาหกรรมจึงเหมาะกับการทำงานที่มีความจำเพาะเจาะจงเป็นพิเศษ ซึ่งมักตามมาด้วยการเขียนโปรแกรมการทำงานที่ซับซ้อน ตลอดจนการบูรณาการเข้ากับระบบอื่นๆ ได้อย่างยากลำบาก การเติบโตของ AI ในภาคการผลิตจึงสามารถลดปัญหาด้านระยะเวลาที่ใช้ ตลอดจนเพิ่มความคล่องตัวในการปรับแต่งการทำงานได้อย่างมาก เปลี่ยนจากการทำงานอัตโนมัติ (Automation) สู่การทำงานด้วยตัวเอง (Autonomy) ได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องมีคนเข้ามาดำเนินการเหมือนการใช้ระบบอัตโนมัติ
ในทางกลับกันหากมองไปในตลาดของหุ่นยนต์รูปแบบมนุษย์ เทคโนโลยี AI มีส่วนสำคัญในการประมวลข้อมูลสภาพแวดล้อมและหุ่นยนต์ร่วมกันแบบ Real-Time ด้วยบริบทของหุ่นยนต์ที่ต้องเคลื่อนไหวได้ในพื้นที่อันแตกต่างกัน ตลอดจนระบบการทรงตัวที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมเหล่านั้น
แม้ว่าการใช้หุ่นยนต์รูปแบบมนุษย์ในครัวเรือนแบบวงกว้างอาจยังไม่เกิดขึ้นในระยะเวลา 2-3 ปีนี้ แต่แผน 5 ปีของจีนได้วางแผนสอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว เพื่อส่งเสริมให้เกิดการปรับใช้ AI ในวงกว้างโดยเฉพาะกับหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ซึ่งจะใช้เวลา 5 – 10 ปีนับจากนี้
‘จีน’ ขึ้นนำด้าน Physical AI ด้วยตัวเร่งจากอัตราประชากรและอุตสาหกรรมในประเทศ
แม้ว่าในวันนี้ประเทศจีนยังไม่ได้เป็นเจ้าของนวัตกรรมใหม่ถอดด้ามด้วยตัวเองมากนัก และจีนในวันนี้ยังไม่ใช่ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีใหม่อย่างเต็มตัว แต่ด้วยจำนวนประชากรจำนวนมากและทรัพยากรมหาศาลที่มี การเดิมเกมในฐานะผู้ตามที่มีฝีเท้าอันรวดเร็ว (Fast Follower) กลายเป็นจุดแข็งที่น่ากลัวของประเทศจีนอย่างมาก
กรณีศึกษาเหล่านี้เราจะเห็นได้จากการพัฒนาสมาร์ทโฟนของจีนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หรือตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่ในวันนี้จีนเรียกได้ว่าเป็นผู้เล่นหลักของโลกไปแล้ว กลายเป็นผู้ตามที่สร้างความแตกต่าง สร้าง OBM ของตัวเอง สร้างระบบนิเวศของตัวเองที่ขับเคลื่อนด้วยประชากรในประเทศที่มากเกินกว่าคำว่าเพียงพอในการขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย
ความพยายามขับเคลื่อน AI และหุ่นยนต์ในครั้งนี้เองก็มีฐานรากมาจากการเติบโตของการใช้หุ่นยนต์ที่มีการติดตั้งเพิ่มขึ้นกว่า 57% ในปี 2024 ในกรณีตัวอย่างของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกนั้น 64% ของหุ่นยนต์ที่ใช้งานถูกติดตั้งอยู่ในประเทศจีน และซัพพลายเออร์ในประเทศจีนมีส่วนแบ่งตลาดที่มากถึง 85% ดังนั้นการพัฒนา Physcial AI ที่จะต่อยอดจากความแข็งแรงเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็นสำหรับประเทศจีนที่มีความพร้อมสูงในวันนี้
ที่มา:
IFR











