การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่นั้น มีความชัดเจนอย่างมากในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภูมิรัฐศาสตร์และการโยกย้ายฐานการผลิต ทำให้เกิด Foreign Direct Investment (FDI) ซึ่งเป็นการลงทุนจากต่างชาติ ทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจดูดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็จะพบกับโรงงาน 0 เหรียญ และการลงทุนที่มีแต่ตัวเลขแต่กลับไม่ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาในโครงสร้างประเทศอย่างแท้จริง จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า ‘FDI ลงทุนแสนล้าน ประเทศไทยควรได้อะไร’ ซึ่งเป็นหัวข้อเสวนาสำคัญภายในงาน AUTOMATION EXPO 2026 ที่ได้ชักชวนผู้เชี่ยวชาญจากภาคส่วนต่าง ๆ มาแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเห็น เพื่อหาแนวทางเปิดประตูบานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมไทยได้อย่างแท้จริง
ประเด็นเสวนา ‘FDI ลงทุนแสนล้าน! ประเทศไทยควรได้อะไร?’ จัดขึ้น ณ วันที่ 25 มีนาคม 2569 ในงาน AUTOMATION EXPO 2026 งานแสดงเทคโนโลยีและโซลูชั่นการผลิตอัตโนมัติที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก ในฐานะพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคอุตสาหกรรม และร่วมกันหาทางออกสำหรับการรับมือกับอนาคตที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างครบมิติ ทั้งภาครัฐ หน่วยงานด้านการศึกษา สมาคม และตัวแทนของภาคเอกชนที่ต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งตลอดการเสวนาได้สะท้อนภาพของความเร่งด่วน โอกาส และกำแพงที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องเผชิญหน้าได้อย่างน่าสนใจ ในวันนี้ MMThailand จะนำข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการมาเล่าผ่านมุมมองของผู้ที่เข้าฟังเสวนามาให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ
| FDI ลงทุนแสนล้าน! ประเทศไทยควรได้อะไร?รายชื่อผู้เข้าร่วมเสวนา: • คุณศุภกิจ บุญศิริ – ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม • คุณสยามณัฐ พนัสสรณ์ – อุปนายกฯ ฝ่ายนโยบายอุตสาหกรรม และสนับสนุนการลงทุนสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) • คุณภูธนา ดาวเรือง – ผู้จัดการทั่วไปสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) • ผศ. ดร. วิมล แสนอุ้ม – ผู้อำนวยการบริหารงานวิจัยเชิงพาณิชย์และธุรกิจนวัตกรรม บริษัท พนัส แอสเซมบลีย์ จำกัด ดำเนินรายการโดย: • คุณปรัชญา อินทรานุปกรณ์ – ผู้อำนวยการสถาบันไทย-เยอรมัน (ผู้ดำเนินรายการ) |
การลงทุนมูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านบาท กับโอกาสที่อาจคว้าไว้ได้ไม่หมด
ภายใต้ภาพของโอกาสการลงทุนที่เกิดขึ้น หากพิจารณาเฉพาะตัวเลขมูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านบาทแล้ว น่าจะเป็นความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่น่าพึงพอใจ การลงทุนดังกล่าวเป็นผลมาจากอุตสาหกรรมดาวเด่นอย่าง อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต โดย 67% ของการลงทุนเกิดขึ้นในพื้นที่ EEC
ในขณะที่ตัวเลขดูดี แต่ภายใต้สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นของผู้ประกอบการก็ยังคงอยู่ในสภาวะตั้งการ์ดกันอย่างเต็มที่ เพราะโอกาสที่เกิดขึ้นนั้นประเทศไทยในวันนี้ยังไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนแรงงานทักษะ หรือการขาดแคลนซัพพลายเชน ตลอดจนบางอุตสาหกรรมที่มีการผลิตเกิดขึ้นจริงแล้วเกิดการขาดแคลนดังกล่าวทำให้ผู้ลงทุนต้องนำชิ้นส่วนและแรงงานจากต่างประเทศเข้ามา ผู้เข้าร่วมเสวนาจึงหยิบยกสถานการณ์นี้มาคุยเล่นกันว่า ‘เหมือนกับได้แค่ค่าเช่าที่’ เพียงเท่านั้น
แม้ว่าในปัจจุบันจะมีนโยบายการพัฒนาทักษะกำลังคนใน EEC รองรับอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงการมาถึงของอุตสาหกรรมใหม่กลับกลายเป็นความต้องการของ ‘ชุดทักษะ’ ที่ประเทศไทยยังไม่เคยมีมาก่อน ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรม PCB และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งในวันนี้ยังไม่ได้มีหลักสูตรใดที่ผลิตแรงงานออกมาในตลาดที่ตรงกับความต้องการ ในขณะที่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ก็กำลังเข้าสู่ภาวะการขาดแคลนแรงงานจากอัตราการเกิดที่ลดลง ทำให้มูลค่าการลงทุนที่มาถึงนั้นกลับถูกกระจายไปยังซัพพลายเชนนอกประเทศส่วนหนึ่ง กลายเป็นโอกาสที่ไทยอาจจะไม่ได้ประโยชน์เต็มที่สักเท่าไรนัก
หากมองย้อนกลับมายังอุตสาหกรรมดาวเด่นเดิม คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ในวันนี้ต้องเผชิญหน้ากับศึกรอบด้าน ทั้งการมาถึงของยานยนต์ไฟฟ้า การเปลี่ยนแปลงของซัพพลายเชนที่เกิดขึ้น ตลอดจนการเข้ามาของโรงงานจีนจำนวนหนึ่งที่เช่าแค่พื้นที่แล้วขนเอาทรัพยากรจากบ้านเกิดมาใช้งานทั้งหมด ซึ่งแทบไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มใด ๆ ให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องเข้าสู่การผ่าตัดใหญ่เพื่อเปลี่ยนผ่าน สร้างความอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวเพื่อเชื่อมต่อเข้ากับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือปรับเปลี่ยนแนวทางของธุรกิจก็ตาม

สำรวจฉากทัศน์ที่เปลี่ยนไปของอุตสาหกรรมการผลิตไทยยุคใหม่
แนวนโยบายเดิมของประเทศไทยในภาคอุตสาหกรรม คือ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตไทยได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ ซึ่งในปัจจุบันได้ถูก Disrupt ด้วยการมาถึงของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การเปลี่ยนแปลงไปของเทรนด์ยานยนต์โลกส่งผลกระทบโดยตรงต่อซัพพลายเชนและผู้ผลิตดั้งเดิมในประเทศไทยอย่างมาก ในขณะเดียวกันที่การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีเทคโนโลยีอย่าง AI เป็นตัวขับเคลื่อนหลักได้กลายมาเป็นโอกาสใหม่ของประเทศไทย เกิดเป็น FDI มูลค่ามหาศาลที่อาจกลายมาเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทยได้
“ในประเด็นของ FDI ที่เกิดขึ้นนั้น ประเทศไทยตั้งเป้าไว้สูง และมีการลงทุนแบบมุ่งเป้าชัดเจน จึงเกิดเป็น FDI ที่มีคุณภาพ นำไปสู่การยกระดับประเทศไทย สิ่งที่ประเทศไทยจะได้เป็นอย่างแรกเลย คือ การเร่งเครื่องให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ ต้องมีการพัฒนาตนเองควบคู่ไปด้วย และในประเด็นต่อมา คือ FDI ที่เกิดขึ้นจะเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาบุคลากรใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับการลงทุนที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และในประเด็นสุดท้าย คือ การสร้างศักยภาพส่งออกที่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันภายใต้แนวคิด Green Economy” ผศ. ดร. วิมล แสนอุ้ม ชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์ที่ประเทศไทยและภาคการผลิตจะได้จากการมาถึงของ FDI ในวันนี้
เพื่อให้เห็นภาพของการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงได้มีการหยิบยก 2 อุตสาหกรรมสำคัญที่มีบทบาทอย่างมากในประเทศไทยขึ้นมาเป็นตัวอย่างกรณีศึกษา และสะท้อนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในวงเสวนา
อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การผ่าตัดยกเครื่องอุตสาหกรรมเก่าสู่โลกยุคใหม่
หนึ่งในความพยายามในการต่อยอดความเข้มแข็งเดิมของอุตสาหกรรมการผลิตไทย คือ การยกเครื่องอุตสาหกรรมยานยนต์สู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ที่ครอบคลุมทั้งยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์อัตโนมัติ ซึ่งหลายท่านอาจจะได้ยินข่าวของโรงงานศูนย์เหรียญ หรือกรณีของ NETA ที่เป็นความเสียหายครั้งใหญ่ของการสนับสนุนการลงทุนที่เกิดขึ้น
เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน คุณสยามณัฐ ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างของตลาดอย่างชัดเจน โดย BEV หรือยานยนต์ไฟฟ้า 100% มีการเติบโตที่รวดเร็วอย่างมาก ด้วยนโยบาย EV 3 และ EV 3.5 ทำให้สามารถนำรถไฟฟ้าเข้ามาขายได้ แต่ต้องมีการผลิตในประเทศชดเชยกลับมา ซึ่ง EV กว่า 80% ที่วิ่งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ วันนี้อยู่ที่ประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเพียงการ OEM ชิ้นส่วนเพียงอย่างเดียว แต่อุตสาหกรรมอื่นซึ่งเป็นระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องก็เติบโตขึ้นด้วย เช่น สถานีประจุพลังงานที่มีกว่า 13,000 หัวจ่ายทั่วประเทศ สัดส่วนจะอยู่ที่ประมาณ 37.5 คันต่อหัวจ่าย 1 หัว สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นแนวทางของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ที่กำลังจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แม้ในปัจจุบัน EV จีนจะเป็นผู้เล่นหลักในตลาดของประเทศไทยก็ตาม

อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไทย ศักยภาพใหม่ที่ต้องการแรงส่ง
แม้ว่าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไทยจะอยู่คู่กับประเทศไทยมาอย่างช้านาน และยังเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่มีความโดดเด่น แต่ในอดีต ประเทศไทยได้ทุ่มเทยุทธศาสตร์หลักให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้ศักยภาพของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้ถูกพูดถึงผ่านพื้นที่ต่าง ๆ เท่าที่ควร การมองย้อนกลับมายังอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์วันนี้จึงสะท้อนภาพจุดแข็งของอุตสาหกรรมไทยในมุมที่ต่างออกไป
หากพิจารณาภาพของอุตสาหกรรมที่ย้ายเข้ามาลงทุนในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ AI Server หรือ Data Center, ระบบสื่อสารไร้สายและการสื่อสารดาวเทียมวงโคจรต่ำ, ยานยนต์ไฟฟ้า และกลุ่มการแพทย์ ซึ่งทั้งหมดเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงทั้งสิ้น อัตราการจ้างงานจะเกิดขึ้นกว่า 100,000 ตำแหน่งในเวลาอีก 5 ปี แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าความพร้อมของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไทยนั้นแตกต่างจาก EV อย่างมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมบางส่วนยังคงสามารถเชื่อมต่อกับ EV ได้ และบางอุตสาหกรรมก็ยังสามารถอัปเกรดตัวเองไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนที่ทันสมัยมากขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงฉากทัศน์ของธุรกิจที่คุ้นเคยไปมากนัก
“ความน่าใจหายของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไทย คือ การตกขบวน Advanced Electronic ไปมากกว่า 30 ปี โดยที่ผู้ประกอบการสัญชาติไทย 100% นั้นไม่มีเลย เฉพาะในอุตสาหกรรม PCB เอง มีสัญชาติไทยแค่ 3 ราย และแข่งขันในระดับโลกได้มีแค่รายเดียว ในขณะที่วัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ยังเป็นการนำเข้ากว่า 90% และทักษะแรงงานต่าง ๆ สำหรับอุตสาหกรรมนี้ยังขาดแคลนอยู่อีกมาก” คุณภูธนา เล่าถึงสถานการณ์ของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่แม้จะเดินทางกันมายาวนาน แต่ในช่วงจังหวะโอกาสที่เกิดขึ้นกลับไม่สามารถซึมซับโอกาสที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด
บริบทโลกเปลี่ยนไป ‘ภาครัฐไทย’ เข้าใจโลกยุคใหม่มากน้อยแค่ไหน?
หนึ่งในความน่าสนใจของงานเสวนาในครั้งนี้ คือ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ที่มาร่วมวงพูดคุย ซึ่ง สศอ. ถือว่าเป็นอาวุธลับของภาครัฐ เป็นศูนย์รวมข้อมูลภาคอุตสาหกรรมที่เป็นต้นขั้วที่จะส่งต่อข้อมูลให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ออกแบบนโยบาย เช่น BOI เป็นต้น ซึ่งข้อมูล MPI รายเดือน กำลังการผลิตต่าง ๆ ย่อมต้องผ่านตาของผู้อำนวยการ สศอ. อย่างแน่นอน
หลายครั้งเราอาจเกิดคำถามว่า รัฐบาลจะรู้เรื่องภาคเอกชนมากแค่ไหนกัน? ข้อมูลจาก สศอ. ชี้ชัดว่าภาครัฐก็ได้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนรองรับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น อาหาร ยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีชีวภาพ ตลอดจนความพยายามในการเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับ Supply Chain ของตลาดระดับสากล ซึ่งภาครัฐเองก็มีความพยายามแก้ไขกฎหมายข้อบังคับต่าง ๆ ให้เกิดความคล่องตัวในการทำธุรกิจของผู้ประกอบการให้มากขึ้น
“ตัวกฎหมายข้อบังคับนี้เอง จะเป็นเครื่องมือชี้นำให้เกิด Demand และตามมาด้วย Supply ในขณะที่ Incentive ต่าง ๆ ก็จะต้องบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ แน่นอนว่าการขับเคลื่อนเหล่านี้ย่อมมีเม็ดเงินที่ลงมาสนับสนุนการทำงานด้วย ทั้งการสนับสนุน SME รวมถึงแผนบูรณาการอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ซึ่งปัจจุบัน สศอ. ได้ร่วมมือกับหลากหลายหน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนภาคการผลิตให้ครบมิติ เช่น แผนบูรณาการอุตสาหกรรมและบริการอนาคตที่ทำกับ สวทช. หรือการพูดคุยกับ BOI เพื่อร่วมออกแบบนโยบายให้สอดคล้องกับความท้าทายของเอกชนบนพื้นฐานของตัวเลขที่เกิดขึ้น” คุณศุภกิจ ฉายภาพการบูรณาการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งในปัจจุบันนโยบายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมามีความสอดคล้องกับการแข่งขันที่เกิดขึ้นจริงของภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น

3 ปัจจัยขัดขวางศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย
ปัจจัยที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยไม่อาจแข่งขันได้นั้น มีทั้งประเด็นที่สามารถแก้ไขได้ และประเด็นที่ยังไม่เห็นทางแก้ไขเกิดขึ้นมากมาย โดยในวงเสวนาได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เกิดขึ้น ซึ่งนำไปสู่ 3 ปัจจัยหลักที่จับต้องได้ และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้ ได้แก่
ภาวะ ‘ทำไม่เป็น’ และ ‘ทำไม่ถูก’
หากถอดประสบการณ์จาก EV เอง จะพบว่าองค์ความรู้และทักษะที่จำกัดในประเทศไทยทำให้มีความเข้าใจในตัวเทคโนโลยีและเทรนด์ที่จะเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างจำกัด เป็นสถานการณ์ของการ ‘ทำไม่เป็น’ ยกตัวอย่างกรณีของ EV ที่ไม่ได้มีเพียงฮาร์ดแวร์เท่านั้น แต่ต้องมีเรื่องของซอฟต์แวร์ที่เข้ากันได้ตามมา ซึ่งบ้านเรายังไม่มีในตรงนี้ เช่น พวก Software Defined Vehicle (SDV) ถ้ามีฮาร์ดแวร์แต่ซอฟต์แวร์ใช้ไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ แตกต่างจากยานยนต์สันดาปที่เป็นเรื่องของฮาร์ดแวร์เป็นส่วนใหญ่
ในประเด็นต่อมา คือ ‘ทำไม่ถูก’ เป็นประเด็นที่แก้ไขได้ยากกว่ามาก แต่เป็นประเด็นที่ต้องรู้เพื่อหาช่องทางในการเดินหน้าต่อไป ยกตัวอย่าง การเปรียบเทียบกับประเทศจีนที่มีกำลังผลิตยานยนต์ 31 ล้านคัน ในขณะที่ประเทศไทยผลิตได้เต็มที่ 2.5 ล้านคัน สิ่งที่เกิดขึ้น คือ Economy of Scale ไม่สามารถเทียบกันได้เลย ทำให้การแข่งขันด้านราคาด้วยต้นทุนที่มีราคาถูกไม่อาจกลายเป็นจุดแข็งในการแข่งขันได้
นักถ่ายเซลฟี่เทคโนโลยีที่มักตกขบวน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยมักเป็นประเทศที่ตื่นตัวกับเทคโนโลยีเสมอมา แต่เป็นการตื่นตัวแบบนักถ่ายเซลฟี่เพื่อให้ได้ภาพในเทรนด์ แต่ไม่ได้มีการพัฒนาต่อยอด หรือสร้างมูลค่าอย่างแท้จริง ไม่แตกต่างจากกรณีของการที่ประเทศไทยตกขบวน Advance Technology มากว่า 30 ปี ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีทั้งนโยบาย ทั้งการลองผิดลองถูก และการสร้างซัพพลายเชนในประเทศขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
อาจพูดได้ว่าประเทศไทยที่ผ่านมามีความเก่งกาจในเรื่องการสร้างภาพมากกว่าการลงมือทำ ทำให้น่าเสียดายที่อุตสาหกรรมไทยมักจะอยู่ใกล้กับโอกาสใหม่ ๆ แค่เอื้อม แต่ก็ตัดสินใจที่จะไม่ไขว่คว้า หรือเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายด้านเทคโนโลยีแล้วไม่ทำการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง กรณีนี้อาจเห็นได้อย่างชัดเจนจากกรณี TMEC ที่ก่อตั้งมาอย่างยาวนานและมีความพยายามในการพัฒนาตัวเองมาอย่างต่อเนื่องโดยปราศจากความช่วยเหลือที่ควรได้รับ นโยบายการผลักดันเซมิคอนดักเตอร์ในวันนี้จึงอาจเป็นการถูกตั้งคำถามอีกครั้งว่าครั้งนี้เราจะแค่ถ่ายรูปโพสต์ลงให้เพื่อนบ้านเห็นเหมือนอย่างเคย หรือเราจะเริ่มลงมือทำอะไรจริงจังเสียที

กำแพงที่กดทับนวัตกรรม
งานวิจัยในวันนี้ถูกตั้งคำถามมากขึ้นว่า ทำไปแล้วจะได้อะไร ทำไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น งานวิจัยจะเป็น ‘วิจัยขึ้นหิ้ง’ หรือไม่ กลายเป็นการวิจัยจะต้องเชื่อมต่อกับตลาดและความต้องการที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันงานวิจัยระดับฐานรากที่เป็นเรื่องสำคัญกลับเลือนรางลงเรื่อย ๆ นวัตกรรมในอนาคตจึงอาจเต็มไปด้วยแอปพลิเคชันมากมาย แต่อาจจะแทบไม่มีนวัตกรรมที่มีโครงสร้างอันแข็งแกร่งเป็นของตัวเองในระยะยาว
รศ. ดร. วิมล ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน จากยานยนต์สันดาปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เป็นอีกหนึ่งผู้เชี่ยวชาญที่สามารถสะท้อนภาพความท้าทายที่เกิดขึ้นในการพยายามนำนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาในอุตสาหกรรมดั้งเดิม โดยได้จำแนกปัจจัยที่กดทับการขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศไทยออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีที่ตามหลังต่างชาติ, การเข้าถึงแหล่งทุนวิจัยและพัฒนาที่ยากลำบาก, ทักษะของแรงงานที่มีไม่ตรงกับความต้องการที่เกิดขึ้น, การหาตลาดเพื่อรองรับนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมา และกฎระเบียบ ตลอดจนมาตรฐานของภาครัฐที่ซับซ้อนมากเกินไปจนไม่เอื้อต่อภาคเอกชนในการแข่งขันปัจจุบัน
คว้าโอกาสอย่างไรกับ FDI ที่อาจมีเวลาเหลือให้ ‘เซลฟี่’ ไม่มากนัก
ในขณะที่ประเทศไทยยังคงถกเถียง และมะงุมมะงาหรากับนโยบายต่าง ๆ ประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนประเทศที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีได้ออกตัวและเร่งความเร็วกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Fabless ในเวียดนาม การปรับโครงสร้างพื้นฐานการวิจัย Photonics สู่การทำงานในรูปแบบเอกชนของแคนาดา หรือการสร้าง Fab ที่เลือกเทคโนโลยีมาแล้วว่ายังมีพื้นที่ในตลาดให้เข้าไปได้ โดยไม่ต้องไปแข่งกับตลาด Red Ocean ที่แข่งกันอย่างแข็งขัน สิ่งเหล่านี้เป็นตัวเร่งรัดที่ชัดเจนว่าเวลาที่เรากำลังใช้ไปในนโยบายด้านต่าง ๆ อาจทำให้ประเทศไทยกลายเป็นนักถ่ายเซลฟี่ที่จะตกขบวนคลื่นเทคโนโลยีลูกถัดไปในอีกไม่นาน
ตั้งเป้าให้ชัด และ ‘ไม่หลอกตัวเอง’
ด้วยทรัพยากรของประเทศที่มีจำกัด ไม่ว่าจะในมิติแรงงาน เทคโนโลยี ซัพพลายเชน การเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ เพื่อที่จะทุ่มสรรพกำลังในการปั้นอุตสาหกรรมที่จะเป็นพระเอกขึ้นมาใหม่กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ต้องเกิดขึ้น แน่นอนว่าฝันไกลไม่ผิด แต่ต้องอ้างอิงกับศักยภาพที่มีจริงและวาง Roadmap ที่คว้าได้แบบตึง ๆ มือหน่อยก็ไม่ผิดอะไร
ยกตัวอย่าง ในกรณีของความพยายามในการจัดตั้ง Wafer Fab ต้องมีเม็ดเงินการลงทุนมหาศาล และยังต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐหลากหลายมิติ ทั้งเม็ดเงิน นโยบาย และสิทธิพิเศษต่าง ๆ ซึ่งอาจไม่ได้คุ้มค่านัก โดยเฉพาะในกลุ่มของเซมิคอนดักเตอร์ประเภท Logic ที่มีมูลค่าหลายแสนล้าน แต่ถ้าหากเป็นกลุ่มของ PCB ที่มีมูลค่าหลักร้อยล้านที่มีการลงทุนแล้วมากกว่า 60 โรงงาน และมีการจ้างงานราว 10,000 – 30,000 คน จึงเป็นไปได้มากกว่า หรือแม้แต่การตั้ง Wafer Fab ที่เป็นกลุ่ม GaN (Gallium Nitride) ซึ่งมีมูลค่าน้อยกว่าเซมิคอนดักเตอร์กลุ่ม Logic มหาศาล (หลักพันล้านต้น ๆ) ก็ยังมีความเป็นไปได้ในการแข่งขัน ตลอดจนมีความเหมาะสมในการวางฐานรากมากกว่า
ขับเคลื่อนการแข่งขันด้วยนวัตกรรมเพื่อสร้างความแตกต่างในระยะยาว
หนึ่งในสิ่งที่เวทีต่าง ๆ พูดคุยกันเสมอมา คือ การเป็นประเทศที่เต็มไปด้วย OEM และติดกับดักการเป็นผู้รับจ้างผลิต ซึ่งกลายเป็นการผูกติดอยู่กับดีมานด์จากภายนอก นำไปสู่ความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในเวทีนี้เองก็เช่นกันที่มองเห็นว่าอุตสาหกรรมไทยเก่งในการเป็นคนตรงกลาง รับจ้างประกอบ และอาจจะถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องเปลี่ยนมาเป็นเจ้าของแบรนด์กันมากขึ้นเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ
ในขณะเดียวกันการแข่งขันจะถูกเปลี่ยนให้ประเด็นของนวัตกรรมที่กลายเป็นแกนหลัก เพื่อสร้างศักยภาพที่ลอกเลียนแบบได้ยาก และกลายเป็นจุดขายสำคัญของธุรกิจนั้น ๆ โดยมีระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีการผลิตยุคใหม่สนับสนุนในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาวด้วยเช่นกัน
‘สังคายนา’ จุดแข็งและจุดยืนของประเทศไทยเพื่อแปรรูปเป็นแต้มต่อในอุตสาหกรรม
หากมองเพียงแค่ภูมิศาสตร์อาจเห็นเพียงว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของประเทศโดยรอบก็อาจจะไม่ได้มีมูลค่าอะไรมากไปกว่านั้น แต่พลังของ Soft Power นิสัยของคนไทย และรูปแบบการเมืองในเวทีโลกของประเทศไทยอาจกลายเป็นอำนาจในการแข่งขันที่ใครหลายคนอาจไม่เคยรู้
หนึ่งในกรณีที่น่าสนใจจากมุมมองของ THPCA ที่ได้รับเสียงตอบรับจากเหล่าผู้ประกอบการในต่างประเทศ คือ แนวทางที่อาจกลายเป็นทางออกในการสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ประเด็น ได้แก่
1. ความพยายามในการถ่วงสมดุลอำนาจภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความอ่อนไหวสูง และอุตสาหกรรมที่ต้องมีการส่งออก-นำเข้า
2. โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะระบบน้ำที่ต้องมีความเพียงพอ รวมถึงโลจิสติกส์ต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการผลิตจะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. โครงสร้างสังคมและวัฒนธรรมไทยที่มีความเปิดกว้าง สามารถผสมผสานความแตกต่าง ความเชื่อและแนวคิดต่างๆ เข้าด้วยกันได้อย่างละมุนละม่อม
‘ภาครัฐ’ กับการแก้ปัญหาเรื่องความจริงใจที่เอกชนเห็นมาตั้งแต่ดาวอังคาร
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ภาคเอกชนต่างมองหาความจริงใจในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อปราศจากความจริงใจในการแก้ปัญหาแล้วความจริงจังก็ไม่ตามมา ทำให้หลายครั้งปัญหาเดิม ๆ เช่น PM2.5 ที่มีมาอย่างต่อเนื่องไม่ได้ทุเลาลงเลยสักปี และแน่นอนว่าการแก้ปัญหาในภาคอุตสาหกรรมก็เช่นกัน
ภาครัฐนั้นเป็นทั้งผู้กำหนดกฎหมาย ผู้บังคับใช้ และเป็นผู้สร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนได้เป็นอย่างดี แต่จะมีสักกี่ครั้งที่รัฐบาลสนับสนุนอุตสาหกรรมใดหรือโครงการใดแล้วรัฐตั้งใจที่จะเป็น ‘ตลาดแรก’ ให้กับอุตสาหกรรมเหล่านั้น ด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐที่เป็นแต้มต่อให้ธุรกิจที่มีซัพลายเชนไทยเป็นส่วนประกอบที่เข้มข้น เช่น การบังคับจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศ เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมไทยแท้ ๆ

ในปัจจุบัน แม้รัฐบาลจะมีนโยบายด้าน Local Content และ Technology Transfer (การถ่ายทอดเทคโนโลยี) อยู่บนเอกสารของการสนับสนุนต่าง ๆ หลายครั้งก็ยังคงถูกบันทึกไว้ในรูปแบบของความสมัครใจ ซึ่งอาจไม่ได้ขับเคลื่อนอะไรมากนัก จำเป็นต้องมีการใช้กลไกการส่งเสริมและปกป้องที่เด็ดขาด เพื่อสร้างโอกาสให้กับธุรกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นภาษีสรรพสามิต เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ตลอดจนการเจรจา FTA เพื่อหาประเทศส่งออกใหม่ ๆ เพิ่มเติม หรือมาตรการ Joint Venture Package เพื่อขับเคลื่อนผู้ผลิตไทย Tier 2 และ 3 ให้เข้ามามีส่วนร่วมในซัพพลายเชนที่ลงทุนเพิ่มเติมเหล่านี้ได้มากขึ้น การที่ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างซื่อตรง ยุติธรรม และปกป้องผลประโยชน์คนในชาติอย่างเหมาะสมจึงไม่แปลกใจเลยที่เอกชนอาจมองไม่เห็นความจริงใจอื่นใดของภาครัฐ เว้นเสียแต่ตอนเรียกเก็บภาษี
การพัฒนาคนที่ต้องเติบโตแบบบูรณาการ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในวันนี้การขาดแคลนแรงงานทักษะกำลังเพิ่มความรุนแรงขึ้นในยุคที่เทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งสำคัญ ผสมผสานกับการขาดแคลนแรงงานยุคใหม่ ทำให้กำลังคนหน้าใหม่ที่จะเข้ามาในภาคอุตสาหกรรมลดน้อยลงไปอีก และในอีกมุมหนึ่งการมาถึงของเทคโนโลยีอย่าง AI ทำให้ผู้คนเปลี่ยนไปอย่างมากทั้งทักษะ วิธีคิด และวิธีทำงาน
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวนั้น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาต้องบูรณาการแนวทางร่วมกันอย่างชัดเจน แบบเดียวกับที่รัฐบาลจีนอัดเม็ดเงินลงในการวิจัยและพัฒนาตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของภาครัฐ ทั้งการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย การวิจัยฐานรากที่เกี่ยวข้อง ทิศทางการเติบโต และการพัฒนาคน จะสามารถมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกันได้
นอกจากนี้หลักสูตรต่าง ๆ ต้องคำนึงถึงบทบาทของ AI ในยุคใหม่อย่างรอบคอบ โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทางที่ควบคู่กันไปบนพื้นฐานแนวคิดและทักษะการรู้เท่าทันเทคโนโลยี (Technology Literacy) ได้แก่
- การเรียนรู้ที่ต้องพัฒนาทักษะในการอยู่ร่วมกับ AI โดยมีการใช้ AI อย่างเหมาะสมและถูกวิธี เพื่อไม่ให้ความสะดวกของเทคโนโลยีเป็นกำแพงปิดกั้นการเติบโต การเติบโตและมีชุดทักษะที่สอดคล้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะในยุคสมัยใดก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะเฉพาะทางที่ทำให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องและคุณภาพการทำงานของ AI ได้
- สร้างความแข็งแกร่งของประชากรในทักษะที่ ‘AI ทำไม่ได้’ ซึ่งจะเป็นอีกจุดแข็งในการพัฒนาแรงงานในยุคที่ต้องอยู่ร่วมกับ AI เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การทำงานร่วมกันเป็นทีม ชุดความคิด Growth Mindset และความสามารถด้านภาษาที่ยังคงจำเป็นอยู่แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีอย่าง AI แล้วก็ตาม

ฝันที่ใกล้จะคว้า! เมื่อเอกชนวิ่งสู้ฟัด และภาครัฐพยายามออกวิ่งตาม
ในวันนี้เราจะเห็นภาพของภาคเอกชนที่พยายามรวมกลุ่มกันและออกไปแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ เข้ามาสู่ภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งสองสมาคมที่เป็นผู้ร่วมเสวนาในรายการนี้ ทั้ง THPCA และ EVAT ต่างก็เป็นตัวอย่างการทำงานเชิงรุกที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการหาพันธมิตรจากต่างประเทศเพื่อลงทุนในประเทศ การเดินสายเชื่อมต่อซัพพลายเชนในประเทศ ตลอดจนการให้ความรู้เพื่อสร้างความตื่นตัวของสังคมต่อโอกาสใหม่และความท้าทายที่เกิดขึ้น
ในขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐยุคหลัง ๆ มานี้ก็มีการปรับเปลี่ยนการทำงานที่มีความเข้าอกเข้าใจความเร่งด่วน และเงื่อนไขบริบทของการแข่งขันของเอกชนยุคใหม่มากยิ่งขึ้น จะเห็นได้จากการปรับปรุงนโยบายด้านการส่งเสริมการลงทุนที่มองไปในทิศทางเดียวกันกับแนวคิดของภาคเอกชนที่รวมตัวกัน และมีความพยายามในการสร้าง Fast Pass ต่าง ๆ เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยและประเทศไทยสามารถแข่งขันได้มากกว่าเดิม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมในความพยายามและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่คำถามในวันนี้อาจจะต้องเพิ่มเติมว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้เร่งศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันได้กับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีความชัดเจนเหล่านี้มานานแล้วมากน้อยแค่ใด

หากมองย้อนกลับไปประเทศไทยมีโครงการดี ๆ ที่เคยเกิดขึ้นมากมายที่น่าจะนำกลับมาปรับปรุงใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อเร่งขีดความสามารถในการแข่งขันและการยืนระยะให้เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องกังวลกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วมากนัก ดังนั้น การย่นระยะการแข่งขันที่ทำได้อาจไม่ใช่เพียงการมองหาสิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา แต่เป็นการนำเอาสิ่งดี ๆ ที่เคยทำมาปัดฝุ่นปรุงแต่งให้เข้ากับยุคสมัยก็นับเป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยย่นระยะทางและทรัพยากรที่ต้องใช้ได้
เมื่อมองจากภาพรวมการทำงานของภาคเอกชน ต้องยอมรับว่ามีข้อมูลการแข่งขันที่ค่อนข้างเพียบพร้อมในทุกมิติ ทั้งคู่แข่ง พันธมิตร เทคโนโลยีเป้าหมาย และสถานการณ์ตลาดทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ผู้เชี่ยวชาญต่างมองเห็นภาพเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำลังคน หรือการเลือกลงทุนเทคโนโลยีที่เป็นจุดเปลี่ยน ทุกอย่างชัดเจนจนแทบจะคว้าไว้ได้ในมือ แต่ในขณะเดียวกัน กำแพงนโยบายและความจริงใจในการแก้ปัญหาของภาครัฐที่ซับซ้อน อาจกลายเป็นตัวฉุดขาภาคเอกชนในช่วงจังหวะที่กำลังจะ Sprint แม้ความพยายามของเอกชนจะชัดเจนและเริ่มเห็นผลลัพธ์แล้ว แต่ท้ายที่สุด เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าการสนับสนุนจากภาครัฐจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และที่สำคัญคือ จะเกิดขึ้น ‘ทันเวลา’ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศได้อย่างที่ทุกคนหวังใจไว้หรือไม่








