ข้อมูลจาก Reuters ระบุ SAMSUNG กำไรทะยานขึ้นกว่า 49 เท่า จากผลประกอบการในธุรกิจชิป พร้อมคาดการณ์สถานการณ์ขาดแคลนชิปในปี 2027 ที่กำลังจะมาถึงมีแนวโน้มที่จะถลำลึกลงไปยิ่งกว่าเดิม เป็นผลจากการเติบโตของ AI ที่มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ทำให้ราคาชิปหน่วยความจำอาจพุ่งทะยานสูงขึ้นอีกระลอกหนึ่ง
จากสถานการณ์ของการเติบโตด้าน AI ทำให้ผู้ผลิตชิปจำนวนมากต้องเผชิญหน้ากับสัญญาที่ผูกมัดในการผลิตล่วงหน้าเพื่อจับจองซัพพลายหลายปี เนื่องจากความต้องการที่เกิดขึ้นนั้นมีมากมายมหาศาลเกินกว่ากำลังผลิตที่มีในปัจจุบัน แม้จะมีความพยายามตั้งโรงงานใหม่ก็ตามแต่ก็จำเป็นต้องใช้ Lead Time ไม่น้อยกว่าจะสามารถนำมาใช้งานได้อยู่ดี
ในกรณีของ SAMSUNG ไตรมาสแรกมีกำไรจากการผลิตชิปอยู่ที่ 53.7 ล้านล้านวอน โดยในช่วงเดียวกันของปี 2025 มีกำไรอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านวอน ซึ่งคิดเป็นกำไร 94% จากกำไรทั้งหมดจองไตรมาสแรกที่ 57.2 ล้านล้านวอน โดยรายได้ทั้งหมดเพิ่มขึ้น 69% จากปีที่แล้วหรือเป็นมูลค่ารวม 133.9 ล้านล้านวอน
ความสามารถในการเติบโตของ SAMSUNG ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการกระจายความเสี่ยงของซัพพลายเชน ทำให้สงครามในตะวันออกกลางไม่ได้กระทบกับธุรกิจการผลิตชิปมากนัก ทั้งวัตถุดิบคงคลังและแหล่งที่มาของก๊าซ แต่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการขนส่งด้วยน้ำมัน
ความท้าทายของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเด็นของความสามารถในการตอบสนองต่อตลาดไม่ทัน อาจไม่ใช่สิ่งที่แก้ได้โดยง่าย โดยเฉพาะในตลาดของชิปประมวลผล (Logic) ที่แข่งกันโดยผู้เล่นรายใหญ่ เนื่องจากมีมูลค่าของการตั้ง Fab หลักแสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งหากประสบความสำเร็จในการลงทุนตั้งโรงงานและลงทุนเครื่องจักรแล้ว ก็ยังมีประเด็นของทักษะที่ต้องใช้ ตลอดจนการปรับตัวของโรงงานเพื่อให้ Yield อยู่ตัว ซึ่งอาจใช้เวลา 5-10 ปี กรณีเดียวกับตอนที่ SAMSUNG พยายามผลิตชิปด้วยตัวเองในระยะแรก ในกรณีของประเทศไทยที่เป็นลักษณะของธุรกิจการประกอบกลางน้ำและปลายน้ำ การวางแผนรับมือที่มองระยะไกลจะเป็นทางออกแรกที่เหมาะสม ในขณะที่ความพยายามสร้างธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำอาจต้องมุ่งไปในชิปหรือชิ้นส่วนที่มีการลงทุนไม่มาก และมีพื้นที่ให้แทรกตัวเข้าไปได้มากกว่า
ที่มา:
Reuters









