Thai NS Solution
Thai NS Solution
NVIDIA และ TSMC นำ AI มาใช้ใน Fab ยกระดับการออกแบบและผลิตเซมิคอนดักเตอร์

NVIDIA และ TSMC นำ AI มาใช้ใน Fab ยกระดับการออกแบบและผลิตเซมิคอนดักเตอร์

Date Post
08.06.2026
Post Views

TSMC ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก ได้ใช้ NVIDIA ในการเพิ่มศักยภาพการประมวลผลและ AI เพื่อยกระดับการออกแบบและผลิตเซมิคอนดักเตอร์ให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

ท่ามกลางวิกฤตความต้องการชิปประมวลผลขั้นสูง ที่มีความซับซ้อนจนเพิ่มขึ้นจนแทบทะลุขีดจำกัดทางฟิสิกส์ การประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์บนเวที NVIDIA GTC Taipei 2026 ระหว่าง NVIDIA และ TSMC จะปฏิวัติสถาปัตยกรรมโรงงานเซมิคอนดักเตอร์โลกไปตลอดกาล ด้วยการย้ายระบบ AI และการเร่งความเร็วการประมวลผลเข้าสู่ Fab เปลี่ยนกระบวนการผลิตชิปที่เคยพึ่งพาการลองผิดลองถูกให้กลายเป็นการจำลองสถานการณ์ที่รวดเร็วและน่าทึ่งสำหรับภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การยกระดับเครื่องจักร แต่คือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการควบคุม Yield และประสิทธิภาพพลังงานที่โลกต้องจับตา

Thailand Lab International 2026

ทลายคอขวดสถาปัตยกรรมชิปด้วย ‘CUDA-X’ และ ‘NVIDIA H200’

ในการผลักดันเวเฟอร์ซิลิคอนให้ก้าวไปสู่ระดับนาโนเมตรที่เล็กและซับซ้อนขึ้น ภาระงานคำนวณ (Computational Workloads) ถือเป็นกำแพงด่านสำคัญที่สถาปัตยกรรม CPU แบบดั้งเดิมไม่สามารถข้ามผ่านได้อีกต่อไป TSMC จึงเลือกใช้ Library ของ ‘NVIDIA CUDA-X’ และโมเดล AI เพื่อเร่งความเร็วการทำงานเหล่านี้ผ่าน GPU ของ NVIDIA

  • Computational Lithography (การจัดทำลวดลายวงจร): TSMC นำระบบ ‘NVIDIA cuLitho’ ซึ่งเป็นคลังโปรแกรมเร่งการประมวลผลด้วย GPU มาใช้ในกระบวนการออก Chip Mask เทคโนโลยีนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและลด Cycle Time ลงได้ถึง 20-50% เมื่อเทียบกับการคำนวณผ่าน CPU โดยมี CTO ที่เท่ากัน
  • Transistor & Process Simulation: ในส่วนของวัสดุและชิ้นส่วนนั้น มีการใช้ ‘NVIDIA cuEST’ ซึ่งเป็น Library สำหรับการจำลองโครงสร้างทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความรวดเร็วสูง สามารถจำลองข้อมูลด้านเคมีสำหรับการออกแบบวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ได้โดยเฉลี่ยที่ 50 เท่า
  • Advanced Process Control: TSMC ใช้ระบบ ‘NVIDIA cuML’ ซึ่งเป็น Library สำหรับ Machine Learning เพื่อทำการวิเคราะห์ขนาดใหญ่บน GPU ทำให้เพิ่มความเร็วของ Algorithm และกรองข้อมูลตำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นจากค่าต่างๆ ในกระบวนการ สู่ Input อันแสนแม่นยำสำหรับโมเดล Machine Learning ทำให้ลดความหลากหลายของขั้นตอนลงได้
  • Fab Operations Optimization: วางแผนการประมวลผล GPU ที่ถูกเพิ่มความเร็วด้วย CUDA ทำให้เพิ่ม Productivity ของ Fab ได้อย่างชัดเจนด้วย NVIDIA H200 ซึ่ง TSMC นำมาใช้จัดการกับข้อจำกัดที่ซับซ้อนเพิ่มศักยภาพเส้นทางการผลิตและ Fab ได้อย่างแท้จริง

ยกระดับการจับผิดความเสียหายระดับนาโนด้วย ‘NVIDIA Metropolis’ และโมเดล AI

เมื่อขนาดลายวงจรมีขนาดเล็กลงอย่างมาก สิ่งแปลกปลอมหรือจุดบกพร่องแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชิ้นงานและ Yield ของโรงงานได้ การตรวจสอบอย่างแม่นยำและทำงานได้อย่างรวดเร็วจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

TSMC ได้ผสานแพลตฟอร์ม ‘NVIDIA Metropolis’ ร่วมกับชุดเครื่องมือ ‘NVIDIA TAO Toolkit’ เข้ามาปฏิวัติระบบคัดแยกและตรวจสอบของเสียขั้นสูงโดยใช้ Vision AI ทำให้กล้องตรวจจับอัจฉริยะสามารถมองเห็นและวิเคราะห์ข้อบกพร่องที่มีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตรได้อย่างแม่นยำ

ผลลัพธ์ที่ได้ คือ การลดภาระของวิศวกรในการทำซ้ำเรื่องการติดฉลากข้อมูลจำแนกของเสีย และไม่จำเป็นต้องเสียเวลาสั่ง Retraining โมเดลใหม่ทุกครั้งยามที่สภาพแวดล้อมหน้างานผลิต เครื่องมือตรวจสอบ หรือประเภทของ Defect เกิดการเปลี่ยนแปลง ช่วยให้ Workflow ‘FabTwin’

‘FabTwin’ การจำลองโรงงานบน ‘Omniverse’

โรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์หรือ Fab นั้นเป็นหนึ่งในโรงงานที่ก้าวหน้าและซับซ้อนที่สุดของโลก การทำงานต้องการความแม่นยำที่เกิดจากการประสานงานกันของเครื่องมือ วัตถุดิบ หุ่นยนต์ มนุษย์ และระบบของอาคาร

เพื่อก้าวข้ามความท้าทายที่เกิดขึ้น การทำ Virtual Fab เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมและการทำงานจริงผ่านสถานการณ์อันหลากหลายเป็นสิ่งสำคัญก่อนเริ่มการปรับเปลี่ยนหรือบูรณาการหน้างานจริง TSMC ได้ใช้ NVIDIA Omniverse เพื่อทำการเปรียบเทียบการตั้งค่ารูปแบบต่างๆ และระบุปัญหาหรือข้อจำกัดล่วงหน้าไม่ให้เกิดขึ้นจริง

คลังแสงเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนและใช้เงินลงทุนสูงที่สุดในโลก การจัดวางตำแหน่งเครื่องจักร ทางเดินหุ่นยนต์ขนย้ายวัตถุดิบ รวมถึงการซิงค์ระบบซอฟต์แวร์หน้างานจึงพลาดไม่ได้แม้แต่มิลลิเมตรเดียว
เพื่อทลายความเสี่ยงตรงนี้ TSMC กำลังศึกษาและใช้งานคลังซอฟต์แวร์ ‘NVIDIA Omniverse’ ในการสร้าง ‘FabTwin’ หรือโรงงานเสมือนจริงในโลกดิจิทัล (Virtual Fab Environment) เพื่อเป็นพื้นที่ทดลองและประเมินผลการจัดวางผังเครื่องจักร (Process Tool Layouts) ควบคู่ไปกับการรัน Workflow จำลองทั้งหมด
การเปิดโหมด ‘Virtual-First’ หรือการทดสอบบนโลกดิจิทัลให้จบก่อนลงมือสร้างจริงในโลกกายภาพ ช่วยให้ทีมบริหารสามารถเปรียบเทียบการตั้งค่าโครงสร้างที่ซับซ้อนได้อย่างยืดหยุ่น และที่สำคัญคือสามารถระบุข้อจำกัดหรือปัญหาคอขวดแฝง (Constraints) ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ส่งผลให้การวางแผนมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและเร่งการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ให้เร็วขึ้น ก่อนที่จะมีการเซ็นสัญญาสั่งซื้อเครื่องจักรหรือผูกมัดงบประมาณลงทุนจำนวนมหาศาล
“ด้วยการใช้การประมวลผลแบบเร่งความเร็วและ AI ของ NVIDIA ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของ Fab, การทำลวดลายวงจร, การควบคุมกระบวนการ และการตรวจสอบ TSMC กำลังเสริมสร้างความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีและความเป็นเลิศในการผลิตเพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์และความสำเร็จในอนาคตของลูกค้าเรา”
— C.C. Wei ประธานกรรมการและซีอีโอของ TSMC ยืนยันถึงความมั่นใจในเครื่องมือสากลนี้

เมื่อผู้ผลิตชิป AI ก็ไม่อาจหนีการใช้ AI ได้พ้น

การขยับตัวของ TSMC ในการดึง AI และระบบจำลองประสิทธิภาพสูงเข้ามาฝังอยู่ในระดับรากฐานของโรงงาน (Fab) เป็นเครื่องยืนยันว่าโลกอุตสาหกรรมยุค 2026 นั้นขีดความสามารถในการแข่งขันไม่ได้ขึ้นกับเครื่องจักรที่ทันสมัยที่สุดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ ‘ความครบถ้วนถูกต้องข้องข้อมูลและการประมวลผลอันทรงพลัง’ ได้เป็นกลไกสำคัญในการแข่งขันที่กลายเป็นเข็มทิศในธุรกิจการผลิตยุคใหม่

การเข้ามาของ AI มีส่วนสำคัญอย่างมากท่ามกลางภาวะการขาดแคลนแรงงาน และความซับซ้อนในกระบวนการผลิตที่มากมายมหาศาล ซึ่งการจำลองสถานการณ์ที่แม่นยำจะช่วยป้องกันความสูญเปล่าและเปิดโอกาสให้กับแนวคิดการทำงานใหม่ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเกิด Downtime และการชะลอตัวของธุรกิจอีกต่อไป

ที่มา:
NVIDIA

Logo-Company
Logo-Company
Logo-Company
logo-company
Thossathip Soonsarthorn
Expert & Knowledge Curator GMTX - MMThailand - AUTOMATION EXPO
Thailand Lab International 2026