fbpx
Monday, January 25Modern Manufacturing

กนอ. ย้ำปริมาณน้ำ 4 อ่างฯหลัก เพียงพอใช้จนสิ้นสุดฤดูแล้งนี้

กนอ.ยืนยันน้ำในอ่างเก็บน้ำ 4 แห่งในจังหวัดระยอง เพียงพอใช้งานในภาคอุตสาหกรรมจนถึงสิ้นสุดฤดูแล้งนี้ พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการปรับลดการใช้น้ำลงให้ได้ 10 % ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เผยถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออกเพื่อให้ไม่กระทบกับภาคอุตสาหกรรมและประชาชนทั่วไป จากการตรวจสอบปริมาณน้ำทั้ง 4 อ่างเก็บนํ้าหลัก ได้แก่ อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ และอ่างเก็บน้ำประแสร์ มีปริมาณน้ำต้นทุนที่ได้มาจากการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์และปริมาณน้ำฝนที่จะไหลเข้าอ่าง คาดการณ์ ณ กลางเดือนเมษายน มีปริมาณน้ำประมาณ 93.9 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีแผนการใช้น้ำอยู่ที่ประมาณ 88.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะทำให้มีน้ำต้นทุนคงเหลือประมาณ 13.6 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยกนอ.เชื่อว่าจากปริมาณน้ำดังกล่าวจะทำให้มีปริมาณน้ำเพียงพอใช้งานไปจนสิ้นสุดฤดูแล้งในช่วงเดือนมิถุนายนนี้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ กนอ.มีแผนในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกมาโดยตลอด โดยที่จังหวัดระยองได้ทำการเพิ่มนํ้าต้นทุนให้กับ 4 อ่างเก็บน้ำหลัก ได้แก่ การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแกด ลุ่มน้ำวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ประมาณ 10 ล้านลูกบาศ์กเมตร(เดือนมีนาคม 2563)ไปเพิ่มน้ำต้นทุนยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง/สร้างระบบสูบกลับชั่วคราวจากคลองสะพาน เพื่อสูบนํ้าในกรณีมีฝนตกในพื้นที่ไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์/ปรับปรุงระบบสูบกลับวัดละหารไร่จากแม่นํ้าระยอง(กรณีที่มีฝนตกในพื้นที่)ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล มีปริมาณนํ้าประมาณ 100,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจะใช้นํ้าจากคลองนํ้าหู เพื่อช่วยลดการใช้นํ้าจากอ่างเก็บนํ้าหนองปลาไหล ประมาณ 50,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน

อีกทั้งมีมาตรการเร่งด่วนด้วยการเพิ่มน้ำต้นทุนในนิคมอุตสาหกรรม โดยการนำน้ำจากคลองชากหมากมาผ่านการบำบัด (Waste Water Reverse Osmosis : WWRO) และนำกลับมาใช้ใหม่ทำให้มีปริมาณน้ำใช้เพิ่มขึ้น 7,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้ ขณะที่ในส่วนจังหวัดชลบุรี มีการสูบนํ้าจากอ่างเก็บนํ้าคลองหลวงรัชชโลทรมายังอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี ปริมาณ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อทดแทนปริมาณน้ำที่ส่งมาจากจังหวัดระยอง







ทั้งนี้ กรณีการขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดคอมเพล็กซ์ ประกอบด้วย     นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย นิคมอุตสาหกรรมไออาร์แอล และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ในการปรับลดปริมาณการใช้น้ำร้อยละ 10 นั้น

ปัจจุบันเนื่องจากโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ได้ปิดซ่อมบำรุงใหญ่สำหรับผู้ประกอบกิจการ(Shutdown/Turnaround) เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และเริ่มเปิดเดินเครื่องการประกอบกิจการในช่วงเดือนมีนาคม จึงทำให้ปริมาณการใช้น้ำเพิ่มขึ้นจากโควต้าที่ได้รับ      แต่เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 จะพบว่ามีการใช้น้ำในนิคมอุตสาหกรรมลดลง

นางสาวสมจิณณ์  กล่าวว่า เมื่อโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมได้กลับมาเริ่มเดินเครื่องประกอบกิจการตามปกติ เป็นผลให้ปริมาณการใช้น้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 10% โดยเฉลี่ยเดือนกุมภาพันธ์ใช้น้ำอยู่ที่ 356,289 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เดือนมีนาคมใช้น้ำโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 392,205 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพิ่มขึ้นประมาณ 35,916 ลูกบาศก์เมตรหรือประมาณ 10% แต่เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (2562) ที่มีปริมาณการใช้น้ำอยู่ที่ 404,267 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน จะเห็นว่ามีปริมาณการใช้น้ำที่ลดลง ซึ่งเป็นความร่วมมือของ กนอ.และผู้ประกอบการโรงงานในพื้นที่ในการปรับลดปริมาณการใช้น้ำลง 10% ตามแผนที่ได้วางไว้ อย่างไรก็ตาม กนอ.ขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ดำเนินการตามแผนการลดปริมาณน้ำต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันฝ่าวิกฤตแล้งในครั้งนี้ไปให้ได้

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Nichaphan W.