CyberSec 2026
VEGA Instrument
thai industry 2026 challenges future economy

ปี 2026: 10 บททดสอบใหม่ของอุตสาหกรรมไทยจากความฝันสู่ความจริงที่ต้องเตรียมพร้อม

Date Post
05.02.2026
Post Views

หากมองย้อนกลับไปภาพประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน คงเป็นภาพของ “โรงงานผลิตของโลก” ที่เน้นแรงงานราคาถูกและเน้นปริมาณ แต่เมื่อปฏิทินกางมาถึงปี 2026 ภาพเหล่านั้นอาจกำลังจางหายไป และถูกแทนที่ด้วยคลื่นยักษ์แห่งการเปลี่ยนแปลงที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าหวั่นใจในเวลาเดียวกัน 

Table of Contents

ภาคอุตสาหกรรมไทยในวันนี้ไม่ได้เดินอยู่บนทางราบอีกต่อไป แต่กำลังอยู่บนทางแยกสำคัญอย่างที่ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ เคยนิยามไว้ว่าเรากำลัง “ติดหล่ม” (Stuck in the mud)  แล้วในวันที่โลกหมุนเร็วขนาดนี้ ประเทศไทยจะขยับตัวอย่างไรให้พ้นจากหล่มโคลนเดิม ๆ ?  MM Thailand เลยวาง 10 ประเด็นสำคัญที่ควรจับตามอง และมันอาจเป็นเชือกเส้นสำคัญที่ฉุดกระชากลากขึ้นจากหล่มนี้

1. EEC จากพื้นที่ยุทธศาสตร์ สู่บททดสอบ “ความพร้อมจริง” บนกระดานโลก

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา EEC (Eastern Economic Corridor) ถูกวางสถานะเป็นความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทย ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมขั้นสูง (S-Curve) แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2026 โจทย์ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เป็นช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ผลลัพธ์ว่าระบบนิเวศที่รัฐสร้างขึ้นนั้น “ใช้งานได้จริง” หรือไม่

ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานหลัก ทั้งการขยายท่าเรือแหลมฉบัง-มาบตาพุด และโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทว่าความท้าทายที่แท้จริงคือ Capacity Utilization หรือประสิทธิภาพในการใช้กำลังการผลิต นักลงทุนระดับโลกไม่ได้มองแค่ว่า “มีถนนหรือมีท่าเรือไหม” แต่เขากำลังดูว่า “การบริหารจัดการโลจิสติกส์ในพื้นที่นั้นลดต้นทุนและเวลาได้จริงหรือไม่”

ข้อได้เปรียบของ EEC คือมีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ทำให้การต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมขั้นสูงทำได้เร็วกว่าหลายประเทศ โลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อกับตลาดอาเซียน ก็ยังเป็นจุดแข็งที่หลายคนมองหา และที่สำคัญคือตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ใกล้ตลาดอาเซียนซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ โครงสร้างพื้นฐานหลักอย่างท่าเรือแหลมฉบังเฟสใหม่ และรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินยังคงเผชิญกับปัญหาความล่าช้า และเรายังคงขาดแรงงานที่มีทักษะสูง รวมถึงความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบก็ยังทำให้หลายบริษัทลังเล

ดังนั้นในปี 2026 จะเป็นปีที่ EEC ถูกตัดสินด้วยผลงานจริง ไม่ใช่คำสัญญา นักลงทุนไม่ได้มองหาโปรเจกต์ใหม่อีกต่อไป แต่เริ่มมองถึงความเร็วในการเอาไปใช้งานได้จริงและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

2. AI Data Center สนามรบใหม่แห่งเศรษฐกิจดิจิทัล

ในปี 2026 ได้พิสูจน์แล้วว่า AI ไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์ แต่คือ Physical Infrastructure ความเก่งกาจของระบบอัจฉริยะไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัลกอริทึมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ตัดสินกันที่หน่วยประมวลผลมหาศาลภายใน Data Center ซึ่งได้กลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่มีค่าไม่ต่างจากน้ำมันหรือทองคำในอดีต

จากโกดังข้อมูล สู่โรงงานผลิตปัญญา

วันนี้ Data Center ได้ย้ายฐานะจากเพียงแค่ที่เก็บข้อมูล มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางอำนาจ (Power Infrastructure) การประมวลผลระดับ Generative AI ที่ซับซ้อนต้องการทรัพยากรกายภาพที่จับต้องได้ ตั้งแต่ชิปประมวลผลสมรรถนะสูง ไปจนถึงระบบหล่อเย็นขั้นสูง ส่งผลให้ Data Center กลายเป็นตัวชี้วัดความมั่นคงทางเทคโนโลยีของแต่ละประเทศ

ตัวเลขจากการวิจัยบอกว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมี Data Center แล้วกว่า 1,800 แห่ง กำลังผลิตรวมราว 12.2 กิกะวัตต์ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในไม่กี่ปี อาเซียนกำลังถูกจับตาในฐานะบ้านใหม่ของ Data Center และประเทศไทยอาจกลายเป็น Hotspot ที่เนื้อหอมที่สุด

ปี 2026 จึงกลายเป็นปีที่การแข่งขันระหว่างประเทศในการดึงดูด AI Data Center จะรุนแรงมากขึ้น ประเทศต่าง ๆ ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลกกำลังเตรียมความพร้อมด้านพลังงาน ปรับปรุงกฎระเบียบ และเสนอสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนนี้ คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทย คือทำอย่างไรให้พร้อมที่สุดสำหรับการแข่งขันอันดุเดือดนี้ ?

3. รัฐมนตรีอุตสาหกรรมคนใหม่ เปลี่ยนคน = เปลี่ยนเกม

หลายคนอาจคิดว่าการเปลี่ยนรัฐมนตรีเป็นเรื่องของการเมือง แต่การเปลี่ยนผู้นำกระทรวงอุตสาหกรรมสามารถเปลี่ยนทิศทางของอุตสาหกรรมทั้งประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะรัฐมนตรีแต่ละคนมาพร้อมกับวิสัยทัศน์ที่ต่างกัน มีความเข้าใจในภาคอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน และที่สำคัญคือมีสไตล์การทำงานที่ไม่เหมือนกัน บางคนเน้นการส่งเสริม บางคนเน้นการควบคุม บางคนเน้นการเปิดกว้าง บางคนเน้นการปกป้อง

ในปี 2025–2026 ไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งสงครามการค้า ภาษีนำเข้า และดีมานด์โลกที่ชะลอ สิ่งที่เปลี่ยนจริง ๆ จึงไม่ใช่คำแถลง แต่คือการลงมือทำ รัฐมนตรีคนใหม่จะเลือกเล่นเกมแบบ Quick Big Win ลดขั้นตอน กด fast-track โครงการสำคัญ หรือจะเล่นเกมแบบระมัดระวัง เน้นกฎและความเสี่ยง

สิ่งที่นักลงทุนจับตาคือ ประตู FDI (Foreign Direct Investment) จะเปิดง่ายและเร็วขึ้น หรือแคบลงและมีเงื่อนไขมากขึ้น ผ่านเครื่องมืออย่าง FastPass ที่ตั้งเป้าลดเวลาการอนุมัติลง 20–50%

เมื่อมองไปที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียขายจุดแข็งเรื่องกติกาชัดและนโยบายต่อเนื่อง ความได้เปรียบของไทยจะอยู่ที่การรักษาแกนยุทธศาสตร์เดิม พร้อมปรับการทำงานให้เร็ว ชัด และสม่ำเสมอ

ความเสี่ยงใหญ่ของภาคธุรกิจในปี 2026 ไม่ใช่ว่านโยบายอุตสาหกรรม “ถูกหรือผิด” แต่คือ “จะเปลี่ยนอีกไหมแล้วเปลี่ยนไปในทิศทางใด”

4. Sustainable Vehicle เกมแข่งขันไม่ได้วัดที่รถ แต่วัดที่แบตเตอรี่

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV เป็นคำที่ร้อนแรงมากในวงการยานยนต์ ทุกบริษัทรถยนต์พากันประกาศแผนเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV ทุกประเทศพากันประกาศนโยบายส่งเสริม EV ดูเหมือนว่า EV คือคำตอบสุดท้ายของอนาคตยานพาหนะ แต่ความจริงแล้ว EV เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เกมจริงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครผลิตรถ EV ได้มากที่สุดหรือขายได้เยอะที่สุด แต่อยู่ที่แบตเตอรี่ที่เป็นหัวใจของรถ EV

แบตเตอรี่คิดเป็นราว 30–40% ของต้นทุนรถ EV หนึ่งคัน และเป็นต้นทุนที่ส่งผลยาวไปถึงค่าใช้จ่ายตลอดอายุรถ รายงานช่วงปี 2025–2026 ชี้ว่าความต้องการแบตเตอรี่ยังโตต่อเนื่อง ขณะเดียวกันผู้ผลิตเริ่มเห็นชัดว่า capacity แบตเตอรี่ไม่ได้ถูกแย่งแค่ในตลาดรถ แต่ยังถูกดึงไปใช้กับระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ด้วย

ในรอบ 2–3 ปีที่ผ่านมา เงินลงทุนกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ไหลเข้าสู่โซ่อุปทานแบตเตอรี่ ตั้งแต่เหมือง วัตถุดิบ ไปจนถึง cell และแพ็ก โรงงานรุ่นใหม่ไม่ได้สร้างมาแค่ผลิตให้ทัน แต่ถูกออกแบบให้รองรับเทคโนโลยีถัดไป เช่น solid-state และระบบรีไซเคิลแบบวงปิด

จุดเสี่ยงใหญ่คือการพึ่งพาวัตถุดิบอย่างลิเธียม นิกเกิล และโคบอลต์ ซึ่งกระจุกตัวอยู่ไม่กี่ประเทศ ทำให้ต้นทุนผันผวนและผูกกับภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐและยุโรปจึงเริ่มใช้มาตรการภาษีบังคับให้ซัพพลายแบตเตอรี่มาจากประเทศพันธมิตร พร้อมเร่งลงทุนเหมืองและแปรรูปในประเทศตัวเอง

นักวิเคราะห์คาดว่าราคาแบตเตอรี่ EV อาจลดลงเหลือราว 80 ดอลลาร์/kWh ในปี 2026 ซึ่งเป็นจุดที่ต้นทุนการครอบครองรถไฟฟ้าตลอดอายุการใช้งานเริ่มใกล้หรือดีกว่ารถน้ำมันโดยไม่ต้องพึ่งอุดหนุนรัฐ

ในปี 2026 การแข่งขันในอุตสาหกรรม EV จะไม่ได้อยู่ที่จำนวนรถที่ผลิต แต่จะเป็นการแข่งขันที่ “ต้นทุนพลังงานตลอดอายุการใช้งาน” หรือที่เรียกว่า Total Cost of Ownership (TCO) ไม่ได้ดูแค่ราคาซื้อรถเท่านั้น แต่รวมถึงค่าไฟฟ้าในการชาร์จ ค่าบำรุงรักษา อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ค่าเสื่อมราคา และมูลค่าที่เหลืออยู่เมื่อขายมือสอง

สำหรับประเทศอย่างไทยที่ต้องการเป็นฐานการผลิต EV ความท้าทายคือ เราจะอยู่ในตำแหน่งใดของ Value Chain นี้ เราจะเป็นเพียงแค่ฐานการผลิตที่ประกอบรถด้วยชิ้นส่วนและแบตเตอรี่ที่นำเข้ามาจากที่อื่น หรือเราจะสามารถพัฒนาความสามารถในการผลิตแบตเตอรี่หรือชิ้นส่วนสำคัญได้เอง

5. สงครามการค้า: จาก Globalisation สู่ Strategic Localisation

เราเคยเชื่อว่าโลกใบนี้คือ “ตลาดเดียว” (Global Village) ที่ซึ่งระยะทางไม่มีความหมายและกำแพงภาษีคือเรื่องล้าสมัย แต่ภาพฝันนั้นได้จางหายไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่ในปี 2025 เมื่อรอยร้าวทางภูมิรัฐศาสตร์ได้เปลี่ยนโลกจากความร่วมมือ กลายเป็นการแบ่งพรรคแบ่พวกที่ต่างคนต่างสร้างป้อมปราการของตัวเอง

จาก “มือที่มองไม่เห็น” สู่ “กำแพงที่มองเห็นชัด”

การค้าเสรีที่เราคุ้นเคย (Globalisation) กำลังถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่เรียกว่า Strategic Localisation ความพยายามที่จะดึงทุกอย่างกลับมาอยู่ในมือให้ได้มากที่สุด โลกไม่ได้เลิกค้าขายกัน แต่เรากำลังเลือกคู่ค้าจากความเชื่อใจ ไม่ใช่ราคาที่ถูกที่สุดอีกต่อไป

กระแสธารการค้าไม่ได้ไหลอย่างอิสระ แต่มันแตกตัวเป็น Bloc (กลุ่มก้อน) เหมือนแผ่นเปลือกโลกที่แยกออกจากกัน ขั้วตะวันตกและขั้วจีนต่างล้อมรั้วบ้านตัวเองด้วยกฎกติกาใหม่ที่ทำให้คนกลางต้องเลือกว่าจะยืนอยู่บนแผ่นดินไหน

เมื่อสินค้า กลายเป็น “อาวุธ”

ณ วันนี้ ชิป EV หรือแม้กระทั่งการลงทุน ที่เคยเป็นสินค้าพาณิชย์กลายเป็น Strategic Assets หรืออาวุธทางการเมือง การห้ามส่งออกชิปขั้นสูง หรือการตั้งกำแพงภาษี EV ไม่ใช่แค่เรื่องการขาดดุลการค้า แต่คือการสกัดกั้นอำนาจทางเทคโนโลยีและฐานอำนาจในอนาคต

เราได้เห็นสัญญาณที่ส่งเสียงดังไปทั่วโลก

  • Silicon Wars: การสกัดกั้นเทคโนโลยีชิปขั้นสูงกลายเป็นสงครามเย็นยุคใหม่ที่ไม่มีเสียงปืน
  • EV Oversupply: กำแพงภาษีที่พุ่งสูงลิ่วเพื่อกั้นพายุรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ไม่ใช่แค่การค้า แต่คือการรักษาศักดิ์ศรีของอุตสาหกรรมในยุโรปและสหรัฐฯ
  • The Great Relocation: โรงงานที่เคยตั้งอยู่ในจีนนับทศวรรษ กำลังเก็บข้าวของย้ายถิ่นฐาน (Investment Relocation) ไปยังเพื่อนบ้านที่ “คุยกันรู้เรื่องกว่า” เพื่อหนีความเสี่ยงจากความขัดแย้ง

ในปี 2026 นี้ ประสิทธิภาพ (Efficiency) อาจมีความหมายน้อยกว่าความทนทาน (Resilience) คำถามที่เคยถามว่าเราจะผลิตให้ถูกที่สุดได้อย่างไร? กำลังถูกแทนที่ด้วยคำถามที่หนักแน่นและเจ็บปวดกว่าเดิมว่า “เราสังกัด Value Chain ไหน?”

หากคุณยังพยายามยืนอยู่บนเรือสองลำที่กำลังแยกห่างจากกัน คุณอาจเป็นคนแรกที่ตกลงไปในรอยแยกนั้น บริษัทที่อยู่รอดไม่ใช่บริษัทที่ใหญ่ที่สุด แต่คือบริษัทที่ตอบได้ชัดเจนว่าใครคือพวกเดียวกันบ้าง และจะวางรากฐานในท้องถิ่น (Localisation) ให้ลึกพอที่จะไม่ถูกโค่นเมื่อพายุการเมืองพัดมาได้อย่างไร

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขในงบกำไรขาดทุน แต่มันคือเรื่องของ “ความอยู่รอด” ในเกมการค้าใหม่ที่ไม่ได้ต้อนรับทุกคนเหมือนเดิมอีกต่อไป

6. สงครามในปี 2026 ความขัดแย้งที่กลายเป็นต้นทุนของธุรกิจ

ในปี 2026 สงครามและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็น Cost Layer ถาวรในโครงสร้างต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟ ค่าขนส่ง ค่าประกัน และราคาสินค้าแทบทุกชนิด

ความขัดแย้งตั้งแต่รัสเซีย–ยูเครน ตะวันออกกลาง ไปจนถึงความตึงเครียดสหรัฐ–จีน หรือแม้กระทั่งไทยกับกัมพูชา สงครามเหล่านี้ต่างกดดันพร้อมกันทั้งพลังงาน โลจิสติกส์ และการเงิน ต้นทุนไม่ได้เพิ่มแค่ด้านใดด้านหนึ่ง แต่ถูก “บวกค่าความเสี่ยง” ซ้ำในทุกขั้นตอนของซัพพลายเชน

ราคาน้ำมันและก๊าซยังผันผวนสูงจากความขัดแย้งในยุโรปและตะวันออกกลาง ทำให้ความมั่นคงทางพลังงานถูกจัดเป็นความเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของปี 2025–2026

วิกฤตทะเลแดง (Red Sea Crisis) เป็นตัวอย่างชัดเจน เรือสินค้าจำนวนมากต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป เพิ่มเวลาขนส่ง 10–14 วัน และเพิ่มต้นทุนหลายล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงครามสำหรับเรือบางช่วงพุ่งจากระดับปกติหลักหมื่นดอลลาร์ ไปแตะ 150,000–500,000 ดอลลาร์/เที่ยว

สงครามและความตึงเครียดทำให้บริษัททั่วโลกต้องยกระดับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เป็นแกนหลักของกลยุทธ์ซัพพลายเชน ไม่ใช่ปัจจัยรองอีกต่อไป ผู้ผลิตจำนวนมากต้องถือสต็อกเพิ่ม กระจาย supplier หลายประเทศ และเจรจาสัญญาใหม่ทั้งเรื่อง war clause และ force majeure

ปี 2026 ทำให้เห็นชัดว่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่คือ cost layer ถาวรในโครงสร้างต้นทุนธุรกิจ บริษัทที่ยังคำนวณต้นทุนแค่ค่าแรง วัตถุดิบ และค่าไฟ โดยไม่รวมความผันผวนด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และประกัน จะประเมินกำไร–ขาดทุนผิดพลาดอย่างมีนัยสำคัญ

7. ทุนเทา ความเสี่ยงของทั้งระบบเศรษฐกิจ

เมื่อเราพูดถึงทุนเทาในภาคอุตสาหกรรม  ภาพที่ปรากฏจะไม่ใช่แค่สถานบันเทิงหรือเว็บพนัน แต่มันคือการรุกคืบเข้าไปในหัวใจของการผลิตและระบบโลจิสติกส์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างรุนแรง

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของทุนเทาในปี 2026 ไม่ใช่การทำผิดกฎหมายในมุมมืด แต่มันคือการ “ชุบตัว” เข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ปกติ เงินมหาศาลที่ไม่ค่อยโปร่งใสถูกนำมาใช้กว้านซื้อโรงงาน โกดัง และระบบขนส่ง แย่งชิงส่วนแบ่งจากผู้ผลิตท้องถิ่น (Local SMEs) จนระบบนิเวศการค้าพังทลาย

เมื่อไหร่ที่ต่างชาติเริ่มขยับแว่นขยายส่องมาที่ไทย มาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นเริ่มทำให้นักลงทุนตัวจริงรู้สึกอึดอัด สินค้าที่ประทับตรา “Made in Thailand” เริ่มถูกตั้งคำถามในเวทีโลก ความเชื่อมั่นที่คนไทยสร้างมานานหลายทศวรรษกำลังถูกสั่นคลอนด้วยฝีมือของคนกลุ่มเดียวที่เห็นประเทศไทยเป็นเพียง “ทางผ่าน”

ในปี 2026 ปัญหาทุนเทาไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นปัจจัยตัดสินทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะในเรื่อง FDI ระยะยาว ที่นักลงทุนคุณภาพสูง เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยี พลังงานสะอาด ฯลฯ จะเลี่ยงประเทศที่มีทุนเทาหนาแน่น เพราะกังวลเรื่องการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และความเสี่ยงทางกฎหมาย (Compliance)

8. Cybersecurity : ป้อมปราการด่านใหม่ เมื่อสายการผลิตกลายเป็นสมรภูมิไซเบอร์

ในโลกอุตสาหกรรมยุค 2026 นิยามของความปลอดภัยในโรงงานได้เข้าสู่นิยามบทใหม่ คือเข้าสู่เรื่อง “รหัสผ่านและโครงข่ายข้อมูล” อย่างเต็มตัว เมื่อเทคโนโลยีเชื่อมต่อทุกส่วนของโรงงานเข้าด้วยกัน ความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ากำลังกลายเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงที่สุดต่อความมั่นคงของธุรกิจ

การก้าวสู่ Smart Factory ทำให้ Attack Surface หรือพื้นที่การโจมตีขยายตัวอย่างทวีคูณ จากเดิมที่เครื่องจักร (OT) เคยทำงานแยกส่วนอย่างปลอดภัย วันนี้มันถูกเชื่อมต่อเข้ากับระบบบริหารจัดการ (IT) เพื่อการประมวลผลข้อมูลระดับวินาที การเปิดประตูรับนวัตกรรมนี้จึงเปรียบเสมือนการเปิดช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าถึงหัวใจหลักของสายการผลิตได้เช่นกัน

รายงานความปลอดภัยไซเบอร์ชี้ตรงกันว่า manufacturing เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ถูกโจมตีหนักที่สุด โดยเฉพาะ ransomware ที่ตั้งใจ “หยุดไลน์ผลิต” เพื่อบีบให้จ่ายเงิน

ตัวอย่างในปี 2023 บริษัท MKS Instrumentsผู้ผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ถูก ransomware จนต้องหยุดบางโรงงาน ส่งผลให้รายได้ไตรมาสนั้นหายไปกว่า 200 ล้านดอลลาร์ แค่จากการที่ระบบผลิตและซัพพลายเชนถูกชะงัก แค่เพราะระบบ IT/OT เชื่อมกันและฟื้นตัวไม่ทัน

ในปี 2026 โรงงานจะต้องคิดใหม่ว่า Cybersecurity ไม่ใช่เรื่องของฝ่าย IT อย่างเดียว แต่เป็น ยุทธศาสตร์ด้าน Business Continuity หรือหัวใจของการอยู่รอด การลงทุนในระบบความปลอดภัยไซเบอร์ปี 2026 จึงเป็นการลงทุนเพื่อซื้อเวลาและความต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องจักรทุกตัวจะยังคงหมุนต่อไปได้ท่ามกลางพายุไซเบอร์ที่รุนแรงขึ้นทุกวัน

9. Workforce Manufacturing: เงินรอแล้ว แต่คนหาย

ในโลกการผลิตปี 2026 เรากำลังเผชิญกับความย้อนแย้งครั้งใหญ่ แม้เม็ดเงินลงทุน (FDI) จะไหลเข้าสู่ภูมิภาคอย่างต่อเนื่องและเทคโนโลยีจะล้ำสมัยเพียงใด แต่ฟันเฟืองที่สำคัญที่สุดอย่าง “แรงงานทักษะ” กลับกลายเป็นคอขวดที่ฉุดรั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมทั่วโลก

วิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อทักษะโตไม่ทันเทคโนโลยี

แรงงานรุ่นใหญ่ในสายการผลิตและช่างเทคนิคกำลังทยอยเกษียณ ขณะที่คนรุ่นใหม่เข้ามาไม่ทัน ทำให้หายไปทั้งจำนวนคนและความรู้หน้างาน พร้อมกันนั้น โรงงานกำลังเปลี่ยนสู่ Automation, AI และ Data ทำให้ทักษะเดิมไม่เพียงพอ ต้องการคนที่เข้าใจทั้งเครื่องจักรและซอฟต์แวร์ แต่ระบบการศึกษาและการเทรนยังผลิตคนไม่ทันความต้องการจริง ผลลัพธ์คือโรงงานมีของครบ แต่ไม่มีคนใช้ให้เต็มประสิทธิภาพ

Automation ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด

หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดในวันนี้คือ “ค่าแรงทักษะสูง” (High-Skilled Wage) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากการแย่งชิงบุคลากรที่มีความเข้าใจทั้งด้านงานวิศวกรรมและดาต้า นอกจากนี้ การลงทุนในระบบ Automation ในปี 2026 ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกเร่งให้เร็วขึ้นเพราะ “ไม่มีคนทำงาน” ในระบบเดิม

ปี 2026 ชัยชนะวัดกันที่ “ความเร็วในการผลิตคน”

นิยามของการแข่งขันระดับประเทศได้เปลี่ยนไป ชาติที่จะขึ้นเป็นผู้นำด้านการผลิตไม่ใช่ชาติที่มีค่าแรงถูกที่สุด หรือมีทรัพยากรมากที่สุดอีกต่อไป แต่คือประเทศที่ผลิตคนได้เร็วเท่ากับความเร็วของเทคโนโลยี

  • Speed of Learning ใครที่เปลี่ยนแรงงานไร้ฝีมือให้เป็นเทคนิคเชียนคุมหุ่นยนต์ได้เร็วที่สุดคือผู้ชนะ
  • Talent Ecosystem การสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) จะเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนตัวจริง

10. Sustainability ของจริงหรือแค่ผ่านด่าน

ในอดีตความยั่งยืน (Sustainability) อาจเป็นเพียงกลยุทธ์สร้างภาพลักษณ์หรือกิจกรรม CSR เพื่อความสวยงาม แต่ในปี 2026 บริบทโลกได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความยั่งยืนได้กลายเป็น “กฎเหล็กทางการค้า” ที่ชี้เป็นชี้ตายอนาคตธุรกิจบนเวทีโลก

จุดจบของ Greenwash และการมาถึงของภาษีคาร์บอน

การกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าสินค้าของตน “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” (Greenwash) กำลังจะกลายเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายที่ร้ายแรง ภายใต้มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2026 

หัวใจสำคัญคือ “คาร์บอน = ต้นทุนจริง” สินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูงในการผลิตจะถูกเรียกเก็บภาษีส่วนต่างก่อนเข้าพรมแดน EU ทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของมโนธรรม แต่เป็นเรื่องของ “กำไรและขาดทุน” บนงบการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สัญญาณเตือน ที่ไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่คือตลาดที่บีบเค้น

หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือการเปลี่ยนผ่านจากความสมัครใจไปสู่การบังคับด้วย Reporting Requirement ที่เข้มงวดเทียบเท่าการรายงานบัญชี ข้อมูลความยั่งยืนต้องถูกตรวจสอบได้ (Audit) และโปร่งใส

นอกจากนี้ในฝั่งธุรกิจแบบ B2B ลูกค้ารายใหญ่ระดับโลกไม่ได้มองแค่ราคาและคุณภาพอีกต่อไป แต่เริ่มคัด Supplier ออกจากห่วงโซ่อุปทานทันทีหากไม่มีข้อมูล Carbon Footprint หรือไม่สามารถทำตามเป้าหมาย Net Zero ของเขาได้ การไม่มีข้อมูลจึงเท่ากับการไม่มีตัวตนในตลาดโลก

ปี 2026 คือปีที่เส้นแบ่งระหว่าง “การทำธุรกิจ” กับ “ความยั่งยืน” จางหายไปจนเป็นเนื้อเดียวกัน ธุรกิจที่ไม่สามารถเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้วัดผลได้จริงตามมาตรฐานสากล จะต้องเผชิญกับกำแพงภาษีและการปฏิเสธจากคู่ค้า

คำเตือนสุดท้ายถึงผู้ประกอบการ Sustainability ที่ไม่มีตัวเลขยืนยัน จะถูกตีค่าว่าเป็น “ของปลอม” และในตลาดโลกปี 2026 ของปลอม = ไม่มีที่ยืน

2026: จุดเปลี่ยนประเทศไทย ในวันที่โลกไม่ยอมรอ

ในปี 2026 “ความอืดอาด = ความจบสิ้น” ประเทศไทยและภาคธุรกิจกำลังยืนอยู่บนทางแยกที่ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์แบบเดิมกำลังหมดความหมาย โลกไม่ได้มองหาแค่พื้นที่ตั้งโรงงาน แต่มองหาความปลอดภัยและความพร้อม ทั้งในแง่ของความเสถียรทางนโยบาย, ความมั่นคงทางไซเบอร์, และความโปร่งใสของทุนล่วงหน้า หากเรายังติดกับดักการทำงานแบบเดิมที่ล่าช้าและไม่มีทิศทางที่ชัดเจน 

เราจะไม่ใช่แค่ตกขบวนแต่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง ในขณะที่มูลค่าทางเศรษฐกิจถูกย้ายไปหาประเทศที่สามารถเปลี่ยนนโยบายให้กลายเป็นผลลัพธ์ได้เร็วกว่า

“ชัยชนะในปี 2026 ไม่ได้วัดกันที่ใครมีแผนงานที่ใหญ่ที่สุด แต่วัดกันที่ใครสามารถเปลี่ยนความผันผวนให้เป็น Ecosystem ที่จับต้องได้จริงก่อนกัน”


Logo-Company
Logo-Company
Logo-Company
ลงทะเบียนร่วมงาน AUTOMATION EXPO