ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง หลังจากที่สหรัฐฯ เข้าโจมตีอิหร่าน เพื่อมุ่งเป้าทำลายศูนย์ควบคุมขีปนาวุธและโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ ส่วนทางด้านอิหร่านก็ตอบโต้กลับด้วยการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ (เส้นทางเดินเรือสำคัญในการขนส่งน้ำมันดิบสู่ตลาดโลก) ทำให้หลายประเทศเกิดวิกฤติด้านพลังงาน รวมถึงประเทศไทย ตั้งแต่ประชาชนไปจนถึงผู้ประกอบการ นอกจากจะต้องเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังต้องจัดการทรัพยากรและพลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจด้วย
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ที่ใช้พลังงานประเภทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบและเชื้อเพลิงในการผลิตเม็ดพลาสติกและสารเคมี กลุ่มแรก ๆ ที่ออกมาประกาศขึ้นราคา และส่งผลไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ เป็นลูกโซ่ ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ ถึงแม้ภาครัฐจะออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แต่ก็อาจจะไม่ทันการณ์ อีกทั้งเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก
การปรับตัวจากภายในองค์กรน่าจะเป็นทางเลือกที่ช่วยลดผลกระทบได้รวดเร็วและทันท่วงทีกว่า ด้วยการวางแผนและควบคุมการใช้พลังงานให้เต็มประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมกับลดการสูญเสียพลังงานในทุกขั้นตอน ที่เรียกสั้น ๆ ว่า “Energy Efficiency” ทางเลือกที่รวดเร็วและยั่งยืน โดยมีแนวทางที่น่าสนใจ ดังนี้
● Digital Energy Monitoring
โดยการนำระบบ IoT เข้ามาใช้ในการตรวจสอบการใช้พลังงานแบบ Real-Time ทั้งโรงงาน แล้วรวบรวมข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการวิเคราะห์ เพื่อการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงาน รวมถึงการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดได้อย่างทันท่วงที เช่น ไฟรั่วหรือการโหลดเกินความจำเป็น
● High-Efficiency Motors
มอเตอร์ไฟฟ้า คือ หัวใจของการผลิต การใช้ High-Efficiency Motors (มอเตอร์ประสิทธิภาพสูง) ซึ่งเป็นมอเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อลดการสูญเสียพลังงาน ทำให้ใช้พลังงานน้อยกว่าแต่ให้ประสิทธิภาพสูงกว่ามอเตอร์ทั่วไป โดยมีค่าประสิทธิภาพตั้งแต่ IE2–IE5 แม้ต้นทุนจะสูงกว่ามอเตอร์ทั่วไป แต่ในด้านของการลงทุนถือว่าคุ้มค่าในระยะยาว เพราะมีความทนทาน สามารถใช้งานได้นาน ช่วยค่าไฟได้จริง และยังดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
● Waste Heat Recovery
การนำความร้อนที่เกิดระหว่างขั้นตอนการผลิตกลับมาใช้ใหม่ แทนการปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศโดยเปล่าประโยชน์ เช่น ใช้ Heat Exchanger ในระบบทำความเย็นหรือหม้อน้ำ เพื่อรักษาอุณหภูมิให้เหมาะสม ทั้งช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และรักษาสิ่งแวดล้อม
● Renewable Energy
การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในระบบเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลเพียงอย่างเดียว เช่น การติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้า ร่วมกับการใช้ Energy Storage System (ESS) ไว้ช่วยกักเก็บพลังงาน การนำน้ำเสียกลับมาบำบัดหมุนเวียนใช้ใหม่ภายในโรงงาน หรือการใช้ของเสียอย่างวัสดุชีวมวลมาเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนสำหรับนำไปผลิตไฟฟ้า เป็นต้น
การลงทุน Energy Efficiency นอกจากจะเป็นการปรับปรุงการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยลดผลกระทบเมื่อเกิดวิกฤติต่าง ๆ แล้ว ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนที่จะนำอุตสาหกรรมไปสู่ Smart Factory หรือโรงงานอัจฉริยะ อีกทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero 2050 เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในเวทีโลกอีกด้วย









