โลกปัจจุบันกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาลซึ่งได้มาจากอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา หากจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด IoT เปรียบเสมือนระบบเครือข่ายดิจิทัลที่เป็นเส้นประสาทรับสัมผัสจากโลกภายนอก ส่วน AI นั้นเปรียบเสมือนสมองที่คอยสั่งการและประมวลผล เมื่อนำทั้ง 2 ส่วนนี้มาผสมรวมกันจะเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า Artificial Intelligence of Things หรือ AIoT
ซึ่งถือเป็นคลื่นลูกใหม่ที่จะมาสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรม 4.0 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความอัจฉริยะของมันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การรับส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตเหมือนในอดีต แต่เป็นการสร้างระบบที่สามารถเรียนรู้ วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากมนุษย์ตลอดเวลา
เทรนด์การตลาดในอนาคตจะไม่ได้หยุดอยู่แค่การยิงโฆษณาตามความสนใจเพียงอย่างเดียว แต่ AIoT จะเข้ามาช่วยให้นักการตลาดเข้าใจพฤติกรรมเชิงลึกของผู้บริโภคผ่านอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์สวมใส่ เครื่องใช้ในบ้าน หรือแม้แต่อุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม ข้อมูลเหล่านี้จะถูกประมวลผลด้วย AI เพื่อพยากรณ์ความต้องการล่วงหน้า ทำให้แบรนด์สามารถส่งมอบบริการหรือสินค้าได้ตรงใจในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งเป็นการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าไปอีกขั้นหนึ่งเลยทีเดียว

การบรรจบกันของ AI และ IOT นิยามใหม่ของระบบอัจฉริยะ
หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้ว IoT แบบเดิมกับ AIoT มันต่างกันตรงไหน คำตอบที่เข้าใจง่ายที่สุดคือ IoT แบบเดิมมักจะเป็นการเก็บข้อมูลเพื่อส่งต่อไปแสดงผลหรือรอให้คนมาตัดสินใจ แต่ AIoT คือการใส่ความฉลาดลงไปที่ตัวอุปกรณ์เลย ทำให้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์เหล่านั้นสามารถตัดสินใจได้ทันทีที่หน้างาน ยกตัวอย่างเช่น ในระบบโรงงานอุตสาหกรรม หากเครื่องจักรมีเซนเซอร์ IoT ตรวจพบความผิดปกติ มันจะส่งสัญญาณแจ้งเตือน แต่ถ้าเป็น AIOT ระบบจะวิเคราะห์ได้ทันทีว่าความผิดปกตินั้นเกิดจากอะไร และอาจจะทำการปรับตั้งค่าเพื่อซ่อมแซมตัวเองเบื้องต้น หรือ Self Healing ได้ทันทีเพื่อไม่ให้สายการผลิตต้องหยุดชะงัก
ในมุมมองของการตลาดออนไลน์ ข้อมูลจากอุปกรณ์ AIoT จะช่วยให้เราสร้างสิ่งที่เรียกว่า Hyper Personalization ได้อย่างแท้จริง ลองจินตนาการดูว่าถ้าตู้เย็นอัจฉริยะในบ้านลูกค้าสามารถเรียนรู้ได้ว่านมกำลังจะหมด และ AI ในตู้เย็นวิเคราะห์พฤติกรรมแล้วว่าลูกค้ารายนี้มักจะสั่งซื้อนมยี่ห้อโปรดในช่วงวันเสาร์ ระบบสามารถเสนอส่วนลดพิเศษผ่านหน้าจอเจาะจงเฉพาะบุคคลได้ทันที นี่คือพลังของการรวมร่างระหว่างสมองกลและเครือข่ายการเชื่อมต่อที่นักการตลาดยุคใหม่ต้องตามให้ทัน

เจาะลึกตัวอย่าง AIOT ในชีวิตประจำวันและภาคธุรกิจ
หากต้องการเห็นภาพของ AIoT ที่ชัดเจนที่สุดเราต้องมองไปที่เทคโนโลยี Smart Home ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด ระบบบ้านอัจฉริยะในปัจจุบันไม่ได้แค่สั่งเปิดปิดไฟผ่านมือถือได้เท่านั้น แต่มันสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์และพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนในบ้านได้ เช่น ระบบปรับอากาศที่เรียนรู้ว่าคุณชอบอุณหภูมิ 25 องศาในช่วงหัวค่ำและค่อยๆ ปรับเป็น 26 องศาในช่วงดึกเพื่อช่วยให้หลับสบายและประหยัดพลังงาน การเรียนรู้และตอบสนองต่อปฏิกิริยาของมนุษย์แบบนี้แหละคือหัวใจสำคัญของ AIoT ที่ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นกว่าเดิม
อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจคือการใช้งานในโดรนหรือกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ หากเป็นกล้องทั่วไปมันจะบันทึกภาพตลอดเวลาซึ่งสิ้นเปลืองพื้นที่จัดเก็บและพลังงานประมวลผลอย่างมาก แต่ถ้าเป็นกล้องที่ทำงานด้วยระบบ AIOT กล้องจะถูกตั้งโปรแกรมให้บันทึกภาพเฉพาะเมื่อตรวจพบวัตถุที่กำหนดไว้เท่านั้น เช่น ตรวจพบใบหน้าคนที่ไม่รู้จักหรือตรวจพบป้ายทะเบียนรถที่ระบุไว้ การทำแบบนี้ช่วยประหยัดพลังงานและลดการทำงานของหน่วยประมวลผลได้มหาศาล ซึ่งบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia หรือ Intel ต่างก็เร่งพัฒนาชิปประมวลผลเพื่อมารองรับความต้องการในส่วนนี้อย่างต่อเนื่อง










